6,924
VIEWS

Powerful of KODO Design พลังสู่ความสำเร็จของมาสด้า

Nov 19, 2018 P.Narata

ความเคลื่อนไหวของค่ายรถยนต์ “มาสด้า” ในตลาดเมืองไทย ถูกจับตามองเป็นพิเศษในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

จนถึงวันนี้ มาสด้ายังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง พิสูจน์ได้จากยอดขายในรอบ 10 เดือนของปีนี้ มียอดสะสมสูงถึง 57,402 คัน เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน เฉพาะเดือนตุลาคมเติบโตถึง 63% ด้วยยอดขาย 5,647 คัน แม้ว่าจะเป็นปีที่ไม่ได้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่ชื่อของมาสด้าก็ยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า แม่เหล็กสำคัญที่ดึงผู้บริโภคให้เข้าหามาสด้า คือ การนำเทคโนโลยี “สกายแอคทีฟ” (SKYACTIV TECHNOLOGY) มาใส่ไว้ในรถยนต์ทุกรุ่นในเจนเนอเรชั่นที่ 6 ควบคู่ไปกับการนำแนวคิดการออกแบบที่เรียกว่า “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) มาใช้ตั้งแต่ปี 2556 จนทำให้รถยนต์ของมาสด้าได้รับเสียงตอบรับในทิศทางที่ดี และทำให้มาสด้าสามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้เกิดขึ้นในตลาดรถยนต์เมืองไทย และอาเซียนได้อย่างน่าสนใจ

โดยเครื่องยนต์ สกายแอคทีฟ ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ มีทั้งเครื่องยนต์ SKYACTIV-D และ SKYACTIV-G ขณะที่โคโดะ ดีไซน์ ที่เกิดจากแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น (Japanese Aesthetics) ก็ได้ทำให้รูปลักษณ์ของรถยนต์มาสด้าในเจนเนอเรชั่นที่ 6 ดูทรงพลัง มีความโดดเด่น มีชีวิตชีวา และหรูหราในสไตล์สปอร์ต

ภาพลักษณ์นี้ ได้สะท้อนผ่าน มาสด้า CX-5 ที่เป็นตัวแทนรุ่นแรกของพี่น้อง Gen 6 ที่ได้เปิดตัวสู่ตลาดโลกครั้งแรกในปี 2555 และเข้าสู่ประเทศไทยในเดือนพฤศจิกายน 2556 ก่อนที่รุ่นอื่นๆ จะทยอยตามออกมาอย่างต่อเนื่อง

ส่งผลให้ยอดขายรถมาสด้าในประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด จนสามารถขยับขึ้นครองอันดับ 3 ของตลาดรถยนต์นั่งได้อย่างถาวร อีกทั้งยังสามารถก้าวสู่ No.1 ในตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็ก ขณะเดียวกันก็สามารถกวาดยอดขายในตลาดรถอเนกประสงค์ได้อย่างต่อเนื่องในฐานะผู้เล่นหลักของตลาด

โดยมี “สกายแอคทีฟ” และ “โคโดะ ดีไซน์” เป็นเฟืองจักรสำคัญในการผลักดันสู่ความสำเร็จครั้งนี้

ปัจจุบันบนถนนของเมืองไทย มีรถยนต์มาสด้าที่เกิดขึ้นภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และจากคอนเซ็ปต์การดีไซน์แบบ KODO Design  โลดแล่นอยู่บนถนนกว่า 180,000 คัน ในชั่วระยะเวลาเพียง 5 ปี โดยเฉพาะมาสด้า 2 มียอดขายรวมสูงกว่า 110,000 คัน ตามมาด้วย มาสด้า 3 จำนวนกว่า 30,000 คัน รถอเนกประสงค์มาสด้า CX-5 จำนวน 25,000 คัน และ CX-3 อีกจำนวน 15,000 คัน

 

โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่

ล่าสุด มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ผนึกกำลังกับ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้กับตลาดรถยนต์ในภูมิภาคอาเซียน ผ่านการจัดงาน MAZDA ASEAN DESIGN FORUM 2018 ขึ้นในประเทศไทย และเป็นครั้งแรกในอาเซียน ภายใต้ธีม CAR AS ART เพื่อถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ เจนเนอเรชั่นใหม่ ผ่านรถต้นแบบ 2 รุ่น คือ MAZDA RX-VISION และ VISION COUPE ที่ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อจัดแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวในอีกไม่นาน

นี่คือการส่งสัญญาณเตรียมพร้อม ในการก้าวสู่รถยนต์รุ่นใหม่ในเจนเนอเรชั่นที่ 7 ของมาสด้า โดยเฉพาะรูปลักษณ์การออกแบบที่สะท้อนให้เห็นถึงสุนทรียศาสตร์แบบญี่ปุ่น ที่ยังคงไว้ซึ่งความเรียบหรูดูสง่างาม ในสไตล์ MAZDA ELEGANCE ที่สะท้อนผ่านคาแร็กเตอร์ของรถต้นแบบทั้ง 2 รุ่น  

 

ยาสึชิ นากามูตะ ผู้จัดการทั่วไป หน่วยงานการออกแบบ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้เดินทางมาร่วมถ่ายทอดความงดงามของการออกแบบรถยนต์มาสด้าให้ชาวอาเซียนได้สัมผัสในครั้งนี้ด้วย โดยกล่าวว่า เป้าหมายการออกแบบในครั้งนี้ คือ การนำเอาเอกลักษณ์สไตล์เลิศหรูอันสง่างาม ซึ่งเป็นธีมเกี่ยวกับการออกแบบใหม่ของมาสด้าสำหรับรถยนต์ในเจนเนอเรชั่นใหม่ หรือ 7th Generation ผนวกเข้ากับสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น

“ผลลัพธ์ที่ได้คือความสมดุลอย่างลงตัวและความสวยงามแบบไร้ขีดจำกัดที่ไม่มีสิ่งอื่นใดมากจนเกินไป โดยมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่นที่มีแนวคิดอันเกิดจากความเรียบง่ายอย่าง Less is more ที่มีใจความสำคัญในการลดทอน หรือนำองค์ประกอบบางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อจะสร้างสรรค์ความสมบูรณ์บนพื้นที่อันว่างเปล่า”

ปี 2553 คือ ช่วงเวลาสำคัญที่มาสด้าได้แนะนำการออกแบบใหม่ภายใต้ปรัชญา KODO Design (Soul of Motion) หรือจิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหวอันงดงาม ออกมาให้ชาวโลกได้รู้จัก สำหรับชาวมาสด้าจะมองว่า รถยนต์เป็นมากกว่า “ยานพาหนะ” และไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนของเหล็กกล้าที่เคลื่อนที่ได้เท่านั้น

แต่ชาวมาสด้ามองว่า รถยนต์ คือสิ่งสำคัญที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะ หรือตัวตนของบุคคลนั้นๆ  

นี่คือเหตุผลสำคัญที่มาสด้ากล้าที่จะนำเอา โคโดะ ดีไซน์ มาเป็นปรัชญาในการออกแบบ เพื่อรวมทุกลมหายใจของสรรพสิ่งที่มีชีวิต นำมาก่อร่างสร้างเป็นรูปแบบของรถยนต์มาสด้าในวันนี้

“มาสด้าได้ดึงเอาพลังที่ค้นพบแบบเฟรมต่อเฟรม มาหลอมรวมเข้ากับแนวความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งมีชีวิตที่กำลังเคลื่อนไหว และซึมซับพลัง และจังหวะเพื่อผนวกรวมเป็นยานพาหนะ การสร้างสรรค์รถยนต์โดยอาศัยพลังของความมีชีวิตชีวาทำให้รถยนต์นั้นมีชีวิตอย่างแท้จริง นี่คือปรัชญาของเราที่ได้รวมวิสัยทัศน์และความตั้งใจที่จะพัฒนายานยนต์ไปสู่อนาคต ด้วยวัฒนธรรมที่สืบทอดต่อๆ กันมา”

หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของการออกแบบภายใต้ปรัชญา โคโดะ ดีไซน์ จะมีการสร้างโมเดลรถยนต์จาก CLAY หรือดินเหนียวชนิดหนึ่งที่มีความแข็งแรงผ่านช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญในการขึ้นรูปที่เรียกกันว่า Modeler ซึ่งเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ขึ้นโครงร่างโมเดลของรถยนต์ที่ผ่านการออกแบบมาแล้วจากดีไซเนอร์

 

ความว่างเปล่าที่ทรงพลัง

สำหรับธีมการออกแบบของมาสด้าในปีนี้ คือ การสร้างเอกลักษณ์แบบเรียบหรูสง่างาม (MAZDA ELEGANCE) เพื่อแสดงถึงคุณค่าแห่งสุนทรียศาสตร์คลาสสิกสไตล์ญี่ปุ่น หรือความงดงามที่บอบบางละเอียดอ่อน หรูหรา และมีความอุดมสมบูรณ์ และตัดทอนองค์ประกอบที่มากเกินไปคงเหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญ ตามคอนเซ็ปต์ Less is more ซึ่งเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมประเพณีของญี่ปุ่น เพื่อแสดงออกถึงความสง่าผ่าเผย แต่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ และจะกลายเป็นภาพลักษณ์สำหรับรถยนต์ยุคใหม่ของมาสด้า

ย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ จุดเริ่มต้นของการออกแบบ “อันสง่างามสไตล์มาสด้า” มีให้เห็นมาตั้งแต่ปี 2503 ในรถสปอร์ตมาสด้า R360 และปี 2512 กับมาสด้า Luce เครื่องยนต์โรตารี่ แบบคูเป้ ซึ่งเป็นยุคที่ทุกคนให้ความสำคัญกับเรื่องของสมรรถนะ แต่มาสด้าให้ความสำคัญกับเรื่องของการดีไซน์ และในท้ายที่สุดสไตล์การออกแบบนี้ก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความสง่างามสไตล์มาสด้า” ในวันนี้

โดยมุมมองของมาสด้าที่มีต่อรถต้นแบบ MAZDA VISION COUPE จะเป็นการออกแบบโมเดลสำหรับรถยุคถัดไปที่แสดงให้เห็นถึง “ความสง่างามรูปแบบใหม่” ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยนำเอาประวัติศาสตร์การออกแบบของมาสด้า ซึ่งชื่อของรถ “คูเป้” มีนัยสำคัญและถือเป็นต้นแบบของ “ความสง่างามสไตล์มาสด้า” โดยการออกแบบภายในห้องโดยสารไปจนถึงด้านหลังจะมีความเรียบง่ายเป็นเส้นเดียว โดยยึด Golden Ratio” จากสัดส่วนของตัวรถคูเป้ที่มีความคลาสสิกอยู่ในตัว ขณะที่ลีลาและการเคลื่อนไหวได้ปรับเปลี่ยนไปสู่ความเรียบง่ายแบบสามมิติ  ที่รวบรวมสุนทรียศาสตร์แห่ง “Less is more” หรือ “เรียบง่าย แต่ดูดี” เข้าไว้ด้วยกัน

ภายใต้นิยามใหม่ของ “ความมีชีวิตชีวา” มาสด้าได้นำเอาเรื่องศิลปะของแสง (The Artistry of Light) มาเป็นแกนหลักในคอนเซ็ปต์การออกแบบของ โคโดะ ดีไซน์ โดยเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาที่สามารถทำให้สัมฤทธิผลผ่านทางตัวเลขในรูปแบบที่หลากหลาย หรือการนำเอาปรากฏการณ์ความสวยงามตามธรรมชาติผ่านความวิจิตรงดงาม รูปแบบของไฟที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเป็นสุนทรียศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์ของศิลปะญี่ปุ่น การมีปฏิกิริยาร่วมกันของแสงไฟและร่มเงา

รวมถึงความเชื่อในเรื่อง “ความสวยงามที่ว่างเปล่า” (The Beauty of Empty Space) ก็ได้ถูกผนวกรวมอยู่บริเวณด้านข้างของโมเดลนี้ เป็นไฮไลท์ส่วนที่เป็นความกว้างของตัวถังที่แสดงถึงความแข็งแรง และความเฉียบคม ตอกย้ำถึงความทรงพลังของรูปร่าง ในขณะที่ตัวรถให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลแต่สง่างามด้วยรูปแบบของไฟที่มีความแวววาว ทำให้รถดูมีพื้นที่ว่างที่ใหญ่ขึ้น

โดยการรวมตัวกันของไฟที่มีความแตกต่างได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของมาสด้าที่มีต่อรถเก๋งคูเป้ แสงไฟที่เต้นระบำไปตามแนวของตัวรถได้มอบความสมบูรณ์แบบที่ช่างฝีมือได้ทำการประดิษฐ์ด้วยมือเป็นเวลา 2 ปี ถือเป็นการพัฒนาสู่อีกขั้นของงานศิลปะ

 

สำหรับการออกแบบภายใต้ปรัชญา โคโดะ ดีไซน์ นอกจากจะนำมาใช้กับรถยนต์แล้ว ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญยังนำเอาปรัชญานี้มาประยุกต์ใช้สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะชิ้นต่างๆ ได้อย่างลงตัว ซึ่งในงาน MAZDA ASEAN DESIGN FORUM 2018 ครั้งนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานศิลปะที่ประยุกต์จากไอเดียดังกล่าว อาทิ จักรยาน โซฟา เครื่องทองแดงซุยกิ น้ำหอม Soul of Motion และศิลปะจากเปลือกไข่ 

อีกทั้งยังมีรางวัลต่างๆ มากมาย ที่มาสด้าได้รับในเรื่องการออกแบบจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 26 รางวัล การันตีได้ถึงความสำเร็จของมาสด้าในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านการออกแบบรถยนต์ควบคู่กับงานด้านศิลปะ

ทั้งหมดนี้ คือ ความมุ่งมั่นที่มีต่อแนวคิดในการพัฒนารถยนต์ และเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นกับแบรนด์มาสด้า โดยเฉพาะการสื่อสารเรื่องแนวคิดการออกแบบ โคโดะ ดีไซน์ ที่วันนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญด้านบทบาทของมาสด้าในอุตสาหกรรมรถยนต์ของประเทศไทยอย่างมากมาย

 

ค่ายรถยนต์

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.