12,511
VIEWS

เปิดเกมรบ ดีแทค ในวันที่ไม่ง่ายเหมือนก่อน - โรจน์ เดโชดมพันธ์

Apr 10, 2018 S.Worapol

สถานการณ์ของดีแทคในวันนี้เรียกได้คำเดียวว่าต้องกัดฟันสู้ในทุกรูปแบบ แม้ว่าจะมีข้อเสียเปรียบอยู่มาก แต่ในแง่ของ Brand ดีแทคก็ยังคงมีความชัดเจนไม่น้อยไปกว่าผู้เล่นอื่นในตลาดเช่นกัน

วันนี้ BrandAge Online มีโอกาสดีอีกครั้งที่ได้รับเชิญจากทางดีแทค เข้าพูดคุยถึงสถานการณ์การแข่งขันในตลาด Postpaid หรือตลาดลูกค้ารายเดือนจากผู้บริหารมือดีอีกท่านของดีเเทค โรจน์ เดโชดมพันธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานธุรกิจโพสต์เพด กลุ่มงานพาณิชย์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่นจำกัด (มหาชน) หรือดีแทค

แน่นอนว่าทำให้เราได้เห็นจุดยืนทางการแข่งขันของดีแทคในหลายๆ แง่มุมเลยทีเดียว

Q: ภาพรวมของดีแทคต่อตลาด Postpaid เป็นอย่างไรบ้างในปีที่ผ่านมา

A: เราอยากเน้นเรื่องแพ็กเกจที่ลูกค้าได้รับเป็นหลัก โดยพื้นฐานอยากใช้ข้อมูลด้านการใช้ดาต้าแล้วก็เรื่อง Voice อยู่แล้วเป็นเบสิก ซึ่งเราก็บอกว่าเราให้แพ็กเกจที่ดีที่สุดในตลาดอย่างต่อเนื่อง จะสังเกตได้ว่าในปีที่แล้วเราพูดกันเยอะมากในเรื่องโปรโนลิมิตที่ให้เน็ตแบบไม่อั้น ไม่ลดสปีด แต่จริงๆ แล้วลูกค้าก็ยังชื่นชอบที่เป็นแพ็กเกจแบบซูเปอร์นอนสต็อป ก็คือว่าให้เน็ตแบบเยอะ เพราะเน็ตเหลือก็มาสามารถทบไปใช้เดือนหน้าได้ด้วย

เป็น Benefit ที่ผมว่า ดีแทคไม่ค่อยได้พูด แต่มีลูกค้ากว่า 70% แล้วที่ใช้แพ็กเกจพวกนี้ คือโดยทั่วไปแพ็กเกจพวกนี้ลูกค้าจะให้ความสนใจในเรื่องของสปีดที่ให้สูงสุด แล้วก็ให้จำนวน Gb ที่เยอะเป็นพิเศษ เขาก็จะซื้อ Gb ที่มากกว่าความจำเป็นที่เขาใช้

แต่เขาก็จะรู้สึกว่าถ้าซื้อเผื่อไว้แล้วมันเหลือก็ไม่ได้ใช้งานอีก จึงเป็นที่มาว่าเราก็ให้ลูกค้าสามารถโยกไปได้ แล้วค่าเฉลี่ยที่ลูกค้าโยกไป ถ้าเขาใช้เหลือทุกเดือนมันจะเป็น Cycle ไปเรื่อยๆ 4 เดือน 5 เดือนเมื่อไรเขาจะได้ดาต้าแบบดับเบิ้ล เช่น เขามี 20 Gb ถ้าใช้เหลือไปเรื่อยๆ มันจะสะสมจนเขามี 40 Gb สูงสุดก็เหมือนดับเบิ้ลตัวดาต้าให้ด้วย

Q: เน้นที่การจัดแพ็กเกจ

A: ใช่ครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าที่ใช้เขาก็จะรู้สึกว่ามันคุ้มที่สุด ส่วนข้อที่สองถ้าสังเกตในแง่ของตัวราคา ถ้าเทียบกันของทุกค่ายเราจะไม่มีการมาหมกเม็ดว่า 3G 4G แยกถังอะไรไม่มี คือเราบอกเลยว่าให้ 20 Gb ก็คือ 20 Gb ใช้ได้ 3G 4G

ไม่ได้มาแยกว่าต้องเป็น 5 Gb เป็นแบบนึงที่เหลือถึงจะเป็นแบบนึง เพราะเวลาที่ลูกค้าใช้งานก็จะงงว่าเขาต้องใช้มากใช้น้อยขนาดไหนถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด

Q: ก็คือเอาความเร็วสูงสุดไปเลย

A: ใช่ ความเร็วสูงสุดไปเลย แล้วก็โยกได้ด้วย ถ้าเหลือก็ยกไปเดือนหน้า ก็เป็นสิ่งที่เราพยายามจะเน้นว่าสิ่งที่เราให้มันง่ายแล้วก็คุ้มค่าที่สุด โดยที่ลูกค้าไม่ต้องคิดอะไรมาก คือถ้าเทียบกันแบบนี้ความงงมันก็จะมีเยอะหน่อย

Q: ในแง่ของการใช้งาน พวกดาต้ามันเพิ่มขึ้นเยอะไหมครับ

A: เพิ่มขึ้นจากถ้าปีที่แล้วนะครับ เพิ่มขึ้นปีต่อปีก็เท่าตัวเเล้วครับ ถ้าโพรเซสเนี่ยเฉลี่ยใช้งานต่อคนอยู่ 12 Gb ต่อคนต่อเดือน

Q: ฐานลูกค้าเราเท่าไรครับ

A: 5.6 ล้านก็จากปีล่าสุดเพิ่มมา 6 แสนคน

Q: คิดว่ามันเพราะอะไรถึงเพิ่ม ประเมินหน่อยได้ไหมครับ

A: จริงๆ ส่วนนึงเป็นแนวโน้มของคนที่ใช้เติมเงินแล้วก็เปลี่ยนมาเป็นรายเดือนมากขึ้นด้วย เนื่องจากว่าคนที่ใช้เติมเงินเวลาใช้งานดาต้าอาจจะไม่ค่อยสะดวกว่าพอเวลาเงินหมดเล่นเน็ตไม่ได้ พอคนเริ่มติดเน็ตก็เริ่มรู้สึกว่าอยากได้อะไรที่ฟรี อยากใช้ได้ทุกเมื่อก็เลยเปลี่ยนมาเป็นรายเดือนเยอะขึ้น

แล้วก็อีกอย่างคือระบบเติมเงินจะมีความยุ่งยากกว่า จะต้องเรียนรู้เรื่องแพ็กเกจที่เป็น 1 วัน 7 วัน หรือว่าเป็นเดือน พอมีความยุ่งยากมากขึ้น เขาก็เริ่มรู้สึกอยากไปหาอะไรที่จ่ายทีเดียวแล้วไม่ต้องคิดมาก ก็เริ่มไปหารายเดือนมากขึ้น

ถ้าเป็นปีสองปีก่อน ส่วนใหญ่ลูกค้าที่ย้ายมาระบบรายเดือนจะเป็นเพราะเหตุผลมาจากเรื่องโปรโมชั่นเครื่อง ก่อนหน้านี้เราไปทำตลาดเครื่องฟรีกันเยอะมาก แต่ปีที่แล้วตั้งแต่กลางปีมาเริ่มน้อยลงเยอะ เราสามเจ้าโอเปอเรเตอร์ก็เริ่มถอยเรื่องการใช้เครื่องฟรีไป คุณภาพที่ลูกค้าได้รับไม่ได้ดีจริง ดีแทคก็เป็นเจ้าแรกที่ถอย ไปเน้นเรื่องของ Value ของแพ็กเกจที่ลูกค้าใช้มากกว่า

Q: ในเป้าหมายรวมๆ ของปีนี้จำนวนลูกค้าจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่

A: จริงๆ ผมตั้งเป้าสูงนิดนึงครับ ปีนี้ผมตั้งเพิ่มอีก 1 ล้านคน

โอกาสที่ลูกค้าจะเปิดเบอร์เพิ่มยังมีอยู่ แต่โอกาสการย้ายค่ายมันน้อย เพราะถูกจำกัดอยู่แล้วด้วยปริมานต่อวัน เพราะฉะนั้นเป็นเหตุผลที่เราเน้นทำตลาดเรื่องของเบอร์มงคลเยอะ เพราะเบอร์มงคลเป็นอันนึงที่ลูกค้ายอมเปิดเพิ่ม เปิดเพิ่มเพื่อลองดูว่า เอ้ย เปลี่ยนเป็นเบอร์มงคลแล้วชีวิตดีขึ้นบ้างไหม แต่เบอร์เก่าก็อาจยังใช้อยู่ แล้วก็เลยเป็นที่มาที่เรามีตัวแอพพลิเคชั่นดีแทคคอล สำหรับลูกค้าที่มีหลายเบอร์แต่ว่ามีมือถือเครื่องเดียวก็สามารถใส่เข้าไปได้ทุกเบอร์ได้สูงสุด 5 เบอร์ใน 1 เครื่องก็จะรับสายโทรออกเลือกได้เลยว่ารับสายเบอร์ไหน โทรออกเบอร์ไหน ก็เกิดจากการที่ลูกค้ามีดีมานด์เรื่องของเบอร์มงคลเพิ่มมากขึ้น

Q: คิดว่าใน 1 ล้าน น่าจะมาจาก Prepaid เท่าไร

A: มาจาก Prepaid น่าจะอยู่ที่ประมาณ 70% ไม่ได้หมายถึงแค่จากลูกค้าของดีแทคเอง แต่เป็นการรวมกับเจ้าอื่นด้วย จริงๆ Prepaid ย้ายค่ายมาก็ส่วนหนึ่ง แต่  Prepaid ที่ทิ้งเบอร์แล้วเปิดใหม่ก็เยอะ  พวกเบอร์มงคลเบอร์มงคลก็เป็นอันนึงที่ลูกค้า Prepaid  เปลี่ยนมา

จะต่างจาก Postpaid คือยอมเปลี่ยนเบอร์เก่าทิ้งเลย แต่ถ้าเป็นลูกค้ารายเดือนเอง แล้วเปิดเบอร์มงคลเขาจะเปิดเพิ่ม เบอร์เก่าก็ยังเก็บไว้อยู่สำหรับบางเครื่องที่มี 2 ซิม หรือว่าใช้ดีแทคคอลก็เป็นเครื่องเดียว

Q: นอกจากเบอร์มงคลแล้วมีกลยุทธ์อะไรที่ดึงลูกค้าเข้ามา

A: นอกจากเบอร์ก็จะเป็นเรื่องราคาที่ตอบโจทย์ลูกค้า ตอนนี้เราพยายามหาจุดที่เป็น Pain Point หรือเป็นสิ่งที่ลูกค้าเผชิญอยู่ อย่างเช่น ลูกค้า Prepaid ที่เติมเงินแล้วเงินหาย เติมเงินแล้วไม่รู้ว่าจะต้องซื้อแพ็กเกจอะไร คือเริ่มใช้แล้วยากขึ้น เราก็พยายามจะคิดตรงนี้แล้วก็สร้างแพ็กเกจในอนาคตที่ตอบโจทย์ลูกค้าเรื่องมากขึ้น จะพยายามทำให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น คือตอนนี้เราตอบเรื่องของ Best Value แต่ ก็ต้องมาคู่กับเรื่องของความสบายใจด้วยเวลาใช้งาน

อย่าง Postpaid ยังมีอยู่ว่าลูกค้าที่เปลี่ยนจาก Prepaid มาใช้ พอเขามองว่า 599 จ่ายไป แล้วถึงเวลามันจะมีค่าใช้จ่ายส่วนเกินโทรมากเกิน พอบิลออกมามากกว่า 599 เป็นแนวทางที่เราพยายามหาวิธีที่จะมีแพ็กเกจแบบไหน ที่มาตอบโจทย์ได้ทั้งความคุ้มค่าด้วย แล้วแก้ปัญหาเรื่องบิลออกมาแล้วต้องจ่ายเพิ่มมากกว่าค่าแพ็กเกจที่เค้าคาดไว้ด้วย

Q: ถ้าเกิดให้ประเมินการแข่งขันในตลาดกับ Postpaid ปีนี้คาดว่าจะเป็นไงบ้าง

A: ในแง่ของเรื่องส่วนลดโปรโมชั่นเครื่องจะมีเหตุมีผลไม่ได้มาก ไม่ได้มีการลดแบบถล่มทลายแล้ว  แต่ตัวที่จะแข่งกันเยอะขึ้นจะเป็นเรื่องของแพ็กเกจ โดยเน้นไปแพ็กเกจที่ให้เน็ตเต็มสปีด ผมว่า เราถึงจุดที่ไปแข่งกันเรื่องแพ็กเกจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะมีอะไรมาดึงดูด สุดท้ายแล้วเรารู้ว่าลูกค้าอยากได้เต็มสปีดของเน็ตมากกว่า เป็นแนวโน้มของลูกค้า Postpaid 

Q: เราเห็นความต้องการและพฤติกรรมที่หลากหลายขึ้นทุกวัน ตลาด Postpaid มีความ Fragment มากน้อยขนาดไหนแล้วในวันนี้

A: จริงๆ จะมีแตกย่อยลงไปเยอะ อย่างเช่นบอกคนที่ชอบคอนเทนต์ พวกสตรีมมิ่งก็จะเป็นกลุ่ม หรือว่าคนทั่วไปดูแค่วิดีโอ โซเชียลก็จะเป็นอีกกลุ่ม แต่เนื่องจากว่าตลาดเมืองไทยค่อนข้างต่างจากต่างประเทศครับ ของฟรีมีอยู่เยอะ คนไทยก็เอ็นจอยกับสิ่งที่อยู่บนยูทูปค่อนข้างเยอะ หาแหล่งพวกคอนเทนต์ที่มันฟรีอยู่แล้วได้เยอะ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่โอเปอเรเตอร์หลายเจ้าพยายามจะแคปเจอร์เซ็กเม้นต์พวกนี้ แต่สุดท้ายมันก็จะเป็นเซ็กเม้นต์ที่ไม่ใหญ่ เล็กๆ ที่คนยอมจ่ายเงินเพื่อได้คอนเทนต์บางอย่างก็ยังมีไม่ได้เยอะมาก

Q: แสดงว่าของเรา ทิศทางคือมาอยู่ที่การให้ดาต้าเพื่อตอบโจทย์

A: ใช่ครับ ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานเลย จริงๆ ลูกค้าต้องการใช้บริการดีแทค เขาต้องการแค่ Voice และดาต้า สำหรับคอนเทนต์ผมว่าอนาคตจะมีนะครับ แต่ก็ต้องศึกษาให้ดีว่า คอนเทนต์ที่แตกต่างจากของฟรีที่มีอยู่แล้วในตลาดคืออะไร  เราสังเกตจากสมัยก่อน เราขายพวกบริการเสริมได้เยอะมาก อย่างพวกเสียงเพลงรอสายหรืออะไรก็ตาม เดี๋ยวนี้มันคือมันขายได้น้อยลงมากๆ เพราะว่ามันมีของฟรีที่อยู่บนโซเชียลเยอะมาก

Q: ที่เรามองไว้คือมองเป็นแบบไหนในเรื่องของคอนเทนต์

A: คอนเทนต์เราคิดว่าควรจะเป็นคอนเทนต์ที่ค่อนข้าง Mass คือไม่ได้ Niche กับบางกลุ่ม เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเราจะสเกลไม่ได้

Q: มันคืออะไรบ้างครับคอนเทนต์ที่ว่า

Q: จะเป็นดิจิทัลเซอร์วิสที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแง่ของความคุ้มค่า ว่าทำไมเป็นลูกค้าดีแทคแล้วจะมีบริการ ยกตัวอย่าง เช่นการเดินทาง ก็เป็นสิ่งที่เราบริการเสริมให้คนเดินทาง สมมติไปเที่ยวญี่ปุ่นสิ่งแรกที่เขาหา คือเขาอยากได้แพ็กเกจโรมมิ่งหรือบางคนก็ไปซื้อซิมโกอินเตอร์ ซึ่งบอกว่าคุ้มมากเลยซื้อแค่ 399 อยู่ได้ 10 วัน เราก็ไปดูว่า จริงๆ แล้วลูกค้าเดินทางไปต่างประเทศเขาต้องการอะไรเพิ่ม  เราคงไม่ได้ไปขายคอนเทนต์ เขาคงไม่ไปดูหนังดูอะไรที่โน่น แต่สิ่งที่เขาต้องการเพิ่มคือเรื่องของประกันเดินทาง หลายคนไปญี่ปุ่นก็เสียค่าประกันอยู่สักประมาณ 300 กว่าบาทต่อทริป อย่างนี้เราก็ไปหาดีลกับพาร์ทเนอร์แล้วก็ทำราคาออกมาให้คุ้มที่สุดอยู่ที่ 85 บาท 10 วัน เรียกว่าถ้าลูกค้าไปหาในตลาดคงไม่มีราคานี้แน่นอน ยกตัวอย่างแบบนี้ให้เห็นภาพก็แล้วกัน

Q: มีเอ็กซ์คลูซีฟคอนเทนต์กับพาร์ทเนอร์อะไรที่เป็นการ Add Value ให้กับตัวแพ็กเกจบ้าง

A: เรามีคุยกับพาร์ทเนอร์เยอะอยู่ แต่อย่างที่บอกว่าเราเห็นบทเรียนในตลาดเรื่องนี้มาเยอะ เราก็เลยอาจจะคิดว่าต้องสกรีนดีๆ ถ้าจะออกอะไรขอให้มั่นใจว่ามันมีกลุ่มลูกค้าที่อยากได้คอนเทนต์นั้นจริงๆ  ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็จะเป็นเหมือนกับว่าเรามีทางเลือกให้กับลูกค้าที่เขาอยากจะใช้พวกนี้แค่คนบางกลุ่มเท่านั้น

Q: อย่างพวกการทำอินไซด์ลูกค้า มีการนำมาคิดหรือต่อยอดอย่างไรบ้าง

A: ถ้าเป็นแต่ก่อนเราจะชอบคิดว่าพฤติกรรมลูกค้า Postpaid ชอบดูอะไร ใช้งานเน็ตกับอะไรแล้วก็จะพยายามไปหาบริการตัวนั้นมาขายเขาเพิ่มเป็นบริการเสริม

แต่ปัจจุบันนี้ ผมว่ากลับมาที่พื้นฐานการใช้งานก่อน ลูกค้าปัจจุบันที่เป็นลูกค้าของเราปัญหาคือเขารู้สึกว่า เขาใช้แพ็กเกจอะไรไปแล้ว เขาอยู่กับแพ็กเกจนั้นนานมาก ขณะที่พอผ่านไปหลายปี สิ่งที่เขาใช้มันไม่คุ้มแล้ว แพ็กเกจใหม่ออกมาได้เน็ตเยอะกว่าตั้งหลายเท่า เขาไม่ได้รับการดูแลตรงนี้เลย

วันนึงเขาไปเจอว่าเพื่อนเขาก็ใช้ราคาเดียวกัน 599 แต่ทำไมเขาได้เน็ตตั้ง 16 Gb ขณะที่เขาใช้ 599 มา 3-4 ปี เขาได้เน็ต 3 Gb ไม่ถึง 5 Gb ด้วยซ้ำ

เราก็เลยมองว่า ข้อมูลพวกนี้เราสามารถสร้างประโยชน์กลับไปให้ลูกค้าได้คือ เราไม่ต้องรอให้ลูกค้าไปเจอแล้วก็เดินกลับมาถามว่า ทำไมเขาไม่ได้แพ็กเกจแบบนี้บ้าง ก็เลยเป็นที่มาว่าเราจะแบ่งกลุ่มลูกค้าแล้วก็ดูพฤติกรรมการใช้งานดาต้ามากน้อยขนาดไหน ไม่ได้ดูว่าเขาใช้เพื่ออะไร แล้วเราก็พยายามดูแพ็กเกจที่เหมาะสมแล้วก็นำเสนอเขาถึงแม้เวลาที่ลูกค้าเขาใช้งานจนครบตามคอนแทคอย่างเช่นบอกว่า 12 เดือน เราก็จะเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมให้เขาได้คุ้มค่าที่สุด ณ ตอนนั้นด้วย พอเราเริ่มทำแบบนี้แล้ว ผลปรากฏว่าอัตราในการย้ายออกหรือปิดเบอร์น้อยลงไปอีกเยอะมาก

ก็เป็นจุดเล็กๆ ที่มองว่าเราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าทั้ง 5 ล้านหกแสนคนได้ คือกลับไปดูการใช้งานแล้วก็พยายามนำเสนอแพ็กเกจที่เป็นเเพ็กเกจที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบันให้เขา

Q: เป็นการทำตลาดแบบเชิงรุก คือนำเสนอความต้องการบางอย่างก่อนที่ลูกค้าจะเรียกร้อง

A: ใช่ครับ  

Q: ตอนนี้ปัจจัยสำคัญของการย้ายค่ายของผู้บริโภคคนไทยมันมาจากอะไรบ้าง

A: ถ้ามองตัวดีแทคเอง หลักๆ มันจะมีอยู่ 2 เรื่อง เรื่องแรกก็คือโปรโมชั่นเครื่อง ตัวนี้เป็นที่ยอมรับว่ามีส่วน แต่ปัจจุบันอย่างที่บอกว่ามันน้อยลงเยอะเหลือประมาณสัก 30% ในแง่ของเหตุผลในการย้ายที่เหลือจะเป็นเรื่องของความไม่โอเคในแง่ของแพ็กเกจที่จ่ายอยู่ ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องของการใช้งานเรื่องเน็ตเวิร์ค เรื่องของปัญหาที่อย่างเรื่องโดนชาร์จ ไม่รู้ตัวอะไรพวกนี้มันก็จะมีเหตุผลหลักๆ อยู่ 2 เรื่อง

แต่ก็มีสิ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่กับเรา ก็คือ ดีแทครีวอร์ด นับเป็นโปรแกรม CRM ที่มีผลต่อลูกค้าค่อนข้างมากในปัจุบัน

Q: ดีแทครีวอร์ด เป็นอย่างไรบ้างในปีที่ผ่านมา       

A: เราไปทุกๆ ในกลุ่มเพื่อที่เสิร์ฟความคุ้มค่าให้กับลูกค้าทั้งฐานอยู่แล้ว ทีนี้ต้องบอกว่ากลุ่มที่เราต้องการจะส่งมอบให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่าที่สุดก็คือ อาหารและเครื่องดื่ม เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่าย

Q: ได้มีการทำเซอร์เวย์ไหมว่าเวลาคนที่โพซิทีฟกับตัวดีแทครีวอร์ด ลูกค้านึกถึงเรื่องอะไร

A: ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะพูดถึงเรื่อง Entertainment ก็คือดูหนังกับ SF เพราะว่าเป็นพาร์ทเนอร์รายแรกๆ ที่เราทำมานานมาก และก็ทำต่อเนื่อง แต่ว่าหลังๆ ด้วยที่เราให้ความหลากหลายที่เข้าถึงได้ง่าย ตอนนี้ลูกค้าก็จะนึกถึงร้านค้าร้านอาหารเครื่องดื่ม      

Q: สุดท้ายการรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นคืออะไร

A: แน่นอนว่า ดีแทคก็มีการเตรียมอินฟราสตรักเจอร์ในเชิงเน็ตเวิร์คอยู่แล้ว เราก็หวังว่าการประมูลคลื่นครั้งใหม่จะเป็นการปลดล็อก แล้วก็จะเป็นจุดที่ทำให้เราได้เปรียบขึ้นมา อันนี้ก็ต้องช่วยกันลุ้นอยู่ เพราะว่าแบรนด์บิทมันค่อนข้างเยอะ จะมีผลในการทำเน็ตเวิร์คหลายๆ อย่าง ดีแทคเองก็เราก็ต้อง ทำยังไงก็ได้เพื่อให้คลื่นกลับมา 

ระหว่างนี้จะมีการเพิ่มจำนวนสถานีฐาน เรายังลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้งานดาต้าสูงขึ้น ต้องไปเพิ่มทั้งเรื่องของอุปกรณ์ที่อยู่ในเสานั้น หรือเพิ่มจำนวนเสาที่เพิ่มฐานให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ แนวทางการทำตลาดและการเตรียมการทั้งหมด เราก็ยึดแกนตามนี้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.