5,806
VIEWS

คุยกับนายสถานีเวิร์คพอยท์ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม กับทฤษฎีการลองถูกลองผิด

Apr 09, 2018 S.Worapol

ในภาวะที่สถานการณ์อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ฝุ่นตลบไปทั่วทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะทีวีในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้เราเห็นว่ามีทั้งผู้ที่แข็งแกร่งสามารถยืนหยัดอยู่ในสมรภูมิได้ มีทั้งผู้ที่อ่อนแอถูกพัดออกจากสนามนี้ไป และก็มีทั้งผู้ที่ต่อสู้คนหาเส้นทางจนเจอทางออกทำให้ผ่านมรสุมนี้ไปได้อีกไม่น้อยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นช่องเวิร์คพอยท์ ที่สามารถขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้นำตลาด และสร้างปรากฏการณ์หลายๆ อย่างที่โดดเด่นเป็นอย่างมากในปีที่ผ่านมา

ทีมงาน BrandAge Online จึงขออนุญาตทางเวิร์คพอยท์เพื่อที่เข้าไปพูดคุยกับ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ถึงวิธีคิด และแนวทางของเวิร์คพอยท์กัน เราเริ่มที่คำถามแรกว่า

Q : อะไรคือความท้าทายตอนนี้

A: ที่ผ่านมาอยู่ในจังหวะที่อุตสาหกรรมเปลี่ยนจริงๆ ทุกอุตสาหกรรมเปลี่ยนหมด ส่วนของเวิร์คพอยท์เป็นจังหวะพอดีที่เราก็เปลี่ยนเยอะ โลกเปลี่ยนเราก็เปลี่ยนตามโลกที่เปลี่ยนไป น่าจะเป็นเรื่องนี้ที่เราปรับตัวได้ค่อนข้างเร็ว แต่ความยากคือว่าเราก็คือไม่รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนไปยังไงและมันกำลังจะเป็นไปยังไง

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่ค่อนข้างซับซ้อนสำหรับประเทศไทย ก็คือ โครงสร้างความต่างระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบทค่อนข้างใหญ่มาก ก็เลยเป็นความยากเพราะสังคมเมืองอาจจะเปลี่ยนได้เร็ว แต่ชนบทนั้นเราไม่รู้เลยว่าเปลี่ยนหรือยัง หรือว่ายังไม่เปลี่ยน เป็นอะไรที่คาดเดายากมาก พอดีเราอยู่ในอุตสาหกรรมสื่อเราต้องสื่อสารกับทุกกลุ่ม ก็เลยทำให้เรื่องนี้มีความซับซ้อนค่อนข้างมาก เราพยายามดูว่าตรงไหนเปลี่ยนตรงไหนยังไม่เปลี่ยนยังไงบ้าง เพื่อทำให้แต่ละจุดมีความชัดเจน

บางทีห้างใหญ่ไปขึ้นในต่างจังหวัดก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ขนาดเซเว่นไปขึ้นบางพื้นที่ก็ยังไม่สำเร็จทั้งๆ ที่ควรจะได้ เพราะเซเว่นเป็นอะไรที่คุ้นเคยกับเรามาก แต่บางอำเภอบางที่ก็ไม่สามารถขึ้นได้ มันสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในความเปลี่ยนแปลงของสังคม และเราก็ไม่รู้ว่าเราต้องเปลี่ยนไปทางไหน เมื่อไหร่ ที่จะถูกต้องที่สุด

สิ่งที่จะบอกความเร็วความช้าได้ก็คือการสังเกตคนสังเกตผู้บริโภคว่า พวกเขาทำอะไรกันอยู่ พวกเขาเป็นยังไงหลายๆ อย่าง

Q: ทำให้วิธีการทำงานยากขึ้นไหม

A: จริงๆ วิธีคิดวิธีการทำงานไม่ได้ยาก เพราะว่า Workpoint เป็นพวกที่ให้เปลี่ยนก็เปลี่ยน เพียงแต่ว่ามันไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนตรงไหนดี ที่เปลี่ยนแล้วถูกต้อง แต่สิ่งที่มันผ่านมา เราจะลองค่อนข้างเยอะก็เลยเห็นว่า เราประสบความสำเร็จอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะว่าเราลองถูกมากกว่าลองผิด จริงๆ แล้วสิ่งที่ผิดก็มีแต่เผอิญว่าเราประสบความสำเร็จมากกว่า

Q: ทำไมถึงเปลี่ยนได้เร็ว

A: การเปลี่ยนแปลงของเราสามารถทำได้ค่อนข้างเร็ว เพราะว่าไลน์โปรดักต์ค่อนข้างสั้นคิดแล้วก็สามารถทำได้เลย องค์กรไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากมาย ไม่ต้องรอ Approve อะไรนานๆ ไม่ต้องรอประชุมบอร์ด ประกอบกับเรื่องที่มีความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมันเลยทำให้มีความแมตช์กันในแง่ของการทำงาน

Q: ความซับซ้อนขององค์กรมีผลต่อการเปลี่ยนแปลง

A: ถ้าซับซ้อนก็จะทำให้ยากต่อการตัดสินใจที่เราจะเปลี่ยนแปลงทำอะไรสักอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องใช้เวลานาน เวลาที่ตลาดเปลี่ยนโครงสร้างตลาดเปลี่ยนทุกอย่างมันมีโอกาสซ่อนอยู่แล้ว แต่ความเป็นจริงมันก็มีทั้งโอกาสแล้วก็มีทั้งความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เราก็ต้องมาเช็คลิตส์ กันอีกทีว่าอะไรที่คุ้มค่ามากกว่ากัน

Q: ประเมินยังไง

A: ส่วนใหญ่เราประเมินง่ายมาก คือ เราจะประเมินจากสิ่งที่เรารับไหว สิ่งที่เรารับได้ส่วนใหญ่เราค่อนข้าง Conversative เราจะไม่ได้เสี่ยงกับอะไรมาก สิ่งที่เรารับไหวคือเราจะลองทำ

Q: ในแง่ของพฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับตลาดหรือไม่

A: อย่างที่บอกว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสังคมเมืองกับสังคมชนบท คนจนกับคนรวยมี Gap ที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ เรื่องที่พูดเรื่องเดียวกันก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน พูดในมุมที่ต่างกัน

ในแง่ของพฤติกรรมการรับสื่อของผู้บริโภค ผมมองว่ายังไงก็ยังตอบยากในวันนี้ เพื่อนๆ ในวงการก็บอกว่า Workpoint ทำให้อุตสาหกรรมไม่เป็นเอกฉันท์ว่า ทีวีก็ไปได้ ออนไลน์ก็ไปได้ มันก็เลยก้ำกึ่งว่าสุดท้ายแล้วมันคืออะไร คำตอบที่ถูกที่สุดของการทำอุตสาหกรรมนี้ วันนี้คืออะไร

Q: แล้ว Workpoint มองเรื่องนี้ยังไง

A: กลับมาดูสื่อแต่ละประเภทว่า เราจะสื่อกับใคร เราจะพูดกับใคร คนรับสื่อบางพื้นที่อาจจะใช้อินเตอร์เน็ตมาก บางพื้นที่อาจจะใช้อินเตอร์เน็ตน้อย มันก็ทำให้เราเห็นข้อแตกต่าง แต่ในแง่ของการรับรู้ของคนมันยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าถ้าเป็นสังคมอินเตอร์เน็ตหรือสังคมออนไลน์เรามักจะถูกหล่อหลอมให้เชื่อในสิ่งที่เราเลือกที่จะเชื่อ หรือที่เราชอบเราก็จะสนใจแต่เรื่องนั้น ต่อไปการจัดการกับความคิดเห็นที่แตกต่างกันของการรับสื่อก็จะมีความยากมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องที่ทำให้ความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างรุนแรงก็จะกระทบกับคนจำนวนมากไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องการเมืองเรื่องอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นเราไม่ชอบคนนี้ เราไม่ชอบคนนั้น พอมีเรื่องมาสักหน่อยนึงก็จะแพร่กระจายไปทันที แต่เดี๋ยวนี้มันก็ค่อนข้างยากกว่าเดิม เมื่อก่อนส่วนใหญ่ในแง่ของ Media มันค่อนข้างจะเป็น One Way Communication มากกว่า การแก้ไขคือตั้งโต๊ะแถลงเชิญนักข่าวมา เรียกสื่อมา จะเชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร Feedback ที่กลับมาก็จะถูกจำกัดวงไม่ได้แพร่กระจายไป

Q: สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญคืออะไร

A: เท่าที่เห็นคือเทคโนโลยีเปลี่ยนบ่อย เปลี่ยนเร็วมาก พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนบ่อยแต่ก็ยังไม่นิ่ง ทีนี้ในแง่ของเรา เราก็จะอยู่เฉยๆ ไม่ได้นาน เพราะว่ามีทั้งเทคโนโลยีเปลี่ยน ผู้บริโภคเปลี่ยน อุตสาหกรรมปรับเปลี่ยนมันทำให้เราปรับตัวเร็วกว่าเมื่อก่อนค่อนข้างมาก เพราะวันที่สำเร็จพรุ่งนี้อาจจะไม่สำเร็จแล้วก็ได้

Q: ในภาพของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไรบ้าง

A: ในแง่ของอุตสาหกรรมทีวีมองว่า อาจจะเริ่มคงตัวแล้ว ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงกำลังตั้งไข่ตั้งตัวกัน ตอนนี้เหมือนกับเริ่มเจอทางกันแล้วว่าจะไปทางไหน จะไปอย่างไร จะพัก จะเลิก หรือว่าจะหาทุนใหม่ แล้วจะทำกันยังไงต่อกับธุรกิจ วันนี้อุตสาหกรรมทีวี หรือสื่อมันเริ่มที่จะกระจายมาก เราไม่ได้แข่งกันในเฉพาะทีวีเท่านั้น

เราแข่งกับมีเดียอื่นที่รายล้อมอยู่ รวมถึงกับแข่งกับพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย เมื่อก่อนถ้าพูดถึงทีวี ก็คือ ความสุขที่อยู่ที่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้คือถ้าเป็นสังคมเมืองชั่วโมงในการอยู่บ้านน้อยมากอาจจะแค่เสาร์อาทิตย์ หรือวีคเอนด์แค่นั้น ช่วงจันทร์ถึงศุกร์อาจจะมีกิจกรรมที่อยู่นอกบ้าน ซึ่งมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นมากมาย ไปกินข้าวกับเพื่อน ออกกำลังกาย ฟิตเนส สปา เมื่อก่อนกิจกรรมไม่ได้เยอะขนาดนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีกิจกรรมทุกอย่างให้เราได้เลือกทำนอกบ้าน ชั่วโมงในการอยู่บ้านมันน้อยลง เพราะฉะนั้นในแง่ของอุตสาหกรรมทีวี เราจะคาดหวังให้เขาใช้เวลากับเรามันไม่พอ เลยต้องกระจายไปที่มีเดียอื่นๆ เพิ่มเติม แต่ต้องมาดูว่า Media ไหนที่เหมาะสมกับเรา ในสังคมชนบทก็ยังใช้เวลาอยู่กับบ้านค่อนข้างเยอะเหมือนเดิม แม้ว่าจะมีห้างไปขึ้นต่างๆ มากมาย แต่สุดท้ายแล้วก็คือเขาก็ยังใช้เวลาอยู่ที่บ้าน ซึ่งทั้งหมดมันก็คืออยู่ที่พฤติกรรมของผู้บริโภคและทำให้เรามาปรับตัวว่าเราจะเดินยังไงต่อ

Q: ความต่างของของพฤติกรรมคนในสังคมเมือง กับสังคมชนบทก็ยังเป็นโจทย์ที่ยาก

A: กลับไปที่เรื่องสังคมเมือง สังคมนอกเมือง และความสามารถในการใช้จ่าย จริงๆ ก็แตกต่างกันค่อนข้างมาก อย่างข้อมูลมือถือจาก Operator ต่างๆ บอกว่าคนใช้มือถือเกิน 80% เป็นเติมเงิน ซึ่งเติมเงินเฉลี่ยแล้วต่อเบอร์ไม่เกิน 200 บาท ซึ่งในราคา 200 บาท ไม่สามารถที่จะใช้ Data ได้เยอะ ไม่ได้เหมาะกับ Long Term มันอาจจะเหมาะกับ Short Term คอนเทนต์อาจจะเหมาะกับภาพ ยังไม่ได้เหมาะกับวิดีโอ

Q: แล้วถึงจุดที่ตลาดเปลี่ยนจริงๆ แล้วหรือยัง

A: มันเหมือนกับ Pay TV ที่จ่ายกัน ทรานส์ฟอร์มมาเป็นการจ่ายค่าเน็ตแล้วในเน็ตมีของให้ดูเต็มเลย อาจจะคล้ายๆ อย่างนั้น ในพวกตลาดบนอย่าง Netflix อาจจะมาแทน Pay TV ที่ราคาแพงๆ ในสมัยก่อน ด้วยราคาด้วยรูปแบบและลักษณะของ Content วันนี้ก็ถูกลงมาค่อนข้างเยอะ อย่างอเมริกาดูทีวีเขาจ่ายเงินค่อนข้างเยอะพอ Netflix เข้ามาแล้วมีราคาที่ถูกกว่าก็เลยทำให้มีการเติบโตที่ค่อนข้างรวดเร็ว นี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาพเเวดล้อมที่ต่างกัน

ที่เห็นชัดๆ คือคนกรุงเทพฯ อาจจะคุยกันเรื่องซีรีส์ Game of Thrones The Walking Dead หลุดรังสิตไปนี่อาจจะงงเลยนะว่าเรื่องอะไร

Q: จะมีอะไรมาแทนที่กันหรือไม่ 

A: ระยะสั้นระยะกลางยัง สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมาว่าสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคหรือยัง เพราะว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมันผูกติดกับเรื่องของคุณภาพชีวิตเขา แต่สุดท้ายแล้วเขายังไม่มีความสามารถในการจ่ายไปถึง ณ จุดนั้นได้ เขาก็ยังต้องใช้ชีวิตแบบเดิม แต่ถ้าวันนึงบอกว่าประเทศไทยใช้อินเตอร์เน็ตฟรีเลย อันนี้เปลี่ยนแน่นอนอาจจะเป็นอีกเรื่องไปเลย

การใช้วิธีนี้ทางออนไลน์จะดีกว่าทางออฟไลน์ ความเชื่อนี้มันถูกปลูกฝังมา 2 ปีแล้ว ว่าอินเตอร์เน็ตกำลังมาและตอนนี้ทุกคนเชื่อแล้ว แต่สำหรับพี่ พี่ไม่ได้เชื่อสนิทใจเพราะว่าในภาพใหญ่มันกระจุกตัวอยู่แค่บางพื้นที่เท่านั้น แต่ด้วยความเชื่อมั่นเชื่อสนิทใจไปแล้วว่าอินเตอร์เน็ตมา เราก็ต้องสังเคราะห์ตัวเอง

Q: ก็ต้องทำงานกันหนักขึ้น

A: ก็ต้อง Monitor กันค่อนข้างเยอะว่าสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ การเมืองเป็นอย่างไรมาเป็นตัวตั้งต้น แล้วก็ค่อยสื่อสารออกมา เวลาทำ Content ก็จะกลับไปที่วิธีคิดของเรา คือตั้งคำถามว่าเราทำ Content ให้ใครดู ให้คนกลุ่มไหนดู ไม่อย่างนั้นเราจะตรวจงานกันไม่ได้

เราพยายามที่จะจับตามรสนิยม ถูกบ้าง ผิดบ้าง เราก็ไม่ได้มีความแม่นยำอะไรมากมาย แต่เราต้องตั้งต้นให้ได้ก่อนว่าเราทำอะไรอยู่ ถ้าทำให้คนทั้งหมดดูต้องดูรายละเอียดต่อว่าทั้งหมดจริงหรือไม่

แต่ถ้าทำเฉพาะบางกลุ่มอาจจะตรวจงานง่ายหน่อยไม่ได้ยากมาก แล้วก็จะมีคำถามตามมาก็คือไปได้จริงๆ ไหม เพราะว่ามันอาจจะต่างจากการทำอย่างอื่น เช่น เราทำหนังสือเฉพาะกลุ่ม มีชัดเจนว่าเราทำให้ใครอ่านแล้วทำให้คนกลุ่มไหน

Q: อย่างตลาดที่เฉพาะกลุ่มเราเคยทำหรือไม่

A: ของทีวีเราก็เคยทำรายการที่เลือกคนดูเลยอย่างเช่น SME ตีแตก หรืออัจฉริยะข้ามคืน อย่างนี้คือชัดเจนว่าเราเลือกกลุ่มคนดูเลยว่าคนดูแบบไหน แต่ก็มีอย่างนี้ไม่ได้ตลอดเวลา เพราะว่าบางส่วนเราต้องการที่จะสื่อสารในวงกว้างมากกว่าที่จะจำกัดวง

Q: มีตัวอย่างอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกไหม

A: อย่างเคส The Mask Single ก็ถือว่าเราลองถูก การที่เราตัดสินใจนำเสนอ Content พร้อมๆ กันในทุกๆ แพลตฟอร์มที่เรามี จริงๆ เราเริ่มที่รายการปริศนาสายฟ้าแลบก่อนแล้วตามมาด้วย I can see your voice แล้วก็มา The Mask Single บังเอิญมาดังพลุแตกที่รายการ The Mask Single สิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งก็คือแต่ละแพลตฟอร์มไม่ได้แย่งกัน แต่กลับช่วยส่งเสริมกันด้วยซ้ำ

ในแง่ของพฤติกรรมมีความหลากหลาย เราทำทีวียังไงเราก็ต้องสื่อสารในวงกว้างก่อน แล้วค่อยมากรอง Target อีกทีนึงว่าใครอยู่ตรงไหนของเรา ที่นี้อย่างที่บอกว่าสังคมนอกเมืองอาจจะอยู่บ้านเยอะกว่าสังคมในเมือง คนเมืองที่อยู่บ้านน้อยลง พอเขาอยู่ก็ยากอีกเพราะว่ามันมีอะไรให้เลือกดูเยอะแยะมากมาย ทั้งทีวี อินเตอร์เน็ต ทีนี้คือทำยังไงให้เขาสะดวกที่สุดในการรับชม Content ของเรา นี่ต่างหากคือวิธีคิดของเรา

Q: มองภาพของอุตสาหกรรมอย่างไร เมื่อเราเดินเกมแบบนั้น

A: ตอนนั้นเราก็คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดตามมา อย่างน้อยก็ทำให้รู้เลยว่าเราจะเปลี่ยนแล้ว อุตสาหกรรมจะเปลี่ยนตามหรือเปล่า เพราะว่าถ้าจะเปลี่ยนจริงคือเราห้ามอะไรไม่ได้อยู่แล้ว อุตสาหกรรมวันนี้มันไม่ใช่ Monopoly ต่อไปแล้ว ตลาดเปลี่ยนจะได้มีการเตรียมตัวที่จะรับมือ  ซึ่งจากตรงนั้นทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเหมือนกันว่า จริงๆ แล้วคือมันก็ไปด้วยกันได้ จากนั้นเราก็ค่อยๆ เรียนรู้ว่าคนดูอะไร คนไม่ดูอะไร ทำให้เรากลับมาพัฒนาตัว Content เราให้มันมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

Q: ถ้ามีคนบอกว่าเราเป็นคนเซตเกมของการแข่งขัน

A: จริงๆ เราไม่ได้ตั้งใจที่จะเป็นคนนำตลา และทำให้อุตสาหกรรมมันเปลี่ยน เพราะในแง่ของเรา เราก็ลองดูแต่บังเอิญว่ามันสำเร็จ แต่ถ้าเกิดว่ามันล้มเหลวมันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากเทคโนโลยีมันเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ทุกอย่างมันไปด้วยกันพอดีกับสิ่งที่เราทำมันก็เลยประสบความสำเร็จได้

Q: มันทำให้ภาพวันนี้ของเวิร์คพอยท์ เป็นอย่างไร

A: วันนี้เรามาถึงในจุดที่เราเริ่มจะไปได้ในอุตสาหกรรม เราได้ปักหมุดแล้วว่าในปีนี้แค่คนในประเทศไทยรู้จักแล้วว่า เราคือช่องเวิร์คพอยท์ จากเมื่อก่อนคนอาจจะรู้แค่ว่าเป็นรายการเวิร์คพอยท์ แต่วันนี้คนรู้แล้วว่าเป็นช่องเวิร์คพอยท์

เราก็เข้าสู่การทำออนไลน์ซึ่งเราก็เห็นถึงความซับซ้อนซึ่งก้าวขึ้นไปอีก เมื่อก่อนไม่ต้องมาดูละเอียดว่ารายรับรายจ่ายของครัวเรือนแต่ละครัวเรือนว่าเป็นยังไง ซึ่งมันก็จะทำให้เราเห็นว่าความแตกต่างของสังคม ของรายได้ของประชากร ซึ่งข่าวแต่ละประเภทที่คนสนใจจริงๆ ที่เราเห็นอาจจะมีคนบางกลุ่มที่ไม่สนใจเลยก็ได้

Q: สิ่งสำคัญที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ

A: เรื่องคนก็ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ คนขยันไม่ค่อยได้มีอีโก้ในการทำงานสักเท่าไหร่ บางทีบอกให้เลิกอะไรก็เลิกอาจจะมีงอนๆ บ้างแต่ก็ทำตาม บางทีผู้บริโภคไม่ได้สนุกกับสิ่งที่เราทำ บางทีก็ต้องเลิกก็ต้องจบ อย่างทีวีก็มีเรตติ้งชี้วัด ออนไลน์ก็มีตัวเลขบางอย่างที่บอกว่าสิ่งที่เราทำมันถูกใจหรือไม่ถูกใจกับคนดูกับผู้บริโภค

Q: วิธีการหารายได้ ยากขึ้นตามด้วยหรือไม่

A: คนไทยเราดู Content ฟรีกันมาตั้งนานแล้ว ฉะนั้นพฤติกรรมของคนไทย Content มีไว้ดูฟรี ต้องหาเงินด้วยวิธีการทำโฆษณาคนไทยเราเลยเก่งในเรื่องของการคิดหารูปแบบการโฆษณาในรูปแบบต่างๆ

รายการของฝรั่งเขาไม่มีป้ายโฆษณา สำหรับโมเดลโฆษณาของรายการทีวีเราก็พยายามทำให้ครบทุกรูปแบบทั้ง Placement, Tie-in, Spot, VTR, Sponsorship Program

Q: อนาคตมีกังวลเรื่องอะไรไหม

ถ้าในอนาคตก็อาจจะมีความกังวลเรื่องคนที่อาจจะต้องกลับมาดูมากขึ้น ตอนนี้ประมาณ 700 คน ก็ยังอยู่ในจุดที่เราดูแลกันได้พูดคุยกันได้เห็นหน้าตากันตลอด แต่ถ้ามีทรัพยากรเป็นพันก็จะอาจจะดูแลยากขึ้น คนเราเวลาไม่ได้ดูแลกัน ไม่ได้พูดคุยกันก็จะทำให้มีปัญหา เราจะไม่รู้ว่าใครคิดอะไรอยู่ แต่เดี๋ยวนี้ก็มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต่อให้เราไม่ได้เจอกันเราก็จะได้คุยกันบอกกันว่าปัญหาคืออะไรเราไม่สามารถที่จะคุยกับคนทุกคนได้มันไม่ไหว

Q: มีคนบอกว่าเวิร์คพอยท์ มีรายการรูปแบบเดิมๆ ตรงนี้เราจะจัดการยังไง

A: ความหลากหลายของรูปแบบรายการจริงๆ แล้วเรามีทุกแบบที่เราทำได้ แต่พอมันฮิตขึ้นมาซักรูปแบบหนึ่งคนมันจะจำว่ารายการนี้ช่องนี้มีแค่รูปแบบนี้เท่านั้น จริงๆ ช่องเวิร์คพอยท์ของเรามีทุกอย่างทั้งข่าว ละครซิทคอม เกมโชว์ ประกวดร้องเพลง สารคดียังมีเลย ส่วนใหญ่แล้ว Content มันเยอะคนก็เลยจะจำอันที่เด่นจริงๆ

ตลาดมีความหลากหลายค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นความยากมันอยู่ที่ตรงนี้แหละตรงที่จะทำยังไงให้คนมองเห็นว่าช่องเรามีความหลากหลายแง่ของ Content ที่ครบ

 

ภาพ: ธนคร้าม ศรีเมือง

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.