34,401
VIEWS

สู่ยุคทอง Co-Working Space ไทย HUBBA ตั้งเป้าสิ้นปี 61 พื้นที่เพิ่ม 4 เท่า

Aug 24, 2018 M.Pussapol

Focus Point

                  :  ความแตกต่างระหว่างแฮคกาธอนกับการแข่งขันเพื่อหาสตาร์ทอัพดาวรุ่งทั่วไป

                  :  Landscape ที่เปลี่ยนไป และโอกาสธุรกิจ Coworking Space  ไทย

                  : แนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดของ HUBBA

จากการที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ร่วมกับ บริษัท ฮับบา และเทคสตาร์ส จัดงานแฮคกาธอน (Hackathon) ภายใต้ชื่อ “Startup Battleground” ในงานดิจิทัลไทยแลนด์บิ๊กแบง 2018 ระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2561 เปิดเวทีการแข่งระดมไอเดียสร้างสรรค์นวัตกรรม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย หวังสร้างโอกาสสตาร์ทอัพหน้าใหม่ พร้อมได้รับนวัตกรรมต่อยอดใช้จริง ผลักดันการเติบโตอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  ประกอบด้วย  1.เทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยว (Travel Tech) 2.เทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) 3.เทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม (Agri Tech) 4.ซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software as a Service หรือ SaaS) 5.เทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย (Living Tech) 6.เทคโนโลยีด้านการศึกษา (EdTech) 7.เทคโนโลยีสีเขียว (Green Tech) 8.เทคโนโลยีด้านทรัพยากรมนุษย์ (HR Tech) 9.เทคโนโลยีด้านอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) 10.เทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech)

คุณอมฤต เจริญพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ฮับบา จำกัด (HUBBA) เริ่มการสนทนา โดยให้ความเห็นว่า  แฮคกาธอน (Hackathon)  ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในต่างประเทศ ใช้ในการระดมไอเดีย เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ มาต่อยอดกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม

A: แฮคกาธอนสร้างสตาร์ทอัพต่างจากวิธีอื่นๆ อย่างไร ?

Q:  เมืองไทยในอดีตจะมีการจัดการแข่งขันเยอะ มีการประกวด ใครมีไอเดียก็มาเสนอ หรือมีศูนย์บ่มเพาะ หรือคุณมีไอเดียก็ลองมานั่งทำงาน เราก็จะค้นพบว่า การแข่งทั่วไป ทุกคนจะแข่งกันแค่ใครพรีเซ้นต์ดี หรือไอเดียน่าสนใจ แต่ไม่ได้ลงมือทำจริงๆ มันก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า ทำแล้วเวิร์คไหม หรือทำได้จริงหรือเปล่า

หรือว่าการบ่มเพาะ ใช้เวลานานเกินไป ทีมหนึ่งๆ อาจมานั่งทำหลายๆปี เราเจอสองโจทย์นี้ในโลกของการสร้างธุรกิจใหม่ว่า มีวิธีที่ดีกว่านั้นไหมที่

1. ให้คนได้ลองสร้างอะไรบางอย่างเพื่อ Test ไอเดียนั้น  อาจจะสร้างง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องสร้างมาเป็นธุรกิจลงทุนใหญ่โต นั่งทำ 2 ปีแล้วไอเดียมันไม่เวิร์ค หรือมาผิดทาง

2. ใช้เวลาสั้นขึ้น เพราะในโลกของสตาร์ทอัพ หลายๆ อย่างที่แต่ก่อนเราต้องสร้างเอง มันมี Product หรือ Service ที่ตอบโจทย์ได้แล้ว

เช่นบอกว่า เราทำแอพ เราต้องมี Server เดี๋ยวนี้ก็ใช้ Cloud Service เราบอกว่า เราไม่มีความเชื่อมต่อ เราจะทำเว็บ E-Commerce เราจะตัดเงิน ก็มีแพลตฟอร์มที่รับจัดการเรื่องการเงินให้ พอเป็นอย่างนี้ปุ๊บ การเริ่มทำธุรกิจมันง่ายขึ้น  

จึงกลายเป็นหนทางที่มีการถูกคิดค้นขึ้นมาว่า ลองตั้งโจทย์ว่าในระยะเวลาสั้นๆ 3 วัน 2 คืน หรือในเคสนี้ คือ  19-23  กันยายน เราจะสามารถทำให้เกิดธุรกิจเริ่มต้นใหม่ได้หรือเปล่า

ไปๆ มาๆ ในโลกที่เทคสตาร์เขาทำมา 5,000 กว่างาน เขาก็พบว่า เป็นระยะเวลาที่ยาวพอที่จะทดลองไอเดียใหม่ แล้วก็เอาออกไปคุยกับลูกค้า คุยกับพาร์ทเนอร์ เป็นระยะเวลาที่ไม่สั้นเกินไป กำลังดี ถ้ายาวเกินไป ในหลายๆ ครั้งที่เรามีการจัดการแข่งขัน มีคนหมดไปบ้าง ลืมบ้าง เบื่อบ้าง เลิกจากการมีส่วนร่วมบ้าง เพราะโครงการมันยาว

ถ้าคุณสามารถทำได้ภายใน 1 สัปดาห์ หรือภายในระยะเวลา 3 วัน 2 คืน หรือในเคสนี้ คือ 5 วัน แล้วคุณพิสูจน์ว่ามันได้จริง มันอาจจะเร็วกว่าวิธีการเดิม ประสบการณ์ทุกอย่างที่คุณทำมาหลายๆ ปี หลายๆ เดือนในการที่จะทำโปรเจ็กต์ และการทำแบบนี้เป็นการสร้างแรงจูงใจและโมเมนตัม ทำให้เกิดกำลังใจว่าถ้าใน 5 วันเราทำได้ขนาดนี้ ลองคิดดูว่า เราลองทำเป็นเดือนเป็นปีมันจะไปขนาดไหน

นี่คือ เป็นสิ่งที่เราอยากจะสอนว่า การทำสตาร์ทอัพไม่ต้องใช้การลงทุนหรือเวลาที่นานมาก แต่เราสอนโดยการให้เป็น Experiential Learning การสอนโดยการลงมือทำ มันเป็นวิธีการสอนที่ Powerful หรือมีประสิทธิภาพมากที่สุด

 เพราะคนที่ได้เรียนรู้ในแฮคกาธอน คุณอยากจะอัพแอพคุณบน Cloud คุณอยากจะลงทุนได้ คุณอยากจะพิทช์ได้ดี คุณถูกสอน มี Work Shop เสร็จปุ๊บ คุณได้ Practice คุณได้ลองทำเองกับโปรเจ็กต์คุณ แล้วก็ลงมือทำ เอาไปพิทช์เลยต่อหน้าคณะกรรมการ

การทำแบบนี้ปุ๊บ มันเป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็ว มีอิมแพ็กกับผู้เข้าร่วม

Q : แสดงว่า Day One ของแต่ละโปรเจ็กต์ เริ่มจากวันแรกที่มาทำกับเรา ?

A: ครับ การสมัครครั้งนี้ เป็นทีม 4-8 คน เราต้องการทีมที่ไอเดียสดใหม่

 เขาอาจจะรู้จักกันมาก่อนอยู่แล้ว อาจจะมีประสบการณ์เคยทำ Growth Startup มาก่อน หรืออาจเป็นโปรเจ็กต์ที่มานำเสนอใหม่สดใน 10 S-Curve หรืออาจจะมีต้นทุนเดิม แต่ไม่ใช่สร้างมาเสร็จแล้วๆก็แค่เอามาขายงานต่อในแฮคกาธอน

เราต้องการว่า เขาอาจจะมีไอเดีย มี Know how มีต้นทุน เขาทำมาแล้ว แต่เขาจะต้องมาสตาร์ทจากศูนย์ ก็คือ เอาสิ่งที่เขาสะสมมาทั้งหมด มาพิชิตโจทย์ใน 10 Track นี้ให้ได้

เพราะบางที แต่ก่อน  เขาอาจจะเคยทำซอฟท์แวร์บางอย่างสำหรับอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่เขาไม่เคยจับใน 10 S-Curve นี้ คือต้องเริ่มเป็นโปรเจ็กต์ที่ตอบโจทย์ใน Track นี้

Q: ภาพรวมธุรกิจ Coworking Space ครึ่งปีแรกเป็นอย่างไร ?

A: ปีที่ผ่านมา เราศึกษาตลาด และพบว่า คนที่สนใจอยากเปิด Coworking Space เยอะมาก และมีคู่แข่ง Coworking Space ระดับโลก จากจีน สิงคโปร์ อยากมาเปิดตลาดที่เมืองไทย

5 ปีที่ผ่านมา ขึ้นปีที่ 6 จากการที่เราเป็นเจ้าตลาด ได้สร้างกระแส ทั้งในเรื่อง Innovation การสนับสนุนสตาร์ทอัพ การส่งเสริมทำให้เกิดผู้ประกอบการ

พูดง่ายๆ คือ ดีมานด์มากขึ้น ที่อยากจะเปิด ซัพพลายก็มากขึ้นด้วย

เมืองไทยภายในปีนี้ สถานที่ที่เป็น Coworking Space ก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 100-150 แห่ง ส่วนมากอยู่ที่กรุงเทพ เรามี 4 แห่ง และกำลังจะเปิดที่ภูเก็ต

หน้าที่ของเรา ก็คือ แน่นอน ขยาย เพราะลูกค้าของเรา ขยายตัว เขาเริ่มจากการเป็น Startup Battle Ground มี 1 คน 2 คน มีทีม 7 คน พอระดมทุนได้ก็กลายเป็น 30 กลายเป็น 100 หลายๆ คนก็ต้องการพื้นที่ เราก็จะต้องเติบโตไปตามเขา ก็จะมีการเติม

นอกจากภูเก็ตแล้ว ทุกๆ 6-8 อาทิตย์ เราพยายามเปิดสาขาใหม่ นอกจากตรงนั้น ตอนนี้ Private Office หรือออฟฟิศให้เช่าของเรา ทุกห้องทุกสาขาเต็มหมด แปลว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเราก็ค้นพบว่า ในตลาดก็เต็มเหมือนกัน

Q : การแข่งขันที่สูงขึ้น เราต้องปรับตัวหรือไม่ อย่างไร ?

A: ความที่การแข่งขันสูงขึ้น ทุก Coworking Space ก็ต้อง Differentiate เพราะอะไรครับ เพราะการมานั่งทำงาน สุดท้ายแล้วมันก็เป็นกล่องกระจกสี่เหลี่ยม มีเน็ต มีแอร์ มีเก้าอี้นั่งสบายเหมือนๆ กันหมด บางที่ใกล้รถไฟฟ้ามากกว่า บางที่ใหญ่กว่า บางที่สวยกว่า

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทุกคนเขาต้องการอะไรที่ตอบโจทย์ ไม่ใช่แค่เรื่องของ Location หรือค่าใช้จ่าย

แต่เป็นเรื่องของ Coworking Space นั้นช่วยให้กิจการ ช่วยให้ไอเดีย หรือ Business ของเขาเติบโตได้มากน้อยแค่ไหน ไม่อย่างนั้น เขานั่งอยู่บ้านก็ได้ เขาไปเช่าออฟฟิศส่วนตัวก็ได้

แต่มาอยู่ Coworking Space มาอยู่รวมกันกับคนอื่น คุณค่าของ Coworking Space เหล่านั้นมันมากกว่าการเป็นแค่ที่ทำงาน มันเป็นเรื่องของ Networking มันเป็นเรื่อง Startup Battle ground เป็นเรื่องของการติดต่อกับพาร์ทเนอร์ระดับโลก

คนที่จะเลือกมา Hubba เขาก็ค้นพบว่า ถ้าเป็นสตาร์ทอัพ  เขาอยากนำสตาร์ทอัพของเขามาอยู่ใน Space ของเรา มาเป็นส่วนหนึ่งของ Community ของเรา ทั้งเข้าร่วมอีเวนท์  เข้าโครงการหรือมาเป็นสมาชิกออนไลน์ เราก็จะมีแพลตฟอร์มที่เขาสามารถหา Networking เจอกันทางออนไลน์

สิ่งที่เราโฟกัส คือ การสร้างโอกาส มีการให้ความรู้  มีเรื่องของเงินทุน และเน็ตเวิร์คระดับโลกที่แตกต่าง

ทำให้ Hubba เป็น Coworking Space เดียวที่จัดงานแฮคกาธอนใหญ่ที่สุดในประเทศ และในเอเชียแปซิฟิค มีเน็ตเวิร์คอย่างเทคสตาร์

เราจัดงานร่วมกับดีป้า ทำงาน depa  Accelerator  ทำให้ใครที่นึกถึง Coworking Space ในไทยต้องนึกถึง Hubba นี่เป็นหน้าที่ของเรา

โครงการเหล่านี้ ก็ขยายใหญ่ขึ้น อย่างต่อเนื่อง และในเน็ตเวิร์คของเรา Online Platform ของเรา มีสมาชิกหลักหมื่นคนแล้ว คนที่เคยมาเป็นลูกค้า คนที่เคยมาร่วมงาน ภายใน 2 ปีนี้ เราคาดว่าน่าจะมีประมาณ 2 หมื่นคน จะอยู่ในเน็ตเวิร์คออนไลน์ และคนเหล่านั้นบางส่วนก็จะมาในอีเวนท์ 

Q : จังหวะก้าวนับจากนี้ของ Hubba เป็นอย่างไร ?

A:  ผลประกอบการของเรา ตอนนี้บริษัทกำไรแล้ว และขยายใหญ่ขึ้นไม่ต่ำกว่า 2 เท่าทุกปี แต่ ณ ตอนนี้ เราก็อยากจะโตแบบก้าวกระโดด เพราะเราระดมทุนมาไม่เยอะ ครั้งสุดท้ายปี 2015  

มี  500 tuk tuk 500 durian 500 startup ของคุณกระทิง มี Fund ของ Golden Gate Venture กับ Major Partner จากสิงคโปร์ มีทิวา ยอร์ค CEO ของขายดี พี่ต๊อบ เถ้าแก่น้อย คนเหล่านี้มาซัพพอร์ตเรา พี่ๆเหล่านี้ เขาชอบงานที่เราทำ เขาชอบที่เราช่วยสังคม แต่เขาก็อยากให้เราโตด้วย หวังว่าจะมีข่าวดีในปีนี้ว่า Hubba จะโตแบบก้าวกระโดด

จริงๆ โตแบบเรา ก็โตเรื่อยๆ อยู่แล้ว ในเมืองไทย ตอนนี้ มี Coworking Space แค่ 100,000 ตารางเมตร มีพื้นที่สำนักงานให้เช่า 9 ล้านตารางเมตร ในอีก 3-5 ปี จะมีอีก 1 ล้านตารางเมตร ตั้งแต่สามย่านมิตรทาวน์  เดอะพาร์ค วันแบงค็อก ดุสิต เซ็นทรัล ยันทรีซีโร่พาร์ค ไปได้หมดเลย

ในความคาดการณ์ของเรา ถ้าในอีก 5 ปี  Conservatively หรือขั้นต่ำ เราคิดว่า ไม่ต่ำกว่า 5% ของจำนวนพื้นที่ออฟฟิศทั้งหมด ก็คือ 100,000 ตารางเมตร จะเป็น 500,000 ตารางเมตร

แต่เราว่าแนวโน้มจะมีประมาณ 15% ของพื้นที่ทั้งหมด ถ้าเป็น 15% ก็จะเป็นหลักล้านตารางเมตร

มีทั้งออฟฟิศที่สร้างใหม่ที่มี Coworking Space มีทั้งออฟฟิศที่ทั้งตึกเป็น Coworking Space

มีทั้งสำนักงาน อย่างล่าสุดเราเห็นกรุงศรี และหลายๆ ออฟฟิศ เปลี่ยนออฟฟิศตัวเองเป็น Coworking Space เราเห็นห้างอย่างสยามภิวัฒน์ ห้างอย่างเซ็นทรัล หน่วยงานต่างๆ นานา  อยากเปลี่ยนเป็น Coworking Space

ปั๊มน้ำมัน ร้านกาแฟก็อยากเป็น Coworking Space ทุกที่สามารถเปลี่ยนเป็นพื้นที่นั่งกินกาแฟ นั่งรอแฟน ภรรยา ช้อปปิ้ง และก็มาทำงานก็ได้

แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ก็เป็นแค่ที่นั่งทำงาน มันไม่ได้เป็น Coworking  Space

เพราะ Coworking  คือ ต้องมี Community  ต้องมีกลุ่มคนที่มีความคิดความอ่าน มีไลฟ์สไตล์ มีความต้องการอยากจะมาเจอกัน มีไอเดีย มี Passion บางอย่าง ต้องมีอะไร In Common เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นคนที่ไหนก็ได้มานั่งด้วยกัน ก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งร้านกาแฟ คุณก็นั่งกันไปไม่ต้องคุยกัน

ถ้ามาเป็น Community แล้ว เกิด Collaboration เกิดการแชร์ ประสบการณ์ พูดคุย มีไอเดียใหม่ๆ มีโปรเจ็กต์ใหม่ๆ ช่วยกัน ตั้งบริษัทด้วยกัน ทำงานด้วยกัน  Join ทีมกัน ระดมทุนกัน หานักลงทุนมาให้กันและกัน ค้าขายกันและกัน

มันก็จะทำให้ Coworking Space นั้นเป็น  Real Coworking Space

Q :  ถ้าคิดจากคำจำกัดความข้างบน บางออฟฟิศก็อาจไม่ตรงกับการเป็น Real Coworking Space ?

A: นี่เป็นเหตุผลว่า ทำไมหลายๆ บริษัทใหญ่ๆ เท่ากับมีแต่ไอเดียดี คือ เป็นแค่ทำให้นั่งสบาย เป็น Open Plan  มีโต๊ะปิงปองโน่นนี่นั่น แต่พอเข้าไป มันไม่เกิดบรรยากาศแบบสตาร์ทอัพ มันไม่เกิด Energy พนักงานทุกคนเกาะกลุ่ม บัญชีนั่งกับบัญชี กินข้าวกับแก๊งเดิม ไม่เกิด Culture อย่างที่ต้องการ

ซึ่งเกิดเป็นโจทย์ใหม่ว่า   บางแห่งเป็น Coworking Space  แล้ว เราเป็นแค่เหล้าเก่าในขวดใหม่ วิธีการทำงานเดิมๆ แค่ทำให้ออฟฟิศสวยขึ้น มันก็ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ  แต่ถ้าเรามีหน่วยงานเล็กๆ ไปอยู่ใน Coworking Space อื่นจะดีกว่าไหม  หรือเราเอาคนข้างใน ไปเจอกับคนข้างนอกดีไหม

อย่างที่ยูนิลีเวอร์ พนักงานทำงานในตึกเต็มไปหมด แต่เขาจะมีชั้นหนึ่ง  ไปชวนสตาร์ทอัพที่ทำงานด้วย คุณมานั่งทำงานกับเราสิ เรามีออฟฟิศ เราลงทุนในคุณ เราเป็นลูกค้าคุณ แต่การที่เขาทำงานใกล้ชิดกัน เขาก็ได้เรียนรู้ สนิทสนม พัฒนาวิธีการทำงาน ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น เข้าใจสตาร์ทอัพมากขึ้น สตาร์ทอัพเข้าใจเขามากขึ้น

เกิดโจทย์ที่สำคัญมากกว่า สำหรับ Corporate Coworking  ด้วย คือ เรื่อง Culture Change คือ ทุกคนพูดถึง  Activity Base Work Space เราจะทำให้ออฟฟิศมีที่นั่งที่นอน มีห้องเล่นเกม มีโน่นมีนั่น

แต่ทุกคนลืมไปว่า  Activity Base Work Space ทุกคนกลัวว่าถ้าใช้โต๊ะปิงปองแล้วเจ้านายมาเห็น หรือไปประชุม ไปนั่งๆ นอนๆ แล้วมันดูไม่เหมาะสม ถ้าวัฒนธรรมเรายังไม่ Open ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่ผู้บริหารต้องการ คือ Innovation ไอเดียใหม่ๆ การดึงดูดพนักงาน การทำให้เกิด Product และ Service ใหม่ๆ ก็จะไม่เกิด

Q : ทรัพยากรทั้งหมดที่ Hubba มีตอนนี้  ใช้ประโยชน์อย่างไร ?

A : ที่บอกว่า ตอนนี้ พื้นที่ Corporate Coworking ทั้งหมดมี 100,000 ตารางเมตร ตอนนี้เรามีอยู่ 2,600 ตารางเมตร ใน 4 Location

เอกมัย 300 ตารางเมตร พามาโตะที่อ่อนนุช  850 ตารางเมตร สยามดิสคัฟเวอรี่ ที่สยามภิวัฒน์  250 ตารางเมตร Hubba สีลม ทำกับ Tomorrow Group 700 ตารางเมตร ภูเก็ต ก็จะประมาณ 700 ตารางเมตร

แต่ละที่ส่วนใหญ่ ลูกค้าเป็นสตาร์ทอัพ ฟรีแลนซ์ และ SMEs ต้องบอกว่า เราไม่กีดกัน

ก่อนหน้านี้ เราอาจมีภาพของการเน้นทำสตาร์ทอัพมากกว่า  เพราะทุกคนอยากเป็นสตาร์ทอัพ คือ คนที่มี Skill มีศักยภาพ ทำงานหาเงินได้ รับโปรเจ็กต์ที่ไหนก็ได้ แต่วันดีคืนดี เขาอาจอยากมีทีม มีเซอร์วิส มีเว็บไซต์ มีเว็บของตัวเอง เขามารวมตัวก็ได้ สตาร์ทอัพเองก็ชัดเจนว่า อยู่กับเราโอกาสไปได้ไกลกว่า

ส่วน SMEs สมัยนี้ก็รู้สึกว่า ไปนั่งอยู่ใน Service Office ไปนั่งในที่นั่งทำงานเดิมๆ ไม่ค่อยได้เจอคน    ไม่ค่อยได้ไอเดียใหม่ๆ อยากจ้างโปรแกรมเมอร์ ดีไซเนอร์ หาทนายลงทุน เขาก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้ ไม่มีคนมาแชร์ ไม่มี Exposure เขาอาจมีธุรกิจที่ทำเงินได้ดี แต่กำลังหาทางที่ทำให้โตได้เร็วขึ้น อยากมี Innovation มี Product หรือ Service ใหม่ๆ ที่เติบโตได้เร็ว เขาก็อยากมาที่ Hubba อยากจะอยู่ที่ Hubba

เพราะรู้สึกว่า ถ้าอยู่ในโลกเดิม ธุรกิจก็อาจไม่โต เขาก็อยากอยู่กับคนที่คิดอะไรแปลกใหม่

Q :  รายได้ของเราตอนนี้ เป็นอย่างไร

A: รายได้ของเรามาจากค่าเช่า ซึ่งเทคนิคและวิธีการเปลี่ยนไป

แต่ก่อนทุกคนมีห้องของตัวเอง เช่าเป็นรายตารางเมตร แต่ตอนนี้เราเช่าเหมือนสมาชิกฟิตเนส ก็สามารถรับคนได้มากขึ้น เพราะลูกค้าแต่ละคนไม่ได้มา Coworking Space วันหนึ่งพร้อมกัน วันหนึ่งๆ อาจมา  คนสองคน บางคนมาทุกวัน ทำงานจันทร์ถึงศุกร์ บางคนจันทร์ถึงอาทิตย์ก็มี

คือ 1 ที่นั่งจุคนได้มากกว่า ในวงการใช้คำว่า นั่งได้ 2 คน เพราะทุกคนไม่ได้มาพร้อมกันหมด

เพราะฉะนั้น พอตัวหารเยอะขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบริหาร Coworking Space ต่อคนต่อหัวก็ถูกกว่าไปตั้งออฟฟิศเองในสีลม ไปเช่าเอง ต้องมีสัญญารายปี มีมัดจำ ต้องมีเงินประกัน ค่าน้ำค่าไฟ แม่บ้าน

มา Hubba  พูดง่ายๆ ก็คือ คุณไม่ต้องคิดอะไร หนีบกระเป๋ามาแล้วก็นั่งทำงานได้เลย เป็นออฟฟิศคุณทันที ก็เลยเป็น Way เป็น Model ที่สะดวก และค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อคนในทีมก็ประหยัดกว่า

ค่าสมาชิกรายเดือน 390 บาท ถ้าเป็นสมาชิกรายปี คิดค่าบริการประมาณ 3,900 บาท สามารถซื้อรายวันได้ในราคาที่ถูกลง 

ค่าบริการนี้ของเราถูกกว่า Coworking Space ระดับโลก และ Coworking Space ของสิงคโปร์ที่กำลังจะมาเปิดใหม่ ประมาณ 50-70%

เราให้ราคาขนาดนี้ได้ไม่ใช่เพราะคุณภาพ หรือ Experience ที่แย่กว่า แต่ Business Model ของเรา สามารถรับ member ได้มากกว่า ทั้ง Physical Location และสมาชิกออนไลน์ ดังนั้น เมื่อฐานลูกค้าใหญ่ขึ้น  ตัวหารเยอะขึ้น  จึงสามารถคิดราคาที่รู้สึกว่า สมเหตุสมผลสำหรับผู้ประกอบการ

สำหรับผู้ประกอบการถ้าบอกว่า รายเดือนมา Coworking Space หลัก 9,000 12,000 กับคนเพิ่งเริ่มธุรกิจ เขาจะรู้สึกว่าจ่ายไม่ไหว

ตอนนี้  Recurring Income  เรามีรายได้ประจำจากคนที่มาจ่ายทั้งรายวัน สมาชิกรายปี และรายเดือน ประมาณ  3,000 คนต่อเดือน

Q: จากนี้ ธุรกิจของเราจะก้าวไปอย่างไร ?

A: เรารู้สึกว่า Coworking Space แต่ก่อนไม่บูม ทุกคนบอกว่า ธุรกิจอสังหา ปล่อยทำออฟฟิศ

ให้เช่าหรือ   แต่ตอนนี้ ในต่างประเทศ มีสตาร์ทอัพมูลค่าไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ  มีผู้ประกอบการจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ระดมทุนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเหรียญสหรัฐ  มีรายหนึ่งที่สิงคโปร์ระดมทุนไป 100 ล้านเหรียญสหรัฐและขยายอย่างรวดเร็ว เพราะ 2 ปัจจัย

ข้อแรก  Land Lord  ที่มีที่ดินเหลือเยอะมาก ต้องการวิธีที่จะดึง Traffic หรือไอเดียใหม่ๆ ในการใช้ Space แม้เศรษฐกิจไม่ดีก็มีสร้างใหม่ ก็มีการสร้างคอนโด

ข้อสอง  ฝั่งดีมานด์ ทั้งภาครัฐเอกชน ทุกคนอยากทำธุรกิจสตาร์ทอัพ อยากตั้งบริษัทใหม่ ตั้งกองทุนอยากจะลงทุนต่างๆ ทุกเมืองอยากให้เกิด  Eco-System 2 ส่วนนี้ มัน take off ไปด้วยกันปุ๊บ มันก็เลยมีโอกาสให้ Coworking space ระดับ Local หรือ Regional แบบผม ที่จะสร้างเป็น Chain ที่จะสร้างสตาร์ทอัพ ระดับประเทศ หรือระดับอินเตอร์จากไทย

เราก็มองว่า ทุกประเทศ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย จีน  มี Coworking Space ระดับร้อยล้าน พันล้าน เราอยู่มานาน 6 ปี ไม่เจ๊งสักที เราก็มีแบรนด์ ก็อยากได้รับการสนับสนุนต่อให้ขยาย ทั้งเรื่องการระดมทุน และการได้ที่ใหม่ๆ เพราะเราเป็น Pioneer เราก็อยากจะ Continue  ที่จะเป็น Pioneer ไม่ใช่ว่า เกิดมาก่อนแล้วก็เป็น Coworking เล็กๆ

แต่ในโลกของออฟฟิศ มันไม่สามารถมี One Size Fit  All ได้ เหมือนกับโลกของโรงแรม คือ พูดง่ายๆ  ไม่สามารถมีแค่เจ้าเดียว ที่ Own ทั้งตลาด เป็น Office Chain เดียว ที่ทั้งโลก ที่ทุกคนต้องใช้

ไปเที่ยว บางทีเราอยากบินการบินไทย บางทีเราอยากบินเอมิเรตส์ บางทีอยากบินแอร์เอเชีย

ไปโรงแรม บางทีเราอยากอยู่สตาร์วู้ดส์ บางทีอยากอยู่เชอราตัน บางทีอยากอยู่ Hostel  

และคนในอนาคตอาจเป็น Membership ของ Coworking space หลายๆ ที่

ผมว่ามันยังมีโอกาสที่จะทำให้ Hubba เป็น Chain และ Story ที่ Success ของสตาร์ทอัพจากเมืองไทยได้ แต่คงต้องฝากทั้ง  Land Lord และ Corporate Partner เราสนับสนุนต่อไป  และคนที่สนใจการลงทุน ว่านี่คือ Category ของอสังหาริมทรัพย์แบบใหม่ที่กำลังบูม

ปีนี้ เราคาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่บริหารมากกว่า 10,000 ตารางเมตร ตอนนี้เราบริหาร 2,000 กว่าตารางเมตร ก็ต้องโตอีก 4 เท่า

แต่ไม่ยากครับ  .... เปิดที่หนึ่ง 7,500 ตารางเมตรก็จบเลย ...

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.