3,544
VIEWS

บทบาทใหม่ K PLUS Spearhead เพิ่มจำนวนลูกค้าของ KBank

Jul 12, 2018 M.Pussapol

ทั้งการจับมือทำ e-Wallet และบริการรับชำระเงินด้วย QR กับ ปตท.  การจับมือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างแอพพลิเคชั่น CU NEX และการจับมือมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มุ่งสู่การเป็น

Digital Hybrid University ของธนาคารกสิกรไทย ล้วนใช้ศักยภาพของ  K PLUS เป็น Spearhead หรือหัวหอก ที่นอกจากคุณสมบัติหลัก เพิ่มความสะดวกเรื่อง  Transactional Banking แล้ว การต่อยอดเพิ่มประโยชน์ใช้สอย (User Value) ที่ตรงความต้องการของพันธมิตรแต่ละราย ยังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มลูกค้าใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่องของสถาบันการเงินไทย

พัฒนาการของ K PLUS เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี  2552 หลังจากธนาคารกสิกรไทยเปิดตัว K-Mobile Banking PLUS การทำธุรกรรมผ่านมือถือได้ ทุกเครื่อง ทุกค่าย  ตามด้วยเปิดให้บริการระบบชำระเงิน E-commerce และเป็นระบบชำระเงินผ่านอินเตอร์เน็ตมือถือรายแรกของโลก

ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2560 ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนให้ทุกเรื่องง่ายขึ้น” มีการเปลี่ยนโลโก้ K-Mobile Banking PLUS เป็น K PLUS เพื่อให้ผู้ใช้กว่า 5 ล้านคน เรียกง่ายขึ้น ใช้ง่ายขึ้น ประทับใจมากขึ้น   

พฤศจิกายน  2560  ประกาศความพร้อม ให้บริการ K PLUS SHOP ทั่วประเทศ หลังผ่านการทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย  โดยเดินสายแคมเปญ “ปิ๊บจังออนทัวร์” เพิ่มยอดร้านค้าใช้แอพพลิเคชั่น รับชำระเงินด้วย คิวอาร์ โค้ด ผ่านโมบายแบงกิ้งทุกธนาคาร  โดยคาดว่าภายในสิ้นปี 2561 จะมีร้านค้า K PLUS SHOP  1,000,000 แห่ง

ขัตติยา  อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน มีลูกค้าใช้  K PLUS 8.4-8.5  ล้านราย โดยธนาคารตั้งเป้าเพิ่มเป็น 10.8 ล้านราย ภายในสิ้นปี 2561 กระนั้น อัตราการเพิ่มเริ่มลดลง ทำให้ธนาคารต้องหาวิธีการ เพื่อให้มีลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า ธนาคารมีลูกค้า 14 ล้านราย แต่มีผู้ดาวน์โหลด K PLUS ใช้เพียง 8 ล้านราย นอกจากเป็นเพราะลูกค้าจำนวนหนึ่งคุ้นชินกับการทำธุรกรรม คือ การไปสาขาแบบเดิมๆ ไม่คุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีแล้ว  แสดงว่า ธนาคารอาจต้องใช้โปรโมชั่นดึงดูดใจมากกว่าเดิม ที่จะให้ลูกค้ามาใช้แอพพลิเคชั่น

ขัตติยา ให้ข้อมูลว่า  วิธีการที่ใช้ยึดโยงกับเป้าหมายหลัก คือ ทำให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้น ง่ายขึ้น

วิธีที่ทำก่อนหน้านี้ คือ  จับมือกับองค์กรธุรกิจเจ้าของสินค้าและบริการที่มีฐานลูกค้าจำนวนมาก เช่น ปตท.  

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลเมื่อครั้งแถลงเรื่องการนำนวัตกรรมการชำระเงินด้วย QR Code Payment มาใช้ในร้านค้าปลีกของ ปตท. ว่า ไม่ได้เน้นเรื่องการขาย หรือให้ลูกค้าใช้สินค้าและบริการของธนาคารก่อน  โดยโครงการนี้ เริ่มนำร่องด้วยระบบรับชำระเงินที่พัฒนาเทคโนโลยี QR Code ให้เชื่อมต่อกับเครื่อง EDC ที่เชื่อมโยงระบบการขาย (Point of Sales: POS) ทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการ  ชำระเงินค่าสินค้า หรือบริการผ่านโมบายแบงกิ้งได้ทุกธนาคาร โดยเริ่มใช้งานได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตั้งแต่ต้นไตรมาส 2 ปี 2561 และจะขยายผลทั่วประเทศให้แล้วเสร็จในกลางปี 2561

“ธนาคารอยากสร้างประสบการณ์ใหม่ในการซื้อสินค้าและบริการที่ง่ายดายให้กับผู้บริโภค เพิ่มความสะดวก และความมั่นใจ  ด้วย Dynamic QR Code เพียงสแกนก็ชำระเงินได้ทันที ไม่ต้องใช้เงินสด ไม่ต้องระบุจำนวนเงินเอง หมดกังวลเรื่องจำนวนเงินไม่ตรงตามจริง อีกทั้งยังใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม”

มีการร่วมพัฒนา PTT e-Wallet  เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าและบริการ   โดยธนาคารนำความเชี่ยวชาญจากการพัฒนา  K PLUS  มาเป็นแนวทางวางโครงสร้างให้ใช้งานง่ายและปลอดภัย ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของ ปตท. ได้ครบถ้วน 

เชื่อมต่อเทคโนโลยีให้ลูกค้าที่ใช้แอพ K PLUS สมัครใช้งาน PTT e-Wallet ได้ง่าย ๆ ด้วยการยืนยันตัวตน (KYC) สามารถโอนเงินเข้าวอลเล็ตได้ทันที สร้างระบบการเก็บข้อมูลที่ช่วยรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมาก ภายใต้ความปลอดภัยระดับโลก รวมถึงออกแบบระบบให้ API เชื่อมต่อกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มโอกาสการสร้างสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ร้านค้าอื่น ๆ ภายในสถานีบริการ รวมถึงชุมชนมีส่วนร่วมในการนำสินค้าเข้ามาจำหน่าย และชำระค่าสินค้าผ่านวอลเล็ตได้ในอนาคต

วิธีการเพิ่มลูกค้าล่าสุด  เป็นการจับมือสถาบันอุดมศึกษา โดยธนาคารเสนอตัวเข้าไปพัฒนาเครื่องมือและแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักศึกษายุคดิจิทัล กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

พัฒนาการซึ่งจะเกิดขึ้น และคล้ายคลึงกันของทั้ง 2 สถาบัน คือ พัฒนาระบบให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนเป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ผ่านการเปิดบัญชี และดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น K PLUS ไม่ว่าจะเป็นการชำระเงินด้วย  QR Code ภายในศูนย์อาหาร ร้านค้าในบริเวณรอบมหาวิทยาลัย

การทำบัตรประจำตัวนักศึกษาแบบ “Smart Student ID Card” ซึ่งมีทั้งแบบ Physical Card ที่เป็นทั้งบัตรเดบิตและบัตรผ่านเข้าออกอาคาร และบัตรดิจิทัลแบบ Virtual Student ID Card ที่ช่วยให้นักศึกษาไม่ต้องพกบัตรนักศึกษาอีกต่อไป

ข้อมูลในบัตรถูกเชื่อมโยงกับแอพพลิเคชั่นที่มีฟังก์ชั่นหลากหลาย  ตอบโจทย์สิ่งที่เป็น Pain Point ของนิสิต นักศึกษา  ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนเรียน และชำระค่าเทอมผ่านแอพพลิเคชั่นได้ทุกที่ทุกเวลา    มีระบบแจ้งเตือนตารางเรียนและตารางสอบ ติดต่อสำนักทะเบียนเพื่อขอออกใบแสดงผลการศึกษา (Transcript)

ระบุและค้นหาสถานที่สำคัญต่างๆ ในมหาวิทยาลัยโดยใช้ Location-Based Technology ทราบประกาศหรือข่าวประชาสัมพันธ์ได้รวดเร็วด้วยฟังก์ชั่นการแจ้งเตือนข่าวสาร

สำหรับ 2 สถาบัน ความร่วมมือข้างต้น  รองรับนักศึกษาและบุคลากรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประมาณ 50,000 คน  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยประมาณ  20,000 คน ทั้งนี้ ขัตติยา เพิ่มเติมว่า ธนาคารกำลังติดต่อกับสถาบันการศึกษาอีกประมาณ  2-3  แห่ง และคาดว่าภายในสิ้นปี จะมีลูกค้าเพิ่มจากความร่วมมือแบบนี้รวมประมาณ 100,000 คน ในอนาคตยังจะขยายไปสู่ธุรกิจที่มีลูกค้าใช้บริการเป็นประจำ เช่น  ซูเปอร์มาร์เก็ต Grocery การซื้อขายออนไลน์ มากขึ้น

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.