5,367
VIEWS

"เราบอกตัวเองเสมอว่าเราอยากเป็นดาว"

Feb 15, 2017 S.Vutikorn

ยอมรับว่า ช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจโฆษณามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ตามพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ หลายครั้งหลายคราที่เราเห็นองค์กรต้องมีการผ่าตัดขนานใหญ่ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์สื่อสารการตลาดที่เปลี่ยนไปตามบริบทในแต่ละช่วงเวลา ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทีมงานนิตยสาร BrandAge ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ คุณพรรณี ชัยกุล ประธานกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย หญิงแกร่งที่คร่ำหวอดในวงการโฆษณามาหลาย 10 ปี ข้อมูลและความคิดเห็นของคุณพรรณี ก็แฝงไว้ด้วยแง่คิดในการบริหารงานมากมาย ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้มากมาย

พรรณี เริ่มต้นการสนทนาว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับวงการโฆษณามากที่สุดคงหนีไม่พ้น การเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ของมีเดีย อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเริ่มให้บริการของทีวี ดิจิตอลเป็นครั้งแรกในไทย รวมถึงการได้รับความนิยมของสื่อดิจิตอล

"จำได้ว่า มีอยู่วันหนึ่งลูกค้าบอกว่า จะไม่ซื้อแล้วนะโฆษณาทีวี เพราะว่าเขาเปิดมาแล้วหาช่องไม่เจอ คนในวงการทุกคนคงจำความรู้สึกนั้นได้ ช่อง 3 ช่อง 7 หายไป หาไม่เจอ ส่วนอีกหนึ่งการเคลื่อนของมีเดียที่สำคัญ ก็คือ สื่อดิจิตอลที่เข้ามาอยู่ข้างตัวเรา ต้องยอมรับว่า สร้างผลกระทบกับอุตสาหกรรมจริงๆ ทั้งๆ ที่เมื่อ 10 ปีก่อน เรายังคุยกันเรื่อง IMC สื่อดิจิตอลยังไม่เข้ามาเป็นเมนที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของคน ตอนนั้นลูกค้าเรายังสงสัยอยู่เลยว่า สื่อดิจิตอล จะเป็นอย่างไร"

ทีมงานถามต่อทันทีว่า ในฐานะที่เป็นเอเยนซีชั้นนำของประเทศ โอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย สัมผัสถึงแรงกระเพิ่มและเริ่มปรับตัวอย่างจริงจังเมื่อไหร่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณพรรณี เล่าย้อนความให้ฟังว่า กลุ่มโอกิลวี่เริ่มปรับการทำงานอย่างจริงจังในช่วงปี 2008 - 2009 โดยเริ่มจากหยิบเอาสื่อดิจิตอลเข้าไปคุยกับลูกค้านอกเหนือจากสื่อ Traditional แต่ช่วงนั้นลูกค้าส่วนใหญ่มองว่ายังไม่ถึงเวลา ยังเป็น Early Adopters อยู่ ยังไม่ใช่ Priority เพราะกรณีศึกษาต่างๆ ก็ยังไม่ชัดเจน ตอนนั้นระบบ Tracking ก็ยังไม่แม่นเท่าตอนนี้ ช่วงเวลานั้นกลุ่มโอกิลวี่ยังขาย Traditional Media เป็นหลัก แต่งานเราก็เริ่มกลมขึ้นมาแล้ว เพราะว่าไม่ได้เอาทีวี หรือ PR นำ แต่ว่าเรามองแบบรวมเป็น Through The Line

"กระทั่งการมาของดิจิตอล อีกเวอร์ชั่นหนึ่งทำให้ Media Landscape อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะในช่วง 1-2 ปีนี้ อย่าลืมว่าเราเริ่มพูดตั้งแต่ปี 2009 เราเริ่มทำจริงจังปี 2011-2012 เราได้เป็น Agency of The Year เรานำเอาเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) และ Location-based Service มาใช้กับแคมเปญ Flying Book ของแอมเวย์ เมื่อหลายปีแล้ว ตอนนี้เพิ่งมีคนพูดเรื่อง AR นี้อย่างจริงจังในญี่ปุ่น ในไทยยังไม่พูดอย่างจริงจังเท่าไหร่"

ทางกลุ่มโอกิลวี่เองถือเป็นเอเยนซีที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ปี 2013 โอกิลวี่มีการเปิดยูนิต Social@Ogilvy ขึ้นมาใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้งานของลูกค้าสมบูรณ์ที่สุด

"ช่วงเวลานั้นงานของเราจะไม่ทำงาน Traditional โดยไม่มี Social ใครตามงานเราจะพบว่า เราเป็น Traditional Agency ที่งานเราใหม่ คนจะรู้สึกอย่างนั้น เพราะว่าเราเซตอัพตัวเองเพื่อที่จะให้มีอะไรใหม่ๆ ไปนำเสนอลูกค้า เพราะเราคาดการณ์มานานแล้วว่า สื่อดั้งเดิมจะตก แล้วมันก็มาจริงๆ แต่ที่บอกว่า Traditional ตกนี่ไม่ได้หมายความว่าเงินหาย ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีเงินที่จะทำทุกอย่างได้อย่างเต็มที่ พอมีเงินที่จำกัดเลยเป็นการโยกเงินจาก Above ไป Digital เพราะลูกค้าต้องการ ส่วนหนึ่งเพราะ Media Landscape เปลี่ยนไปมาก ในขณะที่ความรู้ของคนส่วนใหญ่ตามไม่ทัน

ถ้าจะถามว่า เราเริ่มคิดเรื่อง Interactive เมื่อไหร่ เรามี Interactive Unit ตั้งแต่ปี 2000 แต่ช่วงนั้นยังไม่หวือหวา อาจจะเป็นเพราะว่าเทคโนโลยีมาก่อนพฤติกรรมคน แต่ว่าตอนนี้พฤติกรรมของคนพัวพันกับเทคโนโลยีอย่างจริงจัง คอนซูเมอร์เป็นคนเปลี่ยนวิธีที่เราต้องทำการสื่อสาร อันนี้คือ ที่เห็นชัดเจน"

ประธานกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย กล่าวย้ำว่างานสื่อสารหัวใจหลักอยู่ที่ไอเดีย ถ้ามีไอเดียจะใส่เข้าไปแพลตฟอร์มไหนก็ได้ และสิ่งที่อยากให้ทุกคนมอง คือ Customer Journey ที่นักการตลาดและนักโฆษณาจำเป็นต้องรู้เส้นทางของผู้บริโภค เพราะในอนาคต Customer Journey จะสำคัญมาก

"Customer Journey กับ Data คือเรื่องเดียวกัน เหมือนที่ Facebook ชอบประมวลรูปเราเป็นธีมต่างๆ จาก Data ของคนใช้งาน วันนี้เรารู้ว่า Content ตอนนี้มีการจัดกลุ่มตามพฤติกรรมผู้บริโภค เพราะฉะนั้นการค้นหา Journey  เราต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น 1.วิธีคิด 2. Tools ที่เราเอามาใช้ 3.การอบรมให้พนักงานใช้ Tools ของเราให้เข้าใจ และสุดท้ายคือ ต้องทำขึ้นมาจริงๆ ว่าสร้างเคสบน Tools ไหน อย่างที่โอกิลวี่เราทำเรื่อง 360 Degree Brand Stewardship พอปี 2011 ที่เราเน้นดิจิตอลจริงๆ  เราใช้ Tools ชื่อว่า Fusion กับ The Big IdeaL

Fusion ช่วยทำให้เราไม่ได้มองแบรนด์แบบ Integrated เดิมๆ เพราะมีส่วนเรียกว่า Customer Journey ซึ่งวิธีจับมีถึง 5 ขั้นตอน เครื่องมือนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าผู้บริโภคแต่ละคนจะทำอย่างไร อะไรคือแรงกระตุ้น เช่น ถ้าหิวแล้วอยากทำอะไร สั่งอาหารต้องรอ 30 นาที เขาจะรออาหารอย่างไร อาหารจะยังคงร้อนไหม  เขาจะชอบไหม จะสั่งซ้ำไหม หรือว่าจะเอาเราไปว่าใน Facebook หรือไม่"

ปัจจุบันโอกิลวี่มีการนำเอา Tools ที่ชื่อว่า D.A.V.E. เข้ามาเสริมทัพในการทำงาน

ต้นปีที่ผ่านมา ผลงานโฆษณาผ่านสื่อดิจิตอลของโอกิลวี่ได้รับรางวัล YouTube Ads Leaderboard จาก YouTube ถึง 3 รางวัล จากจำนวนรางวัลทั้งสิ้น 10 รางวัล จาก 3 แคมเปญ คือ 1.ทุกคำมีความหมาย” (ซีพี) 2. เหตุผล: The Reason (ไทยประกันชีวิต) 3. หรือฉันเป็นแม่ที่แย่ที่สุด? (ไมโล)

พรรณี กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้โอกิลวี่ประสบความสำเร็จมาตลอด ก็คือ Ambition ที่องค์กรมีทั้งเน็ตเวิร์ค และประเทศไทย กับอีกเรื่อง คือ การวางแผนองค์กรที่ดี

"หนึ่ง เราบอกตัวเองเสมอว่า เราอยากเป็นดาว สอง คือเรามีการวางแผนธุรกิจที่ดี ทุก 5 ปี เราต้องทำแพลนใหญ่ 1 ครั้ง ซึ่งแผนงานล่าสุดเราขยับเรื่องดิจิตอลอย่างมาก เราต้องดูว่าลูกค้าใช้เงิน 100 บาท ใช้กับใครบ้าง แล้วใช้กับเราเท่าไหร่ ลูกค้าเข้าใหม่เท่าไหร่ รั่วออกไปมากแค่ไหน หาทางเข้าไปขายเพิ่มได้อย่างไร        

บางทีเรารู้ว่าจะไปตะครุบเงินว่าอยู่ที่ไหน แต่ไม่มีคนที่จะไปทำงาน พอเป็นงาน Viral เราก็ไปให้บริษัทอื่นทำ ปีนี้เราเพิ่มคนของเราในส่วนงานดิจิตอลจาก 20 เป็น 50 คน จากเดิมโต 25-30% ปีนี้เราโต 100% เป็นการโตแบบมี Strategy เราเชื่อว่า Strategy สำคัญมาตลอด เรามีเรื่องของ Twin Peaks of Creativity and Effectiveness คืองานที่ดีต้องขายของได้ด้วย"

นอกจากนี้แล้ว คุณพรรณี ยังเล่าต่อไปว่า อนาคตตำแหน่งงานในวงการโฆษณา อาจจะเกิดงานใหม่ที่เรียกว่า Engagement Planner ที่ภารกิจหลักไม่ได้อยู่ที่การคิด Content หากแต่อยู่ที่การหาหนทางว่าจะ Engagement กับ Micro Moment ของผู้บริโภคได้อย่างไร ซึ่งคนพวกนี้ต้องเข้าใจว่า จะปรับแต่งไอเดียเข้าไปกับแต่ละแพลตฟอร์มอย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทยมีความแตกต่างจากเมืองนอกอย่างมาก

"การใช้ Social Media คนไทยเราชอบแชร์ เมืองนอกตกใจมากว่าทำไมเราชอบแชร์ Brand Message คือ ลูกค้าสามารถทำ Brand Message แล้วมีคนแชร์ ซึ่งในต่างประเทศมีน้อยมาก เพราะว่าเขาถือเรื่องความเป็นส่วนตัว คนทั่วไปจะไม่เอาแบรนด์มาแปะไว้ที่หน้าเพจส่วนตัว แต่คนมีนิสัยอย่างหนึ่ง คือ ชอบรู้ก่อนคนอื่น ดังนั้นการรู้อะไรแล้วรีบแชร์ คือความเหนือชั้น"

คำถามต่อมาที่ทีมงานอยากรู้ก็คือ เทรนด์การสื่อสารจะเชื่อมโยงกับเทคโนโลยีมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว คนโฆษณาต้องปรับตัวอย่างไร

กับคำถามนี้ คุณพรรณี อธิบายว่า ในอนาคตการทำงานสื่อสารการตลาดจะยากขึ้นไปอีก เพราะมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ตัวอย่าง เช่น คนนิยมใช้โซเชียลมีเดียทำให้เกิด Data ที่มหาศาล ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกมากมาย ต่อยอดไปได้ถึงเทรนด์ Internet of Things เมื่อใดที่ตลาดพัฒนาไปถึงจุดนั้น การทำงานจะมีครีเอทีฟอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมี Technologist ด้วย ไม่เช่นนั้นงานจะไม่ออก ซึ่งตอนนี้ที่โอกิลวี่ก็มีคนทำงานด้านนี้หลายคนแล้ว แต่ว่าอยู่กับโอกิลวี่ วัน

"คนกลุ่มนี้จะเข้าใจเทคโนโลยีมาก จะเข้ามาอยู่ในแพลนนิ่ง ทำงานแบบ User Experience Planner คนพวกนี้หายากมาก ทั้งยากเน็ตเวิร์คในเอเชียไม่ใช่แต่เมืองไทย ตอนนี้เราได้คนมา 1 คน ทุกวันนี้เมืองนอกยังต้องขอใช้ตัว

User Experience Planner จะมีบทบาทมากถ้าโลกเคลื่อนตัวไปสู่ E-Commerce  หรือเว็บที่ต้องสั่งซื้อ เพราะว่า Interface มีความสำคัญมาก ถ้าเว็บไซต์ใช้งานยากคนจะไม่ใช้ คลิกไปแล้วไม่เจอของคนก็ไปแล้ว ตรงนี้จะสำคัญมาก เพราะเป็นมากกว่า Engagement คนเหล่านี้เรารู้ว่าต้องมี แต่ว่าหายากมาก"

ในฐานะหัวเรือใหญ่ขององค์กร ประธานกลุ่มบริษัทโอกิลวี่ แอนด์ เมเธอร์ ประเทศไทย กล่าวว่า ภารกิจในการทรานฟอร์มองค์กรนี้ทั้งหนักใจและสนุกไปด้วยกัน เพราะขนาดโอกิลวี่เริ่มทำมาตั้งแต่ 2009 คุณพรรณี ก็ยังเรียกว่าอยู่ในยุคทรานฟอร์ม เหตุผล คือ ไม่สามารถผ่าตัดบริษัททันที ด้วยความใหญ่ อีกประการหนึ่งก็คือ โอกิลวี่มี Discipline ในการทำงานหลาย Discipline ซึ่งทางคุณพรรณี มองว่า นี่คือ ข้อดีเพราะเท่ากับว่าองค์กรมี Specialists หลายหน่วยงาน

"การทรานฟอร์มต้องดูเจนคน อย่างคนรุ่นใหม่ที่เราไม่ต้องสอนเขาเลยนะ เขามาพร้อมกับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเลย ไม่ต้องสอนอะไร ถามว่าหนักใจเรื่องไหนที่สุด ตอบว่าหนักใจเรื่องทรัพยากรบุคคล เพราะว่าคนกลุ่มนี้ยังขาดแคลน คนที่มียังไม่ถึงขนาด เลยเป็นกลุ่มคนที่มีค่าตัวแพงมาก ปัญหาที่จะเกิดในอนาคต คือ Staff Cost จะสูงมาก แต่ในขณะเดียวกันรายได้ส่วนนี้ยังไม่สูงมาก เพราะทุกคนคิดว่าสื่อดิจิตอลถูก เราโชคดีองค์กรเราใหญ่ เรายังไม่ค่อยเจอปัญหา เรายังมีลูกค้าที่ใช้เงินเป็นล้านๆ เพื่อทำหนังกับเราอยู่ เพราะเขาเชื่อในคุณภาพ"

จะว่าไปแล้วหน้าที่ของคุณพรรณี ก็ไม่ต่างอะไรกับวาทยากรในวงออร์เคสตร้า ที่ต้องอำนวยเพลงรวมถึงดึงเอาทักษะความสามารถของนักดนตรีแต่ละคนมาผสมผสานกันจนเป็นเพลงที่สมบูรณ์ เนื่องจากโอกิลวี่ ประเทศไทยเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีคนจากหลายสาขา และหลายช่วงอายุ

"เราต้องแมตเขาให้ได้ เราต้อง Integrated พนักงานตามความสามารถและเหมาะสม สมัยก่อน Social เราไม่มีครีเอทีฟ มีแค่แพลนเนอร์ บายเออร์ แล้วก็ทำ Strategy แต่เราเอาครีเอทีฟจาก Advertising ไปประกบ งานของเราจึงออกมาเหมือนต่างประเทศอื่นๆ

ประเทศอื่นส่วนงาน Social จะอยู่กับ PR เวลา PR ทำงาน Social จะใช้วิธีการนั่งฟังเหมือน Competitive Monitor เพื่อคิดคำขึ้นมาแล้วใช้ Tools เข้าไปจับคำเพื่อดูความรู้สึก แล้วทำ Monitor อันนี้เรียก Listening ประเทศอื่นพออยู่กับ PR งานจะไดรฟ์ด้วย Crisis ดูว่าเป็นอย่างไร เสี่ยงระดับไหน เขียว เหลือง แดง เมื่อเป็นอย่างนั้นงาน Social จะไม่มีครีเอทีฟ ทำอะไรคนไม่รู้ แต่ถ้าจับมาอยู่กับ Advertising จะทำหวือหวาได้ Social@Ogilvy ที่ประเทศไทยถ้าจะเกิดต้องเกิดจากในส่วนงานใหญ่ๆ ที่มีลูกค้าเยอะๆ เราจึงจับมาอยู่ส่วนกลาง โดยให้ใกล้ชิดกับครีเอทีฟ เรียกว่าเอาศาสตร์ของครีเอทีฟมาเสริมงาน Social งานก็เลยออกมาดีมาก"

แม่ทัพของโอกิลวี่ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อนาคตข้างหน้าคนโฆษณาจะต้องทำงานแบบอาศัยความร่วมมือจากภายนอกมาก ตัวอย่าง เช่น ทางโอกิลวี่ก็เคยร่วมมือกับ IBM Watson ซึ่งเป็น Artificial Intelligence (หุ่นยนต์) ที่ IBM พัฒนาขึ้นมา แต่มีการนำเอาข้อมูล วิธีคิด การทำงาน งานเขียนตลอดจนข้อมูลของ David Ogilvy แม้กระทั่งเสียงไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ เพื่อทำเป็นกิจกรรม Ask Ogilvy ขึ้นมา ซึ่งถือเป็นแคมเปญที่สร้างสรรค์มาก

"อีกอย่างที่เรายังไม่แอดวานซ์มากแต่ต้องเริ่มแล้ว คือ การทำเรื่องราวใหม่ๆ ที่ต้องมีซัพพลายเออร์หลายๆ เจ้า หรือทำ Co-Creation  เพราะอีกหน่อยการทำ Data Platform ใหม่ๆ จะทำคนเดียวยาก ตอนนี้มีคนสนใจเรื่องมากทั้งแกนตั้งแกนนอน คือ งานต้องเกี่ยวกับใคร บทบาทแต่ละคนไปถึงไหน ตรงนี้คนเริ่มศึกษาว่ามีรูปแบบที่สมบูรณ์ไหม อย่างเราตอนนี้ทำกับซัพพลายเออร์เกือบ 13 ราย

อีกหนึ่งกลยุทธ์ของเราก็คือ การเข้าไปซื้อกิจการ หรือว่าควบรวม เวลาเรารู้สึกว่าตรงไหนมันมีโอกาสทางการตลาด เพราะว่า Holding เรามีนโยบายเปิดกว้างและมีเงินทุน อนุญาตให้เราทำอะไรได้เยอะ ซึ่งถือเป็นข้อดีของเรา สมัยคุณสุนันทา เราเคยมีการรวมกิจการกับ Tele Direct ซึ่งก็ทำรายได้ที่ดี เพียงแต่ว่าเวลาเราควบรวมกับใคร เราต้องเข้าใจวัฒนธรรม ทั้งวิธีการให้ดี เพราะว่าถ้าไม่เข้าใจเราจะแฮปปี้ประมาณครึ่งปี แล้วจากนั้นจะเป็นทุกข์"

 พูดถึงเรื่องความทุกข์ พรรณี ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นองค์กรขนาดเล็กหรือใหญ่ ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับเอเยนซีโฆษณาล้วนต้องเจอปัญหาเดียวกัน นั่นคือ การขาดแคลนทรัพยากร จนเกิดการดึงตัวกัน      

"เรื่องคนสมองไหล ปัจจุบันนี้คนที่เข้ามาทำงานใหม่ๆ พวกนี้เขาอยู่ได้ 3 ปี เราต้องไปขอบคุณเขาเลยนะ แล้วกอดไว้ ยากมาก 3 ปี ก็ไม่อยากอยู่ เราก็มีปัญหาเพราะว่า เราหาคนเข้ามาได้ง่ายมากเพราะว่าทุกคนต้องการ Resume แต่หลังจากนั้นไม่รู้ บางคนอยากอัพเงินเดือน เด็กสมัยใหม่ต้องเข้าใจชีวิต ว่า 10 ปีแรกเขาต้องการเพิ่มแวลู่ของตัวเอง เขามองว่าอนาคตเขาจะเป็นอย่างไร อายุ 40 ต้องประสบความสำเร็จ เด็กสมัยใหม่เราไม่คิดว่าเขาไม่อดทน แต่เรามองว่าเขาชินกับ Multi Tasking มาตั้งแต่เด็ก คนพวกนี้อยู่ไม่นิ่ง และหาโอกาสใหม่ๆ เสมอ ดังนั้น Opportunity กับ Loyalty แตกต่างกันมาก

Provident Fund เมื่อก่อน 5 ปี ถึงออกได้ ก็ต้องปรับลงมาเหลือ 3 ปี ไม่เช่นนั้นข้อเสนอของเราจะไม่ทันตามตลาด ตอนนี้ใครลากออกปีที่ 4 ก็ได้ส่วนของบริษัทไป นี่คือส่วนที่เราต้องเปลี่ยนแปลง ที่โอกิลวี่วันเกิดพนักงานก็ได้วันหยุด คือการที่เราจะบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพเราต้องมีส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้พนักงานอยู่ได้ ถือเป็นหลักจิตวิทยา ความสนุกในการทำงานก็สำคัญ ที่นี่มีการวัดผลเรื่องของความสุขในการทำงานออกเป็น 4 ระดับ"

เวลาผ่านไปนานพอสมควรจนเดินมาถึงคำถามในการสนทนาที่ว่า...

ในวัย 50 กลางๆ ความท้าทายของคุณพรรณี คืออะไร?

"เราหวังว่า ถึงวันหนึ่งทุกหน่วยงานจะแข็งแรงหมด ของเรายังมีบางจังหวะที่บางหน่วยงานแข็งแรง แต่บางหน่วยงานยังไม่เต็มที่ ถ้าแข็งแรงหมดจะเป็นก้าวกระโดดเลย เพราะว่าลงทุนไปแล้วต้องทำต่อให้สุด ในยุค New Era เราก็พิสูจน์แล้วว่าเรายังเป็นผู้นำได้ ส่วนใหญ่เราแพ้เรื่องราคา เพราะเราไม่เล่นเรื่องราคาต้องกลั้นใจ แบบทำงานแล้วขาดทุนเราไม่ทำ" 

-None-

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.