4,300
VIEWS

“กิ๊ก อีโคโนมี่” อีกหนึ่งทางเลือกของการตลาดในยุค Gen M

Jul 05, 2018 P.Narata

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคดิจิทัล ในขณะที่คนรุ่นใหม่ชอบความเป็นอิสระในการทำงานแบบไม่ติดยึดอยู่กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ดังนั้นรูปแบบการทำงานพาร์ทไทม์ งานเอาต์ซอร์ส หรืองานฟรีแลนซ์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้นกับคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโต และเป็นการสร้างโอกาสให้กับแรงงานในสายงานดิจิทัลให้สามารถสร้างรายได้มากขึ้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ขอแค่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่ดีมีคุณภาพ

นี่คือเทรนด์ของแรงงานระยะสั้น หรือที่เรียกว่า กิ๊ก อีโคโนมี (Gig Economy) จะเกิดขึ้นในทุกเพศ ทุกวัย และกระจายในทุกธุรกิจ โดย แมนพาวเวอร์กรุ๊ป ผู้ให้บริการการจัดหางานระดับโลก ได้ประเมินตลาดแรงงานไทยไว้เมื่อช่วงต้นปีว่า ปีนี้จะมีจำนวนผู้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีประมาณ 3-4 แสนคน โดย 50% จะเข้าสู่ตลาดแรงงานปกติ ส่วนอีก 50% ที่เหลือ มีแนวโน้มจะเป็น “กิ๊ก เวิร์คเกอร์” หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 20 ล้านคน และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นแตะหลัก 40 ล้านคน ใน 3-5 ปีข้างหน้า

Gig Economy เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อราวๆ 3 – 4 ปีก่อน ซึ่งกิ๊ก เวิร์คเกอร์ ส่วนใหญ่จะมี 2 อาชีพ และสูงสุด 3 – 4 อาชีพ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน โดยอาชีพยอดนิยมจะมีตั้งแต่งานรับจ้างทั่วไป ไปจนถึงการทำธุรกิจออนไลน์ที่ต้องใช้เงินลงทุน ซึ่งแนวโน้มของกิ๊ก เวิร์คเกอร์ที่กำลังจะเพิ่มจำนวนขึ้นในอนาคตจะมาจากกลุ่ม Gen Y และกลุ่ม Gen Z เป็นหลัก เพราะเป็นเจนที่เติบโตมาพร้อมๆ กับพัฒนาการของเทคโนโลยี

เมื่อช่วงต้นปี 2561 ที่ผ่านมา ดิจิทัลเอเยนซี่อย่าง We Are Social และ Hootsuite ผู้ให้บริการระบบจัดการ Social Media และ Marketing Solutions ยังเคยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก เฉพาะประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 57 ล้านคน และมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่า 51 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศกว่า 69 ล้านคน ซึ่งคนไทยใช้เวลาอยู่กับอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลกเฉลี่ย 9 ชั่วโมง 38 นาทีต่อวัน

เมื่อเทรนด์ Gig Economy เกิดการขยายตัว ในภาคของธุรกิจก็เริ่มมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้แต่ธุรกิจขายตรงก็ได้มีการปรับกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ที่ต้องการหาอาชีพเสิรม และต้องการมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ล่าสุด นู สกิน ประเทศไทย ขานรับเทรนด์ Gig Economy ด้วยการเปิดตัวแผนจ่ายเงินปันผลใหม่ภายใต้ชื่อ “เวโลซิตี้” (Velocity) ชูโปรแกรมการจ่ายคอมมิชชั่นที่เน้นความรวดเร็ว และยืดหยุ่น โดยโฟกัสไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีสไตล์การทำงานแบบ Gig Economy เป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้เกิดง่ายขึ้นจากแผนปันผลระบบใหม่ โดยคาดว่าจะเพิ่มจำนวนนักธุรกิจกลุ่ม Gen M เป็น 35% ในอนาคตอันใกล้

วิภาดา ตั้งปกรณ์  ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นู สกิน ประเทศไทย เดินหน้าชูแผนการดำเนินธุรกิจตามนโยบายบริษัทแม่ ขับเคลื่อนองค์กรด้วย 3 Key Element (3P) โดยที่ผ่านมามีการเดินเครื่องปรับแผนรุกตลาดไปแล้วในส่วนของสินค้าจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ และการนำกลุ่มสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันมาทำการตลาดต่อเนื่อง รวมถึงการขยายองค์กรผ่านแพลตฟอร์มการตลาดแบบออนไลน์ในการเพิ่มฐานลูกค้า และแนะนำสินค้าผ่านระบบดิจิทัล

“ช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมุ่งเน้นไปที่เรื่องของโปรแกรมซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ 3P ที่จะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง และสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ด้วยการออกแบบโปรแกรมการจ่ายผลตอบแทนระบบใหม่ในชื่อ “เวโลซิตี้” (Velocity) ที่ให้ความรวดเร็ว และยืดหยุ่นกว่าแผนการจ่ายเงินปันผลแบบเดิม เพื่อจูงใจกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่ธุรกิจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น และมีแพลตฟอร์มของอีคอมเมิร์ชเพื่อเป็นหน้าร้านให้กับผู้ที่จะทำธุรกิจของนู สกิน ถือเป็นการตอบโจทย์ และรองรับคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรง”

กิ๊ก เวิร์คเกอร์ ในยุค Gen M

ปัจจัยสำคัญในการปรับแผนปันผลใหม่ มาจากโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เทคโนโลยีดิจิตัลมากขึ้น ซึ่งนู สกิน มองว่า เทรนด์ของผู้บริโภคในวันนี้มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนเดิม สื่อโซเชียลเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำวัน และมีการเติบโตทางด้านผู้ใช้จำนวนมากขึ้น

“กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องจับตามอง คือ คนกลุ่มมินเลนเนียล หรือ Gen M ที่มีอายุระหว่าง 18-34 ปี กำลังกลายเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนโลกอนาคต เนื่องจากคนกลุ่มนี้คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ ได้ดี รวมถึงมีรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป เรียกว่า กิ๊กอีโคโนมี (Gig Economy) เป็นการทำงานของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีรายได้หลายทาง หลายรูปแบบทั้งฟรีแลนซ์ พาร์ทไทม์ และฟูลไทม์ ซึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีกลุ่มคนที่เป็นกิ๊กอีโคโนมีมากถึง 34% เป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ จากปัจจัยดังกล่าว จึงเป็นที่มาที่ทำให้ นู สกิน เดินหน้าปรับแผนเพื่อรองรับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าจะสามารถดึงกลุ่มคนเหล่านี้ให้หันมาสนใจธุรกิจด้วยแผนปันผลระบบใหม่ได้”

สำหรับแผนปันผล “เวโลซิตี้” เป็นแผนจ่ายเงินปันผลระบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการทำงานแบบพาร์ทไทม์ หรือหารายได้เสริม เหมาะกับเศรษฐกิจในบ้านเราที่ผู้คนต้องแบกรับภาระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย ขณะที่ธุรกิจ นู สกิน เป็นอีกหนึ่งโอกาส และเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับทุกคนโดยไม่ต้องรอ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิกก็สามารถมีรายได้ทันที อีกทั้งยังสามารถดีไซน์ การทำงานในแบบของตัวเองได้ เน้นการทำงานแบบทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย เรียกว่าได้รับค่าตอบแทนตามจำนวนงานที่ทำ ซึ่งแผนปันผลดังกล่าวตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

“ปัจจุบัน นู สกิน มีสัดส่วนของนักธุรกิจที่เป็นคนกลุ่มมิลเลนเนียล หรือ Gen M อยู่ที่ 25% เป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จ และขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดได้ในเวลาอันรวดเร็ว และหลังการเปิดตัวแผนเวโลซิตี้ เราคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนนักธุรกิจในกลุ่มนี้ให้เข้าสู่ธุรกิจเพิ่มขึ้นเป็น 35% และมีการขยายฐานผู้บริโภคเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่ง 60% ของคนที่สมัครเข้ามาใหม่เป็นการสมัครมาทางออนไลน์ เมื่อเทรนด์โลกเปลี่ยนเราจึงต้องปรับเปลี่ยนตัวเองตาม”

4 จุดเด่นของแผน “เวโลซิตี้”

  • Flexible: เป็นแผนจ่ายเงินปันผลที่มีความยืดหยุ่น
  • Fast: สามารถดีไซน์แผนเองได้เพื่อให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง มีความรวดเร็ว
  • Full Fill: ให้ผลตอบแทนที่รวดเร็วและมากขึ้น และเติมเต็มชีวิต
  • Freedom: มีอิสรภาพทางการเงินที่ให้รายได้มั่นคงและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ “เวโลซิตี้” ยังมีหลักการทำงานผ่านโครงสร้างแผนการจ่ายเงินปันผลแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่

Share: เพียงแค่สมัครสมาชิก และแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ประทับใจก็สามารถสร้างรายได้ ได้ทันที

Build: การสร้างกลุ่มของคนที่มีความสามารถในการออกไปแนะนำผลิตภัณฑ์ให้กับผู้อื่นและทำงานร่วมกันจนบรรลุเป้าหมายทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง

Lead: นำทีม โดยการเข้าสู่องค์กร หรือการทำธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ มีการทำงานเป็นทีม เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จในการทำธุรกิจและมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับแผนปันผล “เวโลซิตี้” เป็นแผนจ่ายเงินปันผลระบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการทำงานแบบพาร์ทไทม์หรือหารายได้เสริม ซึ่งเหมาะกับเศรษฐกิจในบ้านเราที่ผู้คนต้องแบกรับภาระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกมากมาย ขณะที่ธุรกิจ นู สกิน เป็นอีกหนึ่งโอกาส และเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้กับทุกคนโดยไม่ต้องรอ เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิกก็สามารถมีรายได้ทันที อีกทั้งยังสามารถดีไซน์ การทำงานในแบบของตัวเองได้ เน้นการทำงานแบบทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย เรียกว่าได้รับค่าตอบแทนตามจำนวนงานที่ทำ ซึ่งแผนปันผลดังกล่าวตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี

โดยแผนปันผลเวโลซิตี้จะส่งเสริมให้ นู สกิน ไม่เป็นเพียงบริษัทขายตรงแนวหน้าของโลกแต่ยังสามารถผันตัวเองเป็นแพลตฟอร์มโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่ที่จะสามารถเป็นธุรกิจที่เป็นไปได้ และสร้างรายได้ให้กับคนทุกกลุ่มไม่ว่าความต้องการจะเป็นสร้างองค์กรในระยะยาวเพื่ออิสรภาพสำหรับอนาคต หรือสำหรับคนที่ต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจของตนเองที่ต้องการเริ่มต้นที่ไม่ต้องลงทุนหากแต่มีสินค้าคุณภาพรองรับ พร้อมระบบอำนวยความสะดวกที่ครบวงจรเพื่อการจำหน่ายสินค้า และสร้างรายได้แบบไม่ต้องดำรงตำแหน่ง

“แผนปันผลเดิมใช้มานานกว่า 10 ปี แต่วันนี้ไม่รองรับการตลาดยุคใหม่ ซึ่งการปรับแผนการตลาดครั้งนี้เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ให้เข้ามาด้วยการเพิ่มผลตอบแทนในช่วงเริ่มต้น และในขั้นตอนของการแชร์จะเป็นการดึงคนใหม่ๆ ให้เข้ามา และทำหน้าที่แนะนำสินค้าแต่ระบบหลังบ้านนู สกินทำให้หมด ซึ่งวันนี้การตลาด การสื่อสาร และการใช้เครื่องมือต่างๆ เป็นดิจิทัลมากขึ้น ดังนั้นการปรับแพลตฟอร์มครั้งนี้จะเอื้อประโยชน์ให้กับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่กำลังเปลี่ยนไป เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นการทำงานของนักธุรกิจอีกทางหนึ่งด้วย” วิภาดา กล่าว

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.