3,019
VIEWS

“KYMCO” เส้นทางการเป็นผู้นำตลาดไต้หวัน กับก้าวสำคัญระดับ Worldwide

Jul 03, 2018 S.Ammarit

เราคงเคยได้ยินกันมาว่าพลังงานน้ำมันของโลกกำลังจะหมดในอีกไม่กี่สิบปีนี้ ซึ่งก็ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ บวกกับค่ายรถยนต์หลายค่ายต่างสร้างรถยนต์ Electric Vehicle (EV) หรือยานพาหนะที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งรูปแบบรถยนต์และสกูตเตอร์ไฟฟ้า เป็นต้น โดยพยายามผลักดันให้ผู้บริโภคเห็นว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้า คืออีกหนึ่งทางเลือกของการเลือกยานพาหนะเพื่อขับขี่ เป็นการใช้พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดไปง่ายๆ

ยานพาหนะในรูปแบบพลังงานไฟฟ้าจึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ได้เหมือนยานพาหนะทั่วๆ ไป แต่ใช้พลังงานสะอาดที่รักษ์โลก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง Mega Trend ที่กำลังชัดเจนขึ้นในยุคปัจจุบัน

วันนี้เราจะยกกรณีศึกษาของบริษัท KYMCO ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์สองล้อที่ครอบคลุมทุกรูปแบบ และถือเป็นผู้นำตลาดของอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไต้หวัน

KYMCO ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2507 ด้วยการร่วมมือด้านเทคนิคกับบริษัทฮอนด้า หลังจากนั้นก็ได้มีวิวัฒนาการจนกลายเป็นโลโก้ล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2535 และเริ่มทำการตลาดไปทั่วโลก

สิ่งสำคัญที่ทำให้  KYMCO เป็นผู้นำตลาดในประเทศไต้หวัน และสามารถขยายเครือข่ายไปทั่วโลกได้ คือการวางโครงสร้างบริษัทลูกในหลายประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป อังกฤษ ฟิลิปินส์ ญี่ปุ่น จีน อีกทั้งยังมีโรงงานที่ให้ความร่วมมือทางด้านเทคนิคในประเทศ มาเลเซีย โคลัมเบีย อิหร่าน อาร์เจนติน่า บราซิล และ อียิปต์ รวมแล้วมีช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งหมด 102 ประเทศ คือ ทวีปยุโรป 34 ประเทศ อเมริกา 25 ประเทศ เอเชีย 28 ประเทศ แอฟริกา 12 ประเทศ และ โอเชียเนีย 3 ประเทศ

ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ KYMCO ครอบคลุมตั้งแต่ Motorcycles, Scooters, Mobility, Scooters, ATVs & Utility Vehicles, Generators และ Electric Vehicles

ทั้งหมดนี้ทำให้ KYMCO มี Market Share สูงสุด (40%) ในตลาดไต้หวันติดต่อกันเป็นเวลา 18 ปี นอกจากนั้นจุดสำคัญที่ทำให้ KYMCO เป็นผู้นำในตลาดมาอย่างยาวนานคือการมี Exclusive Dealer กว่า 3,800 คน ด้านวิจัยและพัฒนา KYMCO ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในปี 2521 มีพนักงานวิจัยและพัฒนา 500 คน โดยค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนาจะมาจาก 7% ของรายได้

กลยุทธ์การทำตลาดและการสร้างแบรนด์ของ KYMCO คือการกระจายฐานการผลิตให้ครอบคลุมหลายๆ ประเทศ ใช้ขีดความสามารถของตัวเองร่วมกันพัฒนานวัตกรรมยานยนต์สองล้อกับพันธมิตร จนเกิดเป็นสิ่งใหม่ในอุตสาหกรรม และการให้ความสำคัญกับ R&D สิ่งสำคัญคือการพัฒนาบริษัทให้เติบโต รวมถึงวางรากฐานภายในประเทศให้แข็งแกร่ง ด้วยจำนวนดีเลอร์ที่สามารถกระจายผลิตภัณฑ์ให้ทั่วถึงทั้งประเทศ นี่อาจเป็นการบททดสอบอย่างหนึ่งที่ทำให้ KYMCO มั่นใจได้ว่า เมื่อตัวเองมีฐานที่แข็งแรงแล้ว การเติบโตในระดับโลกก็อาจทำได้ แต่ความท้าทายคือการนำนวัตกรรมที่ KYMCO คิดค้น ไปปรับใช้กับแต่ละประเทศ ซึ่งจะต้องศึกษาถึงวัฒนธรรม กฎหมาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ว่าสิ่งที่เราจะนำเสนอสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ หรือเปล่า

จุดเด่นหรือความชำนาญของ KYMCO คือการผลิตรถสกู๊ดเตอร์และรถ ATV ที่การันตีด้วยรางวัลที่ได้รับในปี 2558 เช่น ยอดขายสกู๊ดเตอร์สูงสุดในสเปน ยอดขาย ATV สูงสุดในเยอรมัน และยอดขาย ATV สูงสุดในประเทศฝรั่งเศส

จากเทรนด์โลกที่เกิดขึ้นที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ทำให้ KYMCO มีทิศทางในการหันมาโฟกัสกับตลาด EV ด้วยการเปิดตัวรถสกูตเตอร์พลังงานไฟฟ้าเทคโนโลยี 2 รุ่นใหม่ แสดงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ที่ต้องการจะสร้างระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้ใช้งานได้จริงอย่างแพร่หลายสำหรับผู้บริโภคทั่วโลก นั่นคือ KYMCO New Many 110 EV สกูตเตอร์ที่โดดเด่นด้วยสไตล์เรโทร ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ ขณะที่ KYMCO Nice 100 EV จะเป็นสกูตเตอร์ที่ดึงดูดผู้บริโภคในวงกว้างให้เปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า

“โดยรถสกูตเตอร์ใหม่ทั้ง 2 รุ่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในแผนผลิตภัณฑ์รถพลังงานไฟฟ้าของคิมโคในอนาคตระยะใกล้ คิมโคเตรียมเปิดตัวรถสกูตเตอร์คุณภาพเยี่ยม 10 รุ่นภายในอีก 3 ปีข้างหน้า และมุ่งพลิกโฉมตลาดสกูตเตอร์พลังงานไฟฟ้าทั่วโลกโดยเริ่มต้นจากไต้หวัน ซึ่งมีการใช้งานรถสกูตเตอร์หนาแน่นที่สุดในโลก”

คิมโคยังเน้นย้ำถึงแนวคิดริเริ่มด้านระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าซึ่งเกิดขึ้นจากจิตวิญญาณ “Win My Heart” ที่แบรนด์ยึดถือมาอย่างยาวนาน รวมถึงเสาหลัก 3 ประการคือ ความโดดเด่น (Distinctions) ความภาคภูมิใจ (Pride) และความมุ่งมั่นตั้งใจ (Persistence) ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่นำพาคิมโคก้าวไปได้ไกลกว่าและพลิกโฉมคิมโคให้เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก

อัลเลน โค Chairman of the KYMCO Group กล่าวว่า “Win My Heart หมายถึงแนวทางการดำเนินงานที่เหนือระดับและก้าวไปให้ไกลกว่าเพื่อให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลางในทุกสิ่งที่เราทำ เรายึดถือแนวทางนี้มาอย่างยาวนานในการทุ่มเทเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยความใส่ใจ โดยมีเสาหลัก 3 ประการที่ประกอบขึ้นเป็นหัวใจของแนวทาง Win My Heart และเป็นแนวทางที่พนักงานทุกคนของคิมโคยึดถือเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีและสามารถชนะใจผู้บริโภคได้”

เสาหลักแรกคือ “Distinctions” หรือ “ความโดดเด่น” หมายถึงการสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่า ด้วยการออกแบบนวัตกรรมใหม่เพื่อทำให้พื้นที่จัดเก็บของมีขนาดใหญ่ การถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่สามารถเปลี่ยนได้ง่าย อีกทั้งยังดึงดูดสายตาด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่นใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และการบุกเบิกเทคโนโลยีประหยัดพลังงานไบแอคทรอน (Biactron) ที่มอบสมรรถนะที่เหนือกว่าต่อการใช้พลังงานกิโลวัตต์ และมอบเครือข่ายชาร์จไฟฟ้า จุดชาร์จไฟฟ้า และสถานีพลังงานไฟฟ้าที่ช่วยให้ผู้ใช้งานปราศจากความกังวลด้านระยะทาง ด้วยสถานีชาร์จไฟฟ้าเร่งด่วนจำนวน 1,500 สถานี โดยสถานีชาร์จไฟแบบเร่งด่วนสามารถชาร์จไฟฟ้าให้เต็มแบตเตอรี่ได้ภายใน 1 ชั่วโมง และมีค่าใช้จ่ายเพียง 10 ดอลลาร์ไต้หวัน

เสาหลักที่สองคือ “Pride” หรือ “ความภาคภูมิใจ” ที่ทำให้ลูกค้ามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ KYMCO เราตั้งใจรับฟังเสียงลูกค้าและค้นหาสิ่งที่จะเติมเต็มความต้องการของพวกเขา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ KYMCO จะคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมจนกระทั่งมั่นใจว่าเป็นนวัตกรรมที่ดีที่สุด ซึ่งนั่นคือโซลูชั่นอี-สกูตเตอร์พลังไฟฟ้าที่ปฏิวัติวงการอย่างไอโอเน็กซ์ (Ionex)

เสาหลักที่สามคือ “Persistence” หรือ “ความมุ่งมั่นตั้งใจ” หมายถึงการเดินทางมาจากจุดเริ่มต้นตั้งแต่ที่ KYMCO เปิดตัวสกูตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรกเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งมีระยะทางขับเคลื่อน 30 กม. และใช้เวลาชาร์จไฟ 6 ชั่วโมง สุดท้ายในวันนี้ KYMCO เปิดตัวสกูตเตอร์ไอโอเน็กซ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ คิมโค นิว เมนี่ 110 อีวี และคิมโค ไนซ์ 100 อีวี เพื่อบุกเบิกการขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกระบวนการผลิต KYMCO ใช้เวลาเพียง 1 นาที ในการประกอบชิ้นส่วนรถสกูตเตอร์ไฟฟ้า EV ออกมาสำเร็จรูปได้ 1 คัน

เป้าหมายในการพัฒนารถสกูตเตอร์ไฟฟ้าของคิมโคคือการสร้างรถสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ทุกคนสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง

“การเปิดตัวรถสกูตเตอร์ไอโอเน็กซ์ 2 รุ่นแรกของโลกในวันนี้ ผู้บริโภคสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องเกิดความกังวล และคือคำเชื้อเชิญให้ทั่วโลกเข้ามาร่วมการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อโลก มุ่งส่งเสริมภารกิจทางสังคมที่มีความสำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน”

สาเหตุที่ KYMCO มองว่าตลาด EV เป็นตลาดที่กำลังเติบโตและน่าจับตามองเกิดจาก 3 เหตุผล คือ 1. การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี  2. ความพร้อมของตลาดและการยอมรับของผู้บริโภค และ 3. การสนับสนุนและผลักดันจากภาครัฐ

1. ด้านเทคโนโลยี แม้ว่าตลาดจะเริ่มพัฒนาและมองเห็นถึงความสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้ามาไม่ต่ำกว่า 20-30 ปี แต่จริงๆ แล้ว ได้รับความนิยมและตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงผู้บริโภคในตลาดเริ่มเข้าใจและตอบรับยานพาหนะ EV มากขึ้น

2. ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค ในปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสำคัญกับการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก พร้อมทั้งตระหนักและให้การสนับสนุนเรื่องของ Go Green ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าในการลดผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้

3. นโยบายภาครัฐ รัฐบาลในหลายๆ ประเทศ เริ่มมีมาตราการในการบังคับให้เลิกใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน เช่น ในอินเดียจะระงับการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมันภายในปี 2030 รวมถึงในไต้หวันที่จะระงับการใช้ยานพาหนะที่ใช้น้ำมัน ภายในปี 2035 ทำให้หลายๆ ประเทศเกิดการตื่นตัวในการหายานพาหนะพลังงานไฟฟ้ามาทดแทนยานพาหนะในรูปแบบเดิม ซึ่งนอกจากผลดีในเรื่องมลพิษทางอากาศหรือมลพิษทางเสียงที่ลดน้อยลงแล้ว ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของเมืองนั้นๆ อีกด้วย

“หากย้อนหลังไปประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา หลายคนคงมองว่าตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเป็นตลาดในอนาคตที่น่าจับตา และมีการเติบโตอย่างน่าสนใจ แต่ในปัจจุบันตลาดนี้กลายมาเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญ และมีการใช้งานอยู่แพร่หลายในหลายประเทศ โดยเฉพาะในจีนที่มีจำนวนรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคัน และยังมีอัตราการเติบโตได้ดีในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งในไต้หวัน และอินเดีย และแม้ว่าจะมีการพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี แต่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ถือว่าได้เป็นช่วงที่ตลาดมีความพร้อมและสามารถเติบโตได้ดีมากที่สุดแล้ว”

KYMCO เริ่มต้นจากการเป็น Local Brand สู่การเป็นแบรนด์ระดับ Worldwide ด้วยการวางรากฐานการผลิต ความร่วมมือด้านเทคนิค การให้ความสำคัญกับ R&D การใช้ดีเลอร์เพื่อกระจายผลิตภัณฑ์อย่างทั่วถึง การยึดแนวคิดในการส่งต่อผลิตภัณฑ์ไปยังมอผู้บริโภค ด้วยแนวทาง Win My Heart ซึ่งจะทำให้การทำการตลาดรวมถึงการสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีความชัดเจน

การมองเห็นโอกาสของตลาด EV ในอนาคตของ KYMCO คือการมองเห็นโอกาสของกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่เติบโตมากับแนวคิด Go Green ในเวลาเดียวกัน ความท้าทายของ KYMCO อาจไม่ใช่การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในตลาด EV แต่อาจเป็นการศึกษาความแตกต่างของวัฒนธรรม พฤติกรรมและกฎหมายของแต่ละประเทศ เพื่อที่จะนำรถสกูตเตอร์ไฟฟ้าพลังงานไฟฟ้าเข้าไปในพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งถ้า KYMCO ทำได้ นอกจากบริษัทฯจะเติบโตแล้ว นี่อาจเป็นการปฏิวัติรูปแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ ด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเลยก็ว่าได้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.