5,248
VIEWS

สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชี้ค้าปลีกครึ่งปีแรกทรงตัว เสนอรัฐผลักดัน ดิวตี้ฟรี ซิตี้ เป็นช้อปปิ้งเดสทิเนชั่น

Aug 01, 2018 BrandAge Team

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเผยภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีแรกกำลังซื้อของผู้บริโภคไม่หวือหวา พร้อมเสนอรัฐบาลในด้านดิวตี้ฟรี , ดาวน์ทาวน์แวตรีฟันด์ฟอทัวร์ริส รวมทั้งผลักดันนโยบาย “ดิวตี้ฟรี ซิตี้” ให้ประเทศไทยเป็นช้อปปิ้งเดสทิเนชั่นของนักท่องเที่ยว

จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การขยายสาขาธุรกิจค้าปลีกมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในปี 2017 โดยมีร้านค้าปลีกรูปแบบ Hypermart/Superstore (ไฮเปอร์มาร์เก็ตและซูเปอร์สโตร์) เพิ่มขึ้น 37 แห่ง, Supermarket  (ซูเปอร์มาร์เก็ต) 47 แห่ง, Convenience  Store (ร้านสะดวกซื้อ) 1,104 แห่ง, Department Store (ห้างสรรพสินค้า) 4 แห่ง, Home Improvement  &  Construction (สินค้าตกแต่งซ่อมแซมบ้าน และ การก่อสร้าง) 16 แห่ง, Consumer  Electronic and Appliance (เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์) 65 แห่ง และ Health&Beauty Store (สุขภาพและความงาม) 211 แห่ง

ด้านการลงทุนในภาคค้าปลีกก็มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยอดเม็ดเงินการลงทุนจากปี 2015-2017 อยู่ที่ 130,200 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงมากและสูงกว่าการก่อสร้าง BTS (123,300 ล้านบาท) หรือการประมูลคลื่น 4G 900 MHz (76,000 ล้านบาท) ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรงกว่า 210,000 คนต่อปี และการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 150,000 คน

ทั้งนี้สถานการณ์ภาพรวมครึ่งปีแรกของภาคธุรกิจค้าปลีก มีทิศทางดังนี้

1 จากดัชนีสมาคมผู้ค้าปลีกไทย แสดงให้เห็นว่า ยอดค้าปลีกในครึ่งปีแรกค่อนข้างคงที่ในทุกหมวดสินค้า แต่ GDP ของประเทศมีการเติบโต ทั้งนี้ GDP ทั้งประเทศในสิ้นปี 2017 เติบโต ร้อยละ 3.9 และไตรมาสแรกของปี 2018 เติบโตถึงร้อยละ 4.9

 

2 การเติบโตของ GDP ประเทศ เป็นผลมาจากการเติบโตของภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของภาครัฐ แต่เมื่อไปดูในหมวดการบริโภคเติบโตเพียงร้อยละ 3.2 โดยในปี 2017 เติบโตเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2016 อย่างไรก็ตาม การเติบโตของการบริโภคมีทิศทางเดียวกับดัชนีค้าปลีกซึ่งเติบโตจาก ร้อยละ 3.2 ในปี 2017 มาเป็นร้อยละ 3.3 ในครึ่งปีแรก 2018

3 ครึ่งปีแรกภาคค้าปลีกทรงตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า ขณะเดียวกันก็ยังเป็นลักษณะกระจุกตัวที่เฉพาะในกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆของการท่องเที่ยว ส่วนสาขาที่อยู่ในต่างจังหวัด การเติบโตของกำลังซื้อค่อนข้างอ่อนตัว เนื่องจากสัดส่วนสาขาในกรุงเทพปริมณฑลมีสัดส่วนเพียง 30% ในขณะที่สาขาส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัดถึง 70% ทำให้ดัชนีในไตรมาสที่สองโดยรวมทรงตัว สะท้อนให้เห็นว่า กำลังซื้อในต่างจังหวัด(ยกเว้นกรุงเทพและหัวเมืองหลักๆของการท่องเที่ยว) ยังไม่มากเท่าที่ควร โดยเฉพาะจังหวัดที่รายได้หลักมาจากภาคเกษตรกรรม ประกอบกับปีนี้ฤดูฝนมาก่อนกำหนดฤดูกาล ส่งผลให้ผลผลิตและราคาสินค้าภาคเกษตรครึ่งปีแรกจึงไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

4 หมวดสินค้าคงทนถาวร (Durable Goods) หมวดสินค้านี้สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่มหลักๆ

1) เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 3 A (Appliance เครื่องใช้, Air Condition เครื่องปรับอากาศ, Audio Television โทรทัศน์)

2) หมวดสินค้าอิเล็คทรอนิกส์ 3C (Camera กล้อง , Computer คอมพิวเตอร์, Cellular Phone หรือ Smart Phon โทรศัพท์มือถือ)

3) หมวดสินค้าวัสดุก่อสร้าง

โดยภาพรวม ครึ่งปีแรกมีการเติบโตในอัตราค่อนข้างน้อย ร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับปี 2017 เติบโตที่ร้อยละ 2.0 หมวดอิเล็คทรอนิกส์ เช่น กล้องถ่ายภาพ และสมาร์ทโฟน ซึ่งมีสัดส่วนกว่า 40% ของหมวดสินค้าคงทนทรงตัว ส่วนหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านนั้นทรงตัว เนื่องจากฤดูกาลที่ผันผวน ช่วงฤดูร้อนค่อนข้างสั้น และฤดูฝนก็เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ ส่วนหมวดสินค้าวัสดุก่อสร้างค่อยๆฟื้นตัว จากการฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

5 หมวดสินค้ากึ่งคงทน Semi Durable Goods  หมวดสินค้าประกอบด้วยสามกลุ่มใหญ่ คือ

1) กลุ่มสินค้าแฟชั่นสินค้าเครื่องสำอางและเครื่องหนัง

2) กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ที่เรียกว่า small domestic appliance

3) กลุ่มสินค้าอุปกรณ์และแฟชั่นกีฬา

5.1 กลุ่มสินค้า Small Domestic Appliance เป็นหมวดสินค้าที่มีการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจนจากเทศกาลช้อปปิ้งในช่วงต้นปีและจากโปรโมชั่น ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มขึ้นซึ่งเติบโตถึงร้อยละ 7.5 เมื่อเทียบกับกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าในหมวดสินค้าคงทนถาวรที่เติบโตแบบทรงตัว

5.2 กลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางเครื่องหนัง เติบโตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม้จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกว่า 10% ซึ่งปัจจัยหลักที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ อัตราภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มสินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อยังอยู่ในเกณฑ์ที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

5.3 กลุ่มสินค้าอุปกรณ์กีฬาและแฟชั่นกีฬา มีการเติบโตมากเมื่อเทียบกับกลุ่มสินค้าแฟชั่น เครื่องสำอางเครื่องหนัง ด้วยอานิสงส์จากโปรแกรมฟุตบอลโลก ในช่วงมิถุนายน

6 หมวดสินค้าประเภทไม่คงทน - Non Durable Goods

หมวดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวัน ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยนับจากปีที่แล้วต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปีนี้แต่ก็ยังไม่ส่งผลต่อการเติบโตของภาคธุรกิจค้าปลีกเท่าที่ควร ทั้งนี้เป็นผลมาจากการผลักดันการใช้งบประมาณภาครัฐลงสู่ภูมิภาคและกลุ่มต่างจังหวัดยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ เม็ดเงินงบประมาณที่จะไหลลงสู่ประชาชนฐานรากของประเทศจึงยังไม่เข้าเป้าชัดเจน โดยยังคงกระจุกตัวในตัวเมืองใหญ่ การบริโภคในจังหวัดรองๆ ยังไม่ดีนัก แม้ว่าการกระตุ้นการบริโภคฐานรากผ่านนโยบายบัตรคนจน ทำให้ร้านค้าที่รับบัตรคนจนได้รับอนิสงค์อย่างชัดเจน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ส่งผลกระทบแก่ร้านค้าที่ไม่ได้สิทธิรับบัตร ซึ่งดูเหมือนว่า เม็ดเงินก้อนนี้ไม่สามารถไปกระตุ้นตลาดให้ขยายตัวตามที่ภาครัฐคาดหวัง โดยรวมดัชนีการเติบโตในหมวดนี้ยังคงพยุงตัวไว้ได้ ร้อยละ 3.1 เท่ากับดัชนีการเติบโตในปี 2017

การคาดการณ์สถานการณ์ค้าปลีกครึ่งปีหลัง 2018

ครึ่งหลังของปี 2018 อุตสาหกรรมภาคค้าปลีก น่าจะยังทรงตัวในไตรมาสที่สาม และดีดตัวขึ้นไปในไตรมาสที่สี่ตามวัฎจักรของการจับจ่าย แม้ภาครัฐจะเร่งให้มีการประมูลโครงสร้างพื้นฐานให้ได้ภายในปีนี้ แต่ผลจากการลงทุนนี้จะส่งผลมายังภาคค้าปลีกต้องใช้เวลา 6-8 เดือน หวังไว้ว่านโยบายและงบประมาณที่ไปกระตุ้นเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวไปยังจังหวัดรองๆไม่มาเติบโตกระจุกตัวในเมืองใหญ่ อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมดัชนีค้าปลีกปี 2018 น่าจะดีกว่า ปี 2017 เล็กน้อย คาดว่า การเติบโตน่าจะอยู่ราว 3.3-3.5% แต่ก็ยังน้อยกว่า GDP ทั้งประเทศ ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 4.5%

ข้อเสนอแนะจากสมาคมผู้เค้าปลีกไทยต่อภาครัฐ 6 ข้อ มีดังนี้

  1. ประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวต่างชาติ แต่การเป็นจุดหมายของการจับจ่ายใช้สอยสินค้า (Shopping Destination) ยังไม่ใช่เหตุผลหลักที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกมาประเทศไทย สมาคมฯเสนอให้ภาครัฐผลักดันนโยบาย Duty Free City เพื่อให้ประเทศไทยเป็น Shopping Destination ของนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง สร้างให้การช้อปปิ้งเป็นหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทย
  2. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามนโยบาย Shopping Tourism หรือนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงช้อปปิ้ง ภาครัฐจะต้องพิจารณาการเปิดเสรีร้านค้าปลอดภาษี โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนร้านค้าปลอดภาษีในเมืองให้มากขึ้น และการพิจารณาประมูลร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินตามประเภทกลุ่มสินค้า ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติในการซื้อ สินค้าและยังมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติได้มีการใช้จ่ายในประเทศให้มากมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆอาทิ โรงแรม ที่พัก สปา ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้าน จำหน่ายของที่ระลึก การคมนาคมขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ เป็นต้น
  3. ภาครัฐจะต้องเร่งรัดโครงการ Downtown VAT Refund For Tourist โดยเร็ว เพื่อเป็นการส่งเสริมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว รวมถึงอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวในการได้รับคืนภาษีทันทีเมื่อซื้อสินค้า และเมื่อนักท่องเที่ยวได้รับคืนเงินภาษี นักท่องเที่ยวก็สามารถนำเงินนั้นมาซื้อสินค้าและบริการด้วยเงินสด ซึ่งหมายความว่าเงินนั้นจะถึงผู้ประกอบการรายเล็ก ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็ก มีโอกาสได้ประโยชน์จากเงินคืนภาษีของชาวต่างชาติมากขึ้น อีกทั้งเป็นการช่วยลดภาระของกรมสรรพากรในการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่นักท่องเที่ยว
  4. รัฐต้องสร้างกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจในแนวทางใหม่และหามาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพภายใต้สังคมการบริโภคที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เม็ดเงินในการจับจ่ายสู่ภูมิภาคและจังหวัดรอง
  5. ในด้านการค้าชายแดน ภาครัฐต้องผลักดันและอำนวยความสะดวกทางการค้าให้ภาคค้าปลีก ค้าส่งสามารถขยายสาขาในบริเวณพรมแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นฐานในการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค และ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เดินทางมาท่องเที่ยวและจับจ่ายในประเทศไทย
  6. ปัจจุบันกลุ่มค้าปลีกมีความต้องการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพนักงานรายชั่วโมงที่ไม่สามารถจ้างได้เพียงพอ และในขณะเดียวกันยังมีกลุ่มที่ขาดรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มบุคคลหลังเกษียณ ที่ไม่มีรายได้แต่ยังมีภาระเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา 8 ชั่วโมง จึงเหมาะสมที่จะจ้างกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นรายชั่วโมง ภาครัฐจะต้องกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วนผลักดันให้มีการออกกฎระเบียบประกาศค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง เพื่อให้สามารถจ้างงานบุคคลกลุ่มดังกล่าวได้

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.