พฤกษา” ชี้ 3 เทรนด์ที่อยู่อาศัย คือ Health / IoT / Big Data

Jul 05, 2018 S.Meenarat

จากการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของโลกยุคปัจจุบัน ก่อให้เกิดเทรนด์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ  อินเตอร์น็ต แฟชั่น กีฬา และความงาม ซึ่งเราคงได้เห็นหลายอุตสาหกรรมดึงเทรนด์เหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลโดยตรงให้ “พฤกษา” แบรนด์ผู้นำทาวน์เฮ้าส์ ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งมามากกว่า 10 มองเรื่องของเทรนด์โลกเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ ที่จะทำให้พฤกษาในอนาคตเป็นบ้านที่มากกว่าแค่บ้านธรรมดา

โดยปีนี้พฤกษาเริ่มศึกษาและจับเทรนด์ต่างๆ ของโลกเข้ามาประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างและออกแบบมากยิ่งขึ้น ซึ่ง 3 เทรนด์ นำมาใช้ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่

1. Health

หนึ่งเทรนด์ที่เราเห็นกันจนชินตาคงหนีไม่พ้น เทรนด์เรื่องของสุขภาพ เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้พฤกษาเล็งเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพ ดึงเทรนด์ Health เข้ามาใช้ในด้านการออกแบบต่างๆ เพื่ออำนวยความาสะดวกและสะท้อนถึงความใส่ใจในเรื่องของคุณภาพชีวิตของลูกค้า โดยวางแผนออกแบบห้องต่างๆ ให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยมากยิ่งขึ้น

ธีรเดช เกิดสำอางค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การก่อสร้างต่อไป เราจำคำนึงถึงเรื่องของสุขภาพมากขึ้น เพราะตอนนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อย่างการออกแบบภายในบ้าน ก็จะทำให้เหมาะกับผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น เช่น พื้นกันลื่น ห้องน้ำที่มีที่นั่งอาบน้ำ สวิตซ์สองทาง ฝักบัวที่มีก้านจับกันล้ม ลานออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุ รวมไปถึงพื้นที่ส่วนกลางด้วย เช่น จ๊อกกิ้งแทรค ไบท์เลน ซีซีทีวี ความปลอดภัยต่างๆ”

 

2. IOT

ทราบกันดีว่าปัจจุบันอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญกับโลกเป็นอย่างมาก สมาร์ทโฟนกลายมาเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ทำให้ทุกอุตสาหกรรมต้องปรับตัวกันอย่างหนัก ที่เราเรียกกันว่า Technology Disruption” แม้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ได้โดนผลกระทบจากเรื่องนี้ กลับกันแต่ทางพฤกษามองว่าเป็นโอกาสสำคัญที่จะใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่ก่อให้เกิด เทรนด์ IOT ขึ้น โดยพฤกษามีแผนนำ IOT เข้ามาใช้ในด้านการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า ทั้งพื้นที่ส่วนกลางและส่วนตัว

“ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางของการเชื่อมต่อทุกสิ่งอย่างตลอดเวลา ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราจึงจับตรงนี้มาศึกษา เพื่อประยุกต์ใช้ โดยสองด้านที่เรากำลังศึกษา คือ Co-Working space สโมสรซึ่งเป็นส่วนกลางเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าไปทำงานได้ พร้อมทั้งมีไวไฟไว้บริการ เรื่องของสมาร์ทเดลิเวอรี่บ็อกซ์ เมื่อลูกค้าไม่อยู่บ้านก็ของที่ลูกค้าสั่งก็จะมาส่งให้ที่นี่ และจะมีการแจ้งเตือนไปที่มือถือ เมื่อลูกค้ามาถึง สามารถแสดงตัวตนในมือถือ แล้วเปิดตู้รับของไปได้”

3. Big DATA 

แน่นอนว่าเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องของบิ๊กดาต้าก็เป็นเรื่องที่หลายธุรกิจให้ความสำคัญ เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีทำให้แบรนด์เข้าใจธรรมชาติและความต้องการของลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น เฉพาะเจาะจงกลุ่มมากขึ้น โดยพฤกษามีแผนที่จะนำบิ๊กดาต้าที่มีอยู่มาวิเคราะห์ เพื่อใช้ในการพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ซึ่งพฤกษาเชื่อว่าบิ๊กดาต้าจะมีส่วนช่วยให้พฤกษาสามารถขยายตลาดได้กว้างมากขึ้นตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

 “เรามีคนที่สนใจเรามากกว่า 1,600,000 รายชื่อ ลูกค้าจริงๆ ประมาณ 200,000 คน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ เราจะนำมาประมวลผลเพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ว่าผู้บริโภคชอบแบบไหน มีไลฟ์สไตล์เป็นอย่างไร ซึ่งตรงนี้จะเป็นโอกาสสำคัญที่เรานำมาทำตลาดเพิ่มได้อีกด้วย”

จากความมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจให้ครอบคลุมตลาดทั่วประเทศ ทำให้ในปีนี้ “พฤกษา” มีแผนเปิดโครงการใหม่ 44 โครงการ มูลค่ารวมถึง 27,853 ล้านบาท ในครึ่งปีแรกเปิดไปเรียบร้อยแล้วกว่า 19 โครงการ มีแผนรุกตลาดต่างจังหวัดให้ครบ 20 จังหวัดในปี 2563 โดยเฉพาะในเขต EEC ที่เป็นหัวเมืองท่องเที่ยวและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีมูลค่าตลาดใหญ่สูงเกือบ 60,000 ล้านบาท

 

พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าเพื่อครอบคลุมในทุกเซ็กเมนต์ ระดับราคาตั้งแต่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทไปจนถึง 7 ล้านบาท ผ่าน 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ บ้านพฤกษา พฤกษาวิลล์ เดอะคอนเน็ค และพาทิโอ ซึ่งจะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน  ธีรเดช เปิดเผยถึงการขยายตลาดและฐานลูกค้าของพฤกษาครั้งนี้ ว่า พฤกษาทำตลาดผ่าน Key success Everywhere for Every time” พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความ “ใส่ใจ” โดยใช้ 4 กลยุทธ์สำคัญด้วยกัน

1. ใส่ใจในทุกรายละเอียดด้านการออกแบบ มีดีไซน์หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในทุกเซ็กเมนต์

2. ใส่ใจนวัตกรรมการก่อสร้าง โดยใช้ระบบ Fully Precast” ระบบแผ่นสำเร็จรูปเทคโนโลยีมาตรฐานจากประเทศเยอรมัน ทำให้การก่อสร้างทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีคุณสมบัติกันเสียงได้ถึง 33% และรับแรงแผ่นดินไหวได้ถึง 7 ริกเตอร์

3. ใส่ใจในคุณภาพการบริการ ทั้งก่อนการขายและหลังการขาย ด้วยระบบคลอเซ็นเตอร์ และหน่วยงานซ่อมหลังการขายที่มีใช้ระบบ SLA (Service Level Agreement) การการันตีระยะเวลาซ่อม ให้กับลูกค้า

4. ใส่ใจสร้างสรรค์คนวัตกรรมเพื่อประสบการณ์ที่ดีของลูกค้า เช่น ระบบระบายอากาศ ที่ช่วยลดอุณหภูมิ และหมุนเวียนอากาศในบ้าน หลังคาสกายไลท์ ที่ช่วยให้ประหยัดพลังงาน หลอดไฟ LED การตอกเสาร์เข็มเพื่อรองรับการต่อเติมพื้นที่หน้าบ้านและหลังบ้านล่วงหน้า ระบบกล้องอัจฉริยะ ระบบความปลอดภัย เป็นต้น

พร้อมกันนี้ ตั้งเป้ายอดขายปี 2561 จากกลุ่มธุรกิจทาวน์เฮาส์อยู่ที่ 22,710 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายต่างจังหวัด 3,000 ล้านบาท กรุงเทพและปริมณฑล 9,710 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 22% จากมูลค่าตลาดรวม

จากเทรนด์ต่างๆ ที่พฤกษาเริ่มนำมาใช้กับการออกแบบและก่อสร้าง ผนวกเข้ากับกลยุทธ์การทำตลาดดังกล่าว อาจทำให้เราได้เห็นโครงการทาวน์เฮ้าส์สุดไฮเทคจากพฤกษาในอีกไม่นานนี้ก็เป็นได้

 

Trend

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.