16,080
VIEWS

ชำแหละวิธีคิด LINE วัดพลังการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป้าหมาย ในสไลต์การทำงานแบบ Tech-Millennials

Sep 22, 2018 S.Worapol

ด้วยความที่ LINE เป็น Tech Company ทำให้วิธีคิดและการปรับตัวในเรื่องของการทำงานนั้นรวดเร็ว พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองท่ามกลางการเเข่งขันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเรากำลังพูดถึง Agile แนวคิดการทำงานรูปแบบใหม่ที่ช่วยทำให้บุคลากรของ LINE มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

สำหรับ LINE แนวคิดการทำงานในแบบ Agile เป็นที่คุ้นเคยดี และก็ได้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่การวางโครงสร้างองค์กร ที่มักจะปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของธุรกิจและการเเข่งขันในแต่ละช่วงเวลา วิธีการทำงานร่วมกัน ไปจนถึงการประเมินศักยภาพที่ทำให้พนักงานรู้สึกถึงความมีส่วนร่วมในการเติบโตขององค์กร

สุชาติ ภวสิริพร ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์และธุรการทั่วไป LINE ประเทศไทย อธิบายว่า “ด้วยตัวคาแรคเตอร์ของไลน์ที่เป็นบริษัท Tech อยู่แล้ว ทำให้โชคดีกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ พอสมควร มีการทำงานที่ค่อนเข้างเร็ว เพราะคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ถ้าจะให้เห็นภาพมากขึ้นเปรียบเทียบกับบริษัททั่วไปเราจะเห็นแผน 3 ปี 5 ปี แต่ของเราคือเป็นแผนปีต่อปี หรือบางทีเป็น Quarter by Quarter

หรือบางองค์กรมีการเซ็ท KPI เพื่อประเมินผลการทำงานทั้งแบบบุคคลและระดับฝ่ายตั้งแต่ต้นปี แล้วปลายปีมาสรุปว่าเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ แต่ที่ LINE เราไม่เขียน KPI แบบชัดเจน เพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งอาจมีโปรเจคใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้วิธีการทำงานก็ต้องเริ่มคิดใหม่วางแผนใหม่

ด้วยคาแรคเตอร์ของบุคคลากรที่เราเป็น Tech Company วิธีการทำงานแบบ Agile Work Style จึงเหมาะกับคนที่เป็น Tech-Millennials แบบเรามาก”

สุชาติ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้นเกี่ยวกับการคิดโปรเจค LINE MAN ที่มีบริการหลากหลายรูปแบบ แต่พอมองเห็นโอกาสบางอย่างที่จะเพิ่มบริการเข้าไปเช่น LINE MAN TAXI ก็ทำให้แผนต้องเปลี่ยนตามไปเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น งบประมาณ การรับคน แผนการตลาด การสื่อสาร

“ถ้าเป็นบริษัททั่วไปแบบ FMCG คือเรากำลังจะขึ้นสายพานการผลิตแล้ว ปรากฎว่าคู่แข่งออกสินค้าที่ใกล้เตียงกับเรา การตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่ไม่มีแนวคิด Agile Work Style ก็อาจทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด”

นั่นอาจจะเป็นภาพกว้างของการทำงาน แต่เมื่อเจาะลึกลงมาเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า LINE ได้หยิบเอาการทำงานแบบ Agile มาใช้ โดยคุณสุชาติเรียกว่า Process Improvement

“LINE ไม่ได้เป็นแค่แอพพลิเคชั่นเเชท ตั้งแต่เราทำเกม ก็ทำให้เราเห็นวิธีการคิดการทำงานใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้ การเลือกเกมมานำเสนอแต่ละเกมมีความสำคัญมาก เพราะการคิดแบบ Agile ต้องมีเรื่องของ Process Improvement เข้ามาด้วย ใช้ในการมองสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วคืออะไร สิ่งที่จะไม่ให้ผิดพลาดคืออะไร  เรานำเสนอเกมแต่ละเกมไม่ได้ประสบความสำเร็จในทุกเกม อาจจะเวิร์ค หรือเฟล ก็จะมีการปรับเปลี่ยนไป วิธีการก็คือการใช้ Process Improvement ในแต่ละขั้นตอน พูดคุยกันว่าสิ่งที่ไม่เวิร์คแล้วเราจะปรับเปลี่ยนยังไงให้ทันกับเป้าหมายของธุรกิจเรา

ทำให้เรื่องของโครงสร้างองค์กรมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา มีทีมใหม่ๆ เกิดขึ้น บางทีมหายไป อย่างคนที่ทำเกมเมื่อก่อนจะมีทีมทำเกมฮาร์ดคอ แต่พอเรารู้ว่าตลาดนี้อาจจะไม่ใช่ทางของเรา ก็ถอยและเอาคนกลุ่มนี้ไปทำอย่างอื่น”

ทำให้ใน LINE แทบจะทุกทีมใช้กระบวนการทำงานแบบนี้ และ LINE ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้มากนัก เพราะเราเข้าใจรูปแบบการทำงานแบบนี้มาตั้งแต่ต้น โลกของเทคโนโลยีอาจจะคุยหลายขั้นไม่ได้ เพราะคู่แข่งอาจจะนำหน้าไปแล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือรูปแบบการทำงานแบบ Agile ถูกขับเคลื่อนตั้งแต่ วิธีการทำงาน โครงสร้างทำงาน และคน โดยคุณสุชาติอธิบายย้ำว่า Vision ของบริษัท บวกกับความสามารถของผู้นำจะทำให้องค์กรเข้าใจวิธีการทำงานแบบ Agile

เชื่อมโยงไปที่วัฒนธรรมองค์กรของ LINE ทั้ง 4 เรื่อง ซึ่งคุณสุชาติมองว่าจะเป็นสิ่งที่ชัดเจนในตัวพนักงาน LINE ทุกคน

เรื่องแรก Impact เป็นวิธีการคิดในการทำงาน การออกสินค้า บริการใหม่ๆ หรือแม้แต่การปรับปรุงฟังก์ชั่นการทำงานงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีผู้ใช้ LINE เป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่น มีผู้ใช้งานมากกว่า 42 กว่าล้าน เวลาคิดอะไรใหม่ๆ ออกมา ก็ต้องอยู่บนฐานของคนใช้งาน 42 ล้านคน การปรับเปลี่ยนอะไรก็ต้องอย่าลืมว่าคน 42 ล้านคนใช้

Professional บางครั้งในบางองค์กรจะโชว์ความเป็นครอบครัวในวัฒนธรรม คืออยู่กันแบบพี่น้อง แต่ที่ LINE อยู่กันแบบพี่น้องจริง แต่ผลงานวัดจากความ Professional คือถ้าผลงานไม่ดี วัฒนธรรมแบบครอบครัวคือจะปกป้อง แต่ในการทำงานแบบ Professional จะแนะนำ จะตักเตือน และสุดท้ายคือการใช้ตัวชี้วัดด้วย KPI

Ownership ถ้าทำงานบนความเป็น Agile  แต่ละคนจะมีหน้าที่เป็น Owner เพราะฉนั้นการวัดกระบวนการทำงานนั้น พนักงานจะเป็นกำหนดเอง ความหมายของการเป็น Owner คือเมื่อมีปัญหาแล้วสามารถช่วยกันได้ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มี ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือทุกคนเป็น Owner ในมุมของตัวเราเอง

สุดท้ายคือการ Collaborate คือทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้  ทำให้การสื่อสารการพูดคุยต้องมีทักษะที่ดีพอสมควร

สุชาติ อธิบายต่อไปอีกว่า จากวัฒนธรรมขององค์กรทั้ง 4 เรื่อง ทำให้ทุกคนมีแนวทางในการทำงานที่ชัดเจน ชุดความคิดต่างๆ ไม่ได้ถูกตีกรอบโดยองค์กร แต่เป็นพนักงานเองที่สามารถเข้าใจตัวเองและทำให้งานของตัวเองเดินไปตามเป้าหมายของบริษัทได้

แต่การเติบโตที่เร็วมากของ LINE ก็ทำให้เรื่องการพัฒนาทักษะของพนักงานเป็นเรื่องท้าทายของ LINE เลยก็ว่าได้ คุณสุชาติ บอกว่า “ทักษะของพนักงานอาจจะพัฒนาไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกของการแข่งขัน ทักษะพนักงานในปีนี้ไม่สามารถใช้ในการแข่งขันของปีหน้าได้ เพราะสภาพแวดล้อมมีความแตกต่าง”

ทำให้ LINE ได้มีการวางแผนเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ไว้อย่างรัดกลุมคือทั้ง Leadership และ Non Leadership

ในส่วนของ Leadership ต้องใส่ในเรื่องของการพัฒนาคน การสอนงาน การประเมินผลงาน หรือแม้กระทั่ง การควบคุมทางอารมณ์ การสื่อสาร และถูกถ่ายทอดมายัง Non Leadership ที่จะมีการเพิ่มทักษะใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราเห็นการเติบโตของ LINE ไปยังธุรกิจอื่นๆ ที่มากกว่าแอพพลิเคชั่นแชท ได้อย่างรวดเร็ว มุมมองการทำงานและวิธีคิดของ LINE น่าจะเป็นกรณีศึกษาขององค์กรยุคใหม่ ให้ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งเป้าหมายองค์กร และบุคลิกของพนักงานในแบบฉบับ LINE ประเทศไทย สไตล์ Tech-Millennials ทำให้เป้าหมายถูกขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็ว

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.