6,154
VIEWS

กางแผน ทีเส็บ สร้างความร่วมมือ ขยายตลาดใหม่ รองรับรายได้ตลาด MICE 2 แสนล้านบาท

Nov 15, 2018 -None-

อุตสาหกรรม MICE หรือ อุตสาหกรรมไมซ์ หรือ MICE ประกอบไปด้วย การประชุมสัมมนา (Meetings) การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive Travel) การประชุมนานาชาติ (Conventions) และการแสดงสินค้านานาชาติ (Exhibitions) นับว่าเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยมิใช่น้อยในแต่ละปี ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถจัดการประชุมและนิทรรศการระดับนานาชาติได้อย่างมีศักยภาพทั้งความพร้อมในเรื่องของสถานที่ การเดินทาง งานบริการ รวมถึงการเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว ทำให้นักเดินทางกลุ่ม MICE เลือกไทยเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ

ทำให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สสปน. หรือ ทีเส็บ เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนและผลักดัน ให้เกิดการจัดงาน รวมถึงการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการเดินหน้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม MICE ของทีเส็บก็ส่งผลทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นอย่างมาก

จิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทีเส็บ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่เราสามารถทำได้เหนือความคาดหมาย จากการปรับโครงสร้างองค์กร และเดินหน้าตามนโยบายที่วางไว้สามารถทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรม MICE สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ถึง 212,924 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทาง MICE จากต่างชาติที่เติบโตกว่า 20% สำหรับกลุ่มตลาดในประเทศ CLMV นับว่าเป็นตลาดที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในช่วงการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำให้เกิดการเดินทางด้านธุรกิจระหว่างประเทศมากขึ้น จากตัวเลขการเติบโตนี้ทำให้ทีเส็บเองต้องวางเป้าหมายและสร้างแผนการรองรับให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายการขับเคลื่อนของทีเส็บในปีหน้า”

สำหรับอุตสาหกรรม MICE ในปีนี้มีนักเดินทางจากทั้งในและต่างประเทศรวมกว่า 34,267,307 คน แบ่งเป็นชาวไทย 33 ล้านคน ชาวต่างชาติ 1,255,985 ราย ทำรายได้รวมให้กับประเทศกว่า 214,924 ล้านบาท จีนก็ยังคงเป็นประเทศที่เดินทางเข้ามาสูงสุด 214,877 ราย อินเดีย 152,638 ราย มาเลเซีย 146,387 ราย สิงคโปร์ 84,211 ราย และเกาหลี 71,141 ราย เวียดนาม 55,306 ราย สปป.ลาว 55,125 ราย ญี่ปุ่น 51,361 ราย อินโดนีเซีย 51,320 ราย และฟิลิปปินส์ 42,398 ราย 

ในขณะที่นักเดินทางกลุ่ม MICE จาก 5 ประเทศที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจและมีอัตราการเติบโตสูงสุดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา คือ แคนาดา เติบโต 309.97% กัมพูชา เติบโต 182.25% พม่า เติบโต 137.32% เวียดนาม เติบโต 109.26% และนิวซีแลนด์เติบโต 78.92%  

การสนับสนุนและยื่นประมูลสิทธิ์การจัดงาน (Bidding) ทั้งสิ้น 406 งาน แบ่งเป็น 1.สนับสนุนการประชุม (Meeting) และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Incentive) จำนวน 231 งาน 2.สนับสนุนการจัดงานประชุมนานาชาติ (Convention) จำนวน 108 งาน 3.สนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้า (Exhibition) จำนวน 31 งาน แบ่งเป็น งานที่ยกระดับ (Upgrade Show) จำนวน 28 งาน และงานใหม่ (New Show) จำนวน 9 งาน 4.ยื่นประมูลสิทธิ์การจัดงาน จำนวน 30 งาน

“สิ่งสำคัญกับการวางแผนรุกตลาดในปีหน้าคือการโฟกัสกับประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงอย่างกลุ่มประเทศใน CLMV ที่เราต้องส่งเสริมพื้นที่และสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้เรายังเตรียมที่จะรุกตลาดใหม่ๆ อย่างละตินอเมริกา ที่เริ่มมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เราพยายามใช้ความเชื่อมโยงด้วยการเชิญสมาคมทางด้านการจัดการ การแพทย์ วิทยาศาสตร์ เข้ามาที่ประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับค่อนข้างดี นับว่าการสร้างเครือข่ายในลักษณะนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างการเติบโตต่อไปได้”

กลยุทธ์สำคัญคือการทำตลาดเชิงรุก มุ่งเน้นการดึงงาน การสร้างงานใหม่ การสนับสนุนการจัดงาน การประมูลสิทธิ์ รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายหลักของอุตสาหกรรม MICE ในภูมิภาคเอเชีย

จิรุตถ์ อธิบายอีกว่า นอกเหนือจากการตลาดในเชิงรุกแล้ว ทีเส็บยังให้ความสำคัญกับการเสริมศักยภาพบุคลากรภายใน รวมถึงการปรับโครงสร้างเพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พยายามทำให้ทุกคนเห็นว่า MICE เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์และสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศได้

ส่วนการเดินหน้าของนโยบายนั้น ทีเส็บก็ยังคงยึดแกนหลักตามนโยบายของประเทศ คือประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลที่ส่งเสริมอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve ประกอบด้วย 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตนั้น ในปีนี้ทีเส็บได้ดึงงานตลอดจนให้การสนับสนุนการจัดงานประชุมและงานแสดงสินค้านานาชาติที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นจำนวน 217 งาน แบ่งเป็นคลัสเตอร์ไมซ์ตามอุตสาหกรรม 5 กลุ่มหลัก ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ (Food Agriculture & Bio-Tech), กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ (Health Wellness & Bio Med), กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ ระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม Smart Devices, Robotics Mechatronic), กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต เชื่อมต่ออุปกรณ์ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Digital IOT & Convergence)  และกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ทุนวัฒนธรรมและบริการที่มีมูลค่าสูง (Creative Culture & High Value Services)

“การสนับสนุนของรัฐบาลที่ต้องการให้อุตสาหกรรม MICE เป็นหนึ่งในเครื่องมือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทำให้ภาพรวมของอุตสาหกรรมมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ยิ่งจะทำให้อุตสาหกรรม MICE มีความคึกคักมากยิ่งขึ้น ซึ่งทีเส็บเองก็เดินเกมรุกตลาดตามแนวทางของภาครัฐเพื่อเป็นการส่งเสริมกันและกัน”

ประเทศไทยมีความพร้อมและมาตรฐานของสถานที่จัดงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ศูนย์การประชุม ศูนย์แสดงสินค้า ทั้งในกรุงเทพฯ และไมซ์ซิตี้อีก 4 แห่ง คือเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต และพัทยา รวมถึงความเป็นมืออาชีพของบุคลากรไมซ์ที่มีความสามารถและได้มาตรฐานมากขึ้น ทำให้นักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างชาติให้ความมั่นใจประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดงาน ขณะเดียวกันภายในประเทศยังมีนโยบายส่งเสริมการประชุมในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างการกระจายรายได้และก่อให้เกิดความเข้มแข็งของภาคชุมชนด้วย”

นอกเหนือจาก การสร้างรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งสร้างรายได้จากกิจกรรม MICE เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ และขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศใหม่ๆ แล้ว จิรุตถ์ ยังอธิบายต่อไปอีกว่า ทีเส็บต้องการที่จะพัฒนาประเทศด้วยนวัตกรรม ผ่ายการสนับสนุนผู้ประกอบการให้ได้การรับรองมาตรฐาน ISO และมาตรฐานสถานที่การจัดงาน หรือ Thailand MICE Venue Standard อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาบุคลากรด้วยการจัดอบรมหลักสูตรไมซ์นานาชาติและการจัดการไมซ์อย่างยั่งยืน พัฒนาการให้บริการด้านดิจิทัล พร้อมสนับสนุนให้เกิดการจัดงานที่มีการนำดิจิทัลเข้าไปใช้ ศึกษาการจัดตั้งศูนย์ให้บริการ One Stop Service ด้านไมซ์ และพัฒนาประสิทธิภาพต่างๆ ขององค์กรให้ทัดเทียมนานาชาติมากขึ้น

สุดท้าย ทีเส็บได้วางกลยุทธ์ในเรื่องของ การกระจายรายได้และความเจริญ จะทำการยกระดับการจัดงานใน MICE City ส่งเสริมกิจกรรมการตลาดพร้อมโรดโชว์ในกลุ่มประเทศ CLMV/GMS และ SEZ ส่งเสริมการจัดงานไมซ์ในประเทศ สนับสนุนการประชุม และงานแสดงสินค้า ในเมืองหลัก เมืองรอง พื้นที่ EEC และเมืองที่มีศักยภาพรองรับงาน MICE พร้อมจัดทำฐานข้อมูลอุตสาหกรรมไมซ์ 3 ภาค เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการศึกษาหรือเกิดประโยชน์กับผู้ที่สนใจ

จากแผนการดำเนินงานทั้งหมดนี้ ทีเส็บได้คาดว่าในปี 2562 จะมีโอกาสต้อนรับเฉพาะนักเดินทางกลุ่มไมซ์ รวมทั้งสิ้นประมาณ 35,982,000 คน และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศได้ประมาณ 221,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์ต่างประเทศประมาณ 1,320,000 คน สร้างรายได้ให้ประเทศได้ 100,500 ล้านบาท ส่วนนักเดินทางชาวไทยที่เข้าร่วมงานไมซ์ในประเทศนั้นคาดว่าจะมีประมาณ 34,662,000 คน สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ 121,000 ล้านบาท

การทำงานของทีเส็บ จะเน้นการสร้าง Co-creation หรือบูรณาการความร่วมมือกับสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรต่างๆ เป็นการปรับบทบาทจากการเป็นผู้สนับสนุนด้านการตลาดสู่การเป็นผู้อำนวยความสะดวก ผู้พัฒนา ผู้นำร่วมสร้างสรรค์ และพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่กับการพัฒนามาตรฐาน นวัตกรรม และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งเชื่อว่านอกจากจะเป็นการรักษาพันธมิตรเดิมแล้วยังจะสร้างพันธมิตรใหม่เพิ่มขึ้น สอดรับกับการพัฒนาธุรกิจไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ Thailand: Redefine Your Business Events

“วันนี้ทุกคนเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรม MICE ว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ แต่ก็ยังมีความท้าทายอีกมากในการทำให้นักเดินทาง MICE จากทั่วโลกเลือกไทยเป็นจุดหมาย ต่อเนื่องไปที่การสร้างเมืองใหม่ๆ เพื่อมารองรับการขยายตัวของ MICE ซึ่งเราพยายามศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดการกระจายของเมืองใหม่ การจ้างงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้นของชุมชนที่มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด” จิรุตถ์ กล่าวทิ้งท้าย

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.