7,842
VIEWS

เปิดมุมมอง AIS วางนโยบายเพื่อสังคมอย่างไร ให้สอดคล้องไปกับวิสัยทัศน์องค์กร - วิไล เคียงประดู่

Apr 20, 2018 S.Worapol

วันนี้ BrandAge Online พามาเจาะลึกแนวคิดการทำกิจกรรม CSR ซึ่งวันนี้ได้พัฒนาไปมากกว่ากิจกรรม แต่เป็นเหมือนกับนโยบายหลักส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนองค์กร จาก คุณวิไล เคียงประดู่ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโครงการเพื่อสังคมมากมายของ AIS อย่างล่าสุด โครงการสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง ได้รับรางวัลระดับโลกจากเวที WSIS Prizes 2018 ในด้านการสร้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีไอซีที และสื่อดิจิทัลด้วยความสร้างสรรค์ เท่าเทียม และเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นรางวัลที่จัดขึ้นโดย องค์การสหประชาชาติ (UN) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)

จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะหยิบยกเอาบทสนทนาของคุณวิไล มาให้แฟนๆ ได้อ่านเพื่อนำไปต่อยอดในเรื่องของการทำกิจกรรมเพื่อสังคมกัน เผื่อบางแบรนด์ บางองค์กรยังหลงทาง เข้าใจว่าคือการบริจาค การเก็บขยะ หรือปลูกป่า เท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติตามแนวโน้มของกลยุทธ์ไม่ได้จำกัดแค่กิจกรรมอย่างแน่นอน

ลองศึกษากันดูครับ...

Q: มองโครงการเพื่อสังคมอย่างไร

A: AIS มีโครงการเพื่อสังคมค่อนข้างเยอะ เราก็อยากที่จะโฟกัสว่าเรื่องอะไรที่จะทำแล้วยั่งยืน ก็เลยมองว่า วันนั้นอยู่ในช่วงปี 2542 ประเทศไทยมีปัญหาตามมาด้วยปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาของอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด พบว่าปัญหาสังคมต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของยาเสพติดกับอาชญกรรมซึ่งเกิดจากปัญหาครอบครัว

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าครอบครัวมีปฏิสัมพันธ์และมีความผูกพันที่ดี ไม่ว่าครอบครัวนั้นจะอยู่ในสถานะแบบใด      ก็ตาม ร่ำรวย ยากจน หรือไม่มีจะกิน ปัญหาก็จะลดลง

การเป็นสื่อกลางที่จะทำให้ครอบครวเห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว คำว่าครอบครัวในนิยามของงานวิจัยเนี่ยไม่ได้หมายถึงเด็กกับพ่อแม่นะ เพราะว่าในชีวิตจริงในต่างจังหวัด เกือบ 80% เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ด้วยสภาพสังคมพ่อแม่มาทำงานที่กรุงเทพฯ เด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา หรือเด็กบางคนเกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่เลย ครอบครัวของเขาคือคนที่เขาอยู่ด้วย ซึ่งมากกว่า 70% จะอยู่กับปู่ย่าตายาย ที่เหลือเล็กน้อยอยู่กับพี่ป้าน้าอา ญาติพี่น้องก็จะเป็นลักษณะอย่างนั้น

ดังนั้นนิยามของเขาก็คือครอบครัวที่สมาชิกในครอบครัวเป็นผู้ดูแล เช่น เด็กกับย่า เด็กกับปู่ย่าตายาย อันนี้ก็ถือว่าเป็นครอบครัวของเด็กแล้ว ในงานวิจัยของเขา คำว่าครอบครัวมิได้จำกัดเฉพาะคำว่าพ่อแม่ลูก

นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ให้เราทำเรื่องเกี่ยวกับคำว่า โครงการสานรัก ขึ้นมาเพื่อให้ครอบครัวตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้ส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวให้เป็นคนดีต่อไปในอนาคต

Q: โครงการสานรัก ก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นั้นมา

เราเริ่มทำปี 2542  เรื่องแรกที่เราจุดประกายความคิดของคนในสังคมด้วยหนังโฆษณา ถัดมาเราทำในเรื่องการให้ความรู้ เราจะมีในเว็บไซต์ เป็นคู่มือ เป็นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ ช่วยกันในครอบครัว โดยที่บางทีพ่อแม่ไม่ได้นึกถึง เป็นเรื่องง่ายๆ ในชีวิตประจำวันที่ทำให้คนเอาไปปฏิบัติได้

นอกจากตรงนี้แล้วยังมีกิจกรรมซึ่งส่งเสริมให้สมาชิกในครอบครัวมาทำร่วมกัน ได้แก่ กิจกรรม AIS Family Rally/ AIS Family Walk Rally ปกติแล้วเนี่ยสมาชิกในครอบครัวที่จะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาแล้วไปทำกิจกรรมด้วยกันก็น้อยลงทุกที ถ้าได้มีโอกาสได้ไปทำกิจกรรมที่ต้องเกิดจากความร่วมมือกัน ช่วยกัน น่าจะติดในความทรงจำของทั้งครอบครัวได้ยาวนานมาก

จากงานตรงนี้ เราก็เลยจัดมาทุกปี พอทำไปได้สักพักนึง เราเห็นว่ามีครอบครัวที่มีปัญหาประมานสัก 80% ที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เขามีชีวิตอยู่ยังไง ลำบากมากหรือไม่ แล้วที่สำคัญที่สุดโอกาสที่จะเรียนต่อเป็นอย่างไร คำตอบคือไม่ค่อยมี ถ้าอย่างนั้น AIS น่าที่จะมีโครงการที่ช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ได้

จึงได้มีโครงการสานรัก คนเก่ง หัวใจแกร่งขึ้น ก็ตอบโจทย์ในเรื่องของสานรักสถาบันครอบครัว โดยที่เราให้โอกาสกับเด็กที่ด้อยโอกาสไม่ได้เรียนหนังสือมาเข้าโครงการเรียนตั้งแต่ชั้นประถมจนกระทั่งจบปริญญาตรี เด็กที่เราคัดเลือกมาขอให้มีคุณสมบัติ 1.เป็นเด็กขยัน 2.ใฝ่รู้รักเรียน 3.มีความกตัญญู 4.ยากจนด้อยโอกาส

ถ้ามีคุณสมบัติเหล่านี้แล้วเราไปตรวจสอบแล้วเป็นจริงตามนั้น เด็กเหล่านี้จะได้การถูกถ่ายทอดชีวิตมาเป็นสารคดีสั้นๆ เพื่อให้คนได้เห็น เด็กคนไหนได้ออกรายการจะได้ทุนตั้งแต่วันแรก เพราะฉะนั้นเด็กไม่ว่าจะอยู่ชั้นไหนก็ตาม วันที่เราไปเจอแล้วถ่ายทอดเป็นสารคดีจะได้ทุนตั้งแต่วันนั้นจนกระทั่งจบปริญญาตรี

เด็กที่เราเจอแล้วได้ทุนที่อายุน้อยที่สุดคือ 8 ขวบ ถ้าจำไม่ผิดชื่อน้องโมอยู่ที่เชียงราย ทำไม 8 ขวบ จริงๆ อยู่ในการศึกษาภาคบังคับเด็กเรียนฟรีอยู่แล้ว ทำไมเราถึงให้ เพราะว่าเด็กคนนี้ พ่อเป็นเอดส์แล้วก็มาติดแม่ พ่อนี่เสีย    ไปแล้ว เหลือแต่แม่ซึ่งอีกไม่นานก็ต้องเสียชีวิต ดังนั้นเด็กแทบจะไม่มีญาติเลยก็เลย เรามองว่าต้องเอาเข้าโครงการแล้ว เป็นกรณีเร่งด่วนเลยเอาเข้าโครงการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างนี้เป็นต้น

Q: จำนวนน้องๆ ในโครงการเป็นอย่างไรบ้าง

A: ตอนนี้ก็มีอยู่ในโครงการอยู่ที่ตัวเลขล่าสุด เด็กโครงการเรา 793 คน จบปริญญาตรีแล้ว 175 คน ปีนี้เป็นปีที่ 18 แล้วที่เราทำมา สิ่งที่เราให้ทุนกับเด็กเนี่ยก็ให้ตามลำดับชั้น ถ้าเด็กที่อยู่ประถมเราก็จะให้ปีละ 5,000 บาท มัธยมปลายก็ปีละ 7,000 ถ้าปวส. ปริญญาตรีก็ปีละ 20,000 ถ้าสายวิชาพิเศษ เช่น พวกวิศวะ พวกหมอก็จะมีค่าหน่วยกิตของการเข้าแล็บก็จะให้  25,000 นะคะ นอกจากตรงนี้ก็ยังมีทุนช่วยเหลือครอบครัวอีก 10,000 บาท

Q: หลักๆ คือเราให้เงินทุน แล้วนอกเหนือจากนั้นมีการส่งเสริมในเรื่องอื่นอีกหรือไม่

A: นอกจากที่เราให้ทุนการศึกษาไปแล้ว เวลาเราทำงานกับเด็กกลุ่มนี้จะเห็นว่า เขาขาดโอกาสในหลายๆ เรื่องเราก็เลยมองว่าถ้าเติมเต็มและสร้างประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตในแง่มุมต่างๆ ที่ดีขึ้น ก็จะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ในสังคม

Q: มีอะไรเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการหรือไม่

A: สิ่งที่เราทำมา คือโครงการสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง เป็นปีที่ 18 แล้ว จากการที่ทางเราเองส่งแอพพลิเคชั่นเข้าประกวดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว เราก็พบว่า มีรางวัลต่างๆ ที่วัดผลในเรื่องของการนำไปใช้เยอะเลยทีเดียว แล้วรางวัลที่น่าสนใจมากๆ คือ WSIS Prizes 2018  รางวัลนี้จัดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) และสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU)

การจัดรางวัลนี้ขึ้นเพื่อที่จะให้โลกใบนี้ให้ความสนใจกับการนำเทคโนโลยีดิจิตอลไปพัฒนาแล้วช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

โดยเงื่อนไขของการที่จะส่งเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เข้าประกวดก็จะต้องอิงกับ SDG Gold คือเป้าหมายแห่งความยั่งยืนที่โลกใบนี้ตกลงทำสัญญาร่วมกัน เป็นเงื่อนไขในการที่เอาเข้ามาเป็นการจัดประกวดรางวัล ซึ่งจะมีทั้งหมด 17 เป้าหมาย ในปีนี้มีโครงการที่ส่งเข้าประกวดทั้งหมด 685 โครงการจาก 70 ประเทศทั่วโลก ซึ่ง AIS เป็นองค์กรจากประเทศไทยเพียงองค์กรเดียวที่ได้รับรางวัลจากเวทีนี้ เราพิสูจน์ก็ให้เห็นแล้วว่าการที่เราได้รางวัลก็เพราะมีการนำดิจิทัลเทคโนโลยีไปทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่แต่เราเป็นผู้ให้แต่เรายังเป็นตัวกลางที่สื่อแล้วทำให้คนรณรงค์

Q: ถ้าเกิดให้มุมมองในเรื่องของการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ของประเทศ กับการที่มีนโยบายลงไปช่วยเหลือสังคม   แบบนี้ มองว่าจะช่วยทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปทิศทางไหนยังไงบ้าง

A: มองว่าองค์กรใหญ่ๆ ควรที่จะเริ่มต้น ถามว่าแล้วมันทำได้มากน้อยแค่ไหนก็ตามศักยภาพ แต่หัวใจสำคัญคือเมื่อทำแล้วมันเกิดการเหนี่ยวนำ เหมือนกับเป็นตัวเหนี่ยวนำทำให้องค์กรอื่นๆ หรือทำให้สังคมได้มองเห็นและมีส่วนร่วมเข้ามาในการช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนด้วย บทเรียนให้กับภาพลักษณ์สังคมหรือแม้กระทั่งกับครอบครัว

ตัวอย่างง่ายๆ อย่างตั้งแต่พี่ทำโครงการนี้มา เราไม่ได้เป็นผู้ให้เด็กอย่างเดียว เด็กเป็นผู้ให้เราด้วย ให้ประสบการณ์ ให้เราคิด ให้หลายๆ อย่าง   บางทีเราคุยกับน้องๆ เขามีความคิดที่โตเกินตัว ยกตัวอย่าง เช่น เราเจอน้องถามเขาว่าเหนื่อยไหม ท้อไหม ทำงานหนักขนาดนี้ เขาบอกจะเหนื่อยจะท้อทำไมในเมื่อทุกอย่างที่ทำไปผลก็อยู่ที่ตัวเรา มันสอนพวกเรากลับมาด้วยอย่างนี้ เป็นต้น

ในสังคม ถ้ามีบริษัทที่ทำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับสังคมแล้วมีการเผยแผ่ก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้สังคมในภาพรวมเข้ามามองเห็น สุดท้ายภาครัฐเองที่ถือครองนโยบายก็เห็นแล้วก็เกิดความตื่นตัวในการที่จะช่วยกันหรือวางนโยบายในการแก้ไขปัญหา

Q: อย่างโครงการวันนี้เดินทางมาตั้งแต่การสร้างกิจกรรมให้คนรับรู้แล้วก็มีความสำเร็จต่างๆ เกิดขึ้น สเตปต่อๆ ไป เราวางไว้ยังไงบ้าง ในสิ่งที่เราอยากเห็น

A: ความตั้งใจของบริษัทก็คือว่า โครงการนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นโครงการที่ดีและเป็นโครงการที่ให้ผลลัพธ์จริงๆ  ในหลายๆ ด้าน ดังนั้นนโยบายของเราก็คือจะดำเนินโครงการนี้ต่อไป ส่วนการพัฒนารูปแบบ หรือวิธีการต่างๆ ก็จะพัฒนาตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และพยายามที่จะสร้างเครือข่ายของเด็กสานรักเหล่านี้ให้เป็นปึกแผ่น ขยายออกไปมากๆ อันนี้เป็นแนวคิดที่ว่ามันควรจะต้องอยู่กันต่อไป

ถ้าคิดจริงๆ แล้วเด็กที่เข้ามาในแต่ละปี เข้ามาในช่วงประถมนั่นคือ อีกประมาณ 10 -15 ปี ที่เราต้องดูแล กว่าจะจบปริญญาตรีเพราะฉะนั้นโครงการนี้เป็นโครงการระยะยาว โครงการต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำแล้วทำเลย

แล้วตอนนี้เรากำลังต่อยอดโครงการ อันนี้เป็นแนวคิดในเรื่องของการสร้างอาชีพให้กับเด็กว่า เด็กมีรายได้อะไรที่จะเราจะช่วยให้เค้านอกเหนือจากที่เขาหางานเอง เพื่อช่วยเหลือครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ว่า เราจะทำอะไรกันดีนะ

Q: เป้าหมายของ AIS คือการเดินตามวิสัยทัศน์ในเรื่อง Digital Life Service Provider โครงการนี้ไปต่อเติมยุทธศาสตร์ในด้านไหน แล้วคู่ขนานกับนโยบายหลักขององค์กรยังไงบ้าง

A: เราเองพูดว่า ในเรื่องของดิจิทัล คือ เราเป็น Communication Tool เป็นเครื่องมือสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับคน ดังนั้นโครงการนี้เรามองว่าการใช้เครื่องมือสื่อสารและการสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะสร้างความสัมพันธ์ของสมาชิกในจุดที่เริ่มต้นเลยก็คือครอบครัว จากครอบครัวก็ไปสู่สังคม

ดังนั้น ตอนที่เราทำโครงการนี้จะไปตอบโจทย์ในเรื่องธุรกิจของเรา และการที่ทำเราตรงนี้เพื่อให้เห็นแบบอย่างว่าการใช้ดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ยุคอะนาล็อกมาถึงวันนี้ การใช้เครื่องมือสื่อสารก่อให้เกิดอะไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไรนะคะ ทุกอย่างก็มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

Q: อยากสอบถามเพิ่มเติมเรื่องของ SDG ในมุมมองของ AIS มองเรื่องนี้ยังไงบ้าง แล้วจะมาต่อยอดกับนโยบายด้าน CSR หรือโครงการนี้อย่างไรบ้าง ให้ครบทุกมิติ

A: เราเข้าไปดูแล้วพบว่าเป็นความตั้งใจของบริษัทเอกชนที่อยู่บนโลกใบนี้ที่ทำธุรกิจแล้วได้กำไร โลกจึงมีมุมมองหรือมุมคิดที่เรียกว่า เมื่อมีกำไรผลประโยชน์แล้วควรตอบแทนกลับให้กับโลกใบนี้ และการตอบแทนกลับนั้นไม่ใช่ตอบแทนด้วยเม็ดเงิน แต่ตอบแทนเพื่อให้โลกใบนี้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยการที่มองเห็นปัญหาที่สำคัญต้องแก้ไขเร่งด่วนเพื่อให้โลกอยู่ได้อย่างยั่งยืน

พบว่า ปัญหาที่บนโลกใบนี้เกิดขึ้นมีทั้งเรื่องของสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร เรื่องของการศึกษา เรื่องของความยากจน เรื่องของแหล่งอาหาร อย่างนี้เป็นต้น ก็สรุปมาได้ทั้งหมดคือ 17 เป้าหมาย หรือจากตรงนี้ เราก็มามองดูว่าบริษัทเรายึดหลักปฏิบัติในแนวทางที่จะไปสู่ความยั่งยืนคือ Sustainable Development อยู่แล้ว ด้วยหลักการที่ว่าเราต้องบาลานซ์ ในเรื่องของการทำกำไร การดำเนินธุรกิจ การเป็นธรรมาภิบาล กับการใส่ใจดูแลสังคมร่วมกับสิ่งแวดล้อมไปด้วย

Q: สิ่งที่เกิดขึ้น คือ เมื่อบริษัทนำแนวคิดเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการทำงานของบริษัทเราพบว่าเราทำงานเป้าหมายเหมือนเดิมแต่ความละเอียดอ่อนและความใส่ใจในงานที่ทำมีเพิ่มขึ้น

A: ยกตัวอย่าง เช่น ปกติเราตั้งไซต์เพื่อให้บริการในเรื่องของสัญญาณ  เราก็ยังคงต้องตั้งเหมือนเดิม แต่วิธีการเปลี่ยนแปลงไปละ เมื่อเราเอากรอบความคิด SD มาใช้ ทำอย่างไรให้ไซต์ประหยัดพลังงาน ก็ช่วยเรื่องโลก ทำยังไงให้เกิดประโยชน์สูงสุดว่าไซต์นี้สามารถกระจายสัญญาณไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น โดยที่ช่วยทำให้ความถี่ของการตั้งไซต์น้อยลง เมื่อน้อยลงการใช้พลังงานก็น้อยลงตามไปด้วย

ในขณะเดียวกันก็ต่อยอดอีกถ้าไม่ใช้พลังงานไฟฟ้า ใช้พลังงานทดแทนได้ไหมกับไซต์ของเรา ก็มีการทดลองทำ     โซล่าร์เซลล์ ก็ทำไปได้เยอะ หลายไซต์ทีเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสมว่าตรงบริเวณที่เราตั้งนั้นมีแสงแดดเพียงพอหรือไม่

นอกจากนี้แล้ว ก็ยังไปทดลองในพื้นที่ที่มีพลังงานน้ำนะคะเอามาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า แต่ก็อีกนั่นแหละมันไม่ได้ทำได้ทุกที่ ถัดมาก็เป็นเรื่องของการใช้พลังงานลมคือกังหันใบพัด เราก็เคยทดลองที่ตรงสัตหีบถือได้ว่าเป็นจุดที่มีแรงลม อันนี้เป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่าเป้าหมายในการทำงานไม่ได้แตกต่างไป แต่ความใส่ใจและรายละเอียดมีเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นกระบวนการคิด กระบวนการทำงานมันทำให้เปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยทีเดียว

Q: พอเปลี่ยนแปลงไปแล้ววิธีการทำงานอย่างที่พี่เล็กบอก มันจะต้องไปสอดแทรกกับคนที่ต้องพัฒนาสินค้า บริการใหม่ๆ ด้วยใช่ไหมครับ

A: ใช่ค่ะ มันจะไปถึงตรงจุดนั้นด้วยค่ะ โดยที่ทั้งหลายทั้งปวง เราจะต้องนำลูกค้าเป็นตัวตั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมให้มากที่สุด เราไม่ได้คิดจากมุมของเรา แต่เราคิดจากมุมของลูกค้า เพราะว่าเราใช้กรอบเรื่องของความยั่งยืน ลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้บริษัทยั่งยืนได้

Q: พอมันละเอียดขึ้นอย่างนี้ วิธีการทำงานของเราจะยากขึ้นไหมครับ มันทำให้เกิดอุปสรรคหรือว่าอะไรกับการทำงานมากขึ้นไหมครับ

A: ตอนแรกๆ เหมือนเราปรับตัว ปกติเราทำงานเรามุ่งเป้าไปที่ความสำเร็จอย่างเดียว เช่น ตั้งไซต์เร็วที่สุด ใช้งานได้ประโยชน์สูงสุดด้านเดียว แล้วก็ค่าใช้จ่ายประหยัดที่สุด ตอนนี้ไม่แล้ว ทำให้เราคิดมากขึ้น ใส่ใจมากยิ่งขึ้น ใหม่ๆ มันอาจจะยุ่งยากเพราะว่ามันต้องลึกซึ้งมากขึ้น บางทีงบไม่ได้ประหยัดในตอนต้นกับต้องลงทุนเพิ่มแต่ในระยะยาวแล้วมันดี

ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นก็วิธีคิดของ AIS ไม่ว่าจะคิดหรือทำกิจกรรมอะไรก็ตาม จะยกเอาวิสัยทัศน์เป็นที่ตั้ง แล้วให้ทุกเรื่องที่นำเสนอออกไปสอดคล้องเชื่อมโยงกลับมาที่วิสัยทัศน์หลัก ไม่ว่าจะกลับมาในมิติไหนก็ตาม นับเป็นอีกหนึ่งวิธีคิดขององค์กรขนาดใหญ่ที่มีต่อเรื่องกิจกรรมเพื่อสังคม

ค่ายมือถือ

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.