23,624
VIEWS

อุทัยทิพย์ กับอุบัติเหตุการใช้สินค้า จากแค่ดื่ม สู่การแต่งแต้มแก้มแดงอมชมพู

Aug 20, 2018 R.Somboon

เคยสงสัยกันบ้างหรือไม่ว่า แม้ในบางช่วงเวลาที่ตลาดแทบจะไม่มีการเติบโตเลย แต่ทำไม มีบางแบรนด์ที่สามารถสร้างการเติบโตของยอดขายออกมาได้โดดเด่นกว่าเพื่อน....

การที่จะทำอย่างนั้นได้ นอกจากการมีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เข้ามาสร้างความน่าสนใจจนผู้บริโภคอยากควักเงินเพื่อซื้อสินค้าแล้ว เรื่องของการสร้าง Occasion ใหม่ๆ ในการบริโภคสินค้า ก็เป็นส่วนสำคัญที่เข้ามามีผลต่อการสร้างการเติบโตให้กับตัวเอง

การสร้าง Occasion ใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นนี้ กลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในภาวะที่กำลังซื้อไม่ค่อยดีอย่างทุกวันนี้ เบสิกที่สุดก็คือ การครีเอทรูปแบบการกระตุ้นการขายในช่วงเทศกาล เพื่อให้เกิดการซื้อสินค้ามากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นก็คือ การครีเอทเทศกาลวันแม่ที่ผ่านมา เพื่อขายสินค้าประเภทรังนกสำเร็จรูป เป็นต้น

สำหรับในบ้านเรานั้น มีกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำในเรื่องนี้หลายเคส ส่วนที่ยกมาเล่าในอุบัติเหตุแบรนด์เนมวันนี้ก็คือ น้ำยาอุทัยทิพย์ ที่ใช้สำหรับผสมน้ำดื่มเพื่อดับกระหายในอดีต เกิดค้นพบรูปแบบการใช้สินค้าแบบใหม่ นั่นคือ การนำไปใช้ทาปากให้แดงของวัยรุ่นในยุคกว่า 10 ปีที่แล้ว กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในการค้นพบวิธีการใช้สินค้าใหม่ๆ ที่ช่วยให้แบรนด์ที่มีอายุกว่า 70 ปี กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ในกระแสของวัยรุ่นพักใหญ่ๆ...

 

อุทัยทิพย์

อีกอุบัติเหตุการตลาดที่น่าสนใจ

กรณีศึกษาของอุทัยทิพย์ น้ำยาสมุนไพรสีชมพูที่เหยาะใส่น้ำ แล้วดื่มเพื่อช่วยดับกระหาย ซึ่งอุทัยทิพย์ของค่ายโอสถสภานี้ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่มีอายุอยู่ในตลาดบ้านเรากว่า 70 ปี

ปรากฏการณ์ที่เข้ามาช่วยเขย่าให้อุทัยทิพย์กลับมามีสีสันนั้นเกิดขึ้นราวปี 2541 ซึ่งในครั้งนั้น เป็นการพลิกรูปแบบการบริโภคใหม่ของสินค้าตัวนี้

เรื่องมีอยู่ว่า ในครั้งนั้น กระแสการแต่งหน้าแบบอมชมพูธรรมชาติกำลังฮิตในหมู่สาวๆ วัยรุ่นที่ช่วงนั้นเรื่องของ Retro กำลังมาแรง และสาวๆ เองก็มีแม่แบบมาจากดาราดังในช่วงนั้นที่นิยมทาแก้ม หรือปากให้แดงอมชมพู ดูมีเลือดฝาด คนทำแบรนด์นี้ จึงหันมาใช้เป็นโอกาสในการสร้างกระแสให้อุทัยทิพย์กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง หลังจากเงียบหายไปนาน

ก่อนหน้านั้น อุทัยทิพย์ก็มีความพยายามในการผลักดันให้แบรนด์ของตัวเองเข้ามาสู่ตลาดอีกครั้ง โดยใช้ความพยายามในการทำผ่านการจัดกิจกรรมเข้าไปหาวัยรุ่นตามโรงเรียนต่างๆ โดยชูจุดขายในเรื่องของความเป็นสมุนไพรที่เมื่อนำมาผสมน้ำดื่ม จะทำให้ช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี ซึ่งการทำทั้งหมดก็เพื่อที่จะทำให้อุทัยทิพย์กลับมาอยู่ในกระแส และเป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ๆ

 

แน่นอนว่า การค้นพบรูปแบบการใช้สินค้าจากการดื่ม มาสู่การเป็นเครื่องสำอางธรรมชาติที่มีส่วนผสมของสมุนไพร และไม่เป็นอันตรายต่อการใช้นั้น กลายเป็นอุบัติเหตุการตลาดครั้งใหญ่ที่ช่วยทำให้แบรนด์กลับมาเป็นที่พูดถึงแบบทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

ทั้งนี้ ก็เพราะว่า กระแสที่ถูกพูดถึงแบบบอกต่อจากกลุ่มวัยรุ่น กลายเป็นแรงส่งชั้นดีให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในกระแสของพวกเขาได้ไม่ยากเย็นนัก

อย่างไรก็ตาม รูปแบบการใช้ใหม่ๆ ที่ไม่ได้เป็นการบริโภคแบบเดิมๆ นี้ แม้จะถูกมองว่าอาจจะเป็นแค่แฟชั่น แต่ด้วยกระแสความนิยมที่แพร่ลามไปอย่างรวดเร็ว ทำให้โอสถสภา เจ้าของแบรนด์ไม่สามารถละเลยกับมันได้

จากเดิมที่ความพยายามในการกลับคืนสู่ตลาดด้วยการผลักดันแบรนด์เข้าไปหากลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ด้วยวิธีการบริโภคแบบเดิมๆ คือ การผสมน้ำดื่มเพื่อดับกระหาย โดยมีเรื่องของการเป็นสมุนไพรเข้ามาเป็นจุดขายสำคัญ เมื่อเห็นโอกาสทางการตลาดจากอินไซต์ของผู้บริโภคที่มีเข้ามา จึงได้มีการปรับวิธีการทำตลาด หันมาชูในเรื่องของการเป็นตัวช่วยทำให้หน้าอมชมพูธรรมชาติ รวมถึงการทำให้ปากมีสีชมพู ซึ่งเป็นที่ต้องใจของเหล่าสาวๆ วัยรุ่นในช่วงนั้น

ถึงขนาดที่ว่า โอสถสภามีการปรับตัวสินค้าด้วยการส่งสินค้าไซส์เล็กที่พกพา หรือใส่กระเป๋าได้สะดวกในขนาด ขนาดพกพา 5 ซีซี. ราคา 52 บาท ซึ่งเป็นไซส์ที่ออกมาเพื่อใช้ในการแต่งหน้าอมชมพูโดยเฉพาะ ถือเป็นการปรับตามคำเรียกร้องของผู้บริโภค การเข้าถึงลูกค้าวัยรุ่น ด้วยรูปแบบการใช้สินค้าใหม่ๆ จากที่ไม่เคยมีมาก่อนช่วยให้อุทัยทิพย์สามารถขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มวัยรุ่นได้มากขึ้นในช่วงเวลานั้น จากเดิมที่ฐานของลูกค้าแบรนด์นี้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ ถือเป็นการ Rejuvenate แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมากในช่วงเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่โอสถสภา พยายามทำก็คือ การสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ให้กับอุทัยทิพย์ผ่านการผลักดันแบรนด์เข้าหาคนรุ่นใหม่ๆ ด้วยการบริโภคในรูปแบบเดิมๆ คือผสมน้ำดื่ม ควบคู่กันไป เพราะมองออกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น มันเป็นไปตามกระแสแฟชั่น ที่มาแล้วก็จากไป แต่อย่างน้อยๆ การสร้างรูปแบบการบริโภคใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ กลายเป็นอีกกรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงกันในวงกว้างทีเดียว......

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.