AIYA สตาร์ทอัพผู้บุกเบิกเทคโนโลยี AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์

Jul 20, 2017 S.Worapol

จริงๆ แล้วในโลกของเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในทุกๆ วินาที โดยเฉพาะเทรนด์ที่หลายอุตสาหกรรมกำลังจับตามองอย่าง AI หรือ Artificial Intelligence เพราะความชาญฉลาดของมันจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย

ในวงการ Startup ก็เริ่มมีผู้เล่นที่เข้ามาจับจองพื้นที่ในตลาดนี้ และในบทความนี้ทีมงาน BrandAge Online ก็ได้มีโอกาสพูดคุกับคุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง AIYA Startup น้องใหม ที่ทำเรื่อง AI อย่างจริงจัง 

สำหรับ AIYA เป็นหนึ่งใน Portfolio ของ AIS The StartUp ซึ่ง ดร.ศรีหทัย พราหมณี Head of AIS The Startup ได้มองเห็นศักยภาพของ AIYA ว่าเป็น Very Early Stage Startup ที่โมเดลธุรกิจนั้นสอดคล้องกับเทรนด์ในโลกปัจจุบัน

อีกทั้ง เอไอเอสเองก็ยังไม่เคยมี AI ใน Portfolio และเอไอเอสก็สนใจในเรื่องนี้ เราเชื่อมั่นในเรื่องของการโตไปพร้อมกัน เรียนรู้ไปพร้อมกันในสิ่งที่ Outside Telecom Area ดังนั้นเราจึงตัดสินนำ AIYA เข้ามาอยู่ใน Port ด้วย

ทีนี้เราก็ไปทำความรู้จักกับ AIYA กันเลย 

Q : AIYA คืออะไร แล้วเกิดขึ้นมาได้ยังไง ?

A : AIYA มีชื่อเต็มว่า Artificial Intelligence Your Acceptance คือ เรามองในเรื่องของการเอาปัญญาประดิษฐ์มาเป็นผู้ช่วยในการทำธุรกิจ ว่าวันนี้ทำธุรกิจยังไงให้ให้ฉลาดขึ้น เรามีสโลแกนว่า A Genius Chatbot for Your Great Business ชื่อ AIYA อาจจะอ่านยากหน่อยนะ แต่ว่าก็เอาที่ทุกคนอ่านแล้วจำได้ก็พอจะเป็น ไอยะ ไอยา ไอย่า ก็ได้ครับ (5555)

ผมขอเล่าภูมิหลังก่อนนะครับ ผมเรียนจบ Computer Science และเขียนโปรแกรมมาโดยตลอด ก่อนเรียนจบก็ได้ทำโปรเจ็กต์จบ เป็นโปรแกรมพจนานุกรม อ่านออกเสียงและสั่งการด้วยเสียง มันเกี่ยวกับเรื่องการที่แปลงจากข้อความภาษาไทยให้กลายเป็นเสียง ก็ใช้เวลาศึกษาจนมันออกมาใช้งานได้ครับ

จนได้รางวัลรองชนะเลิศ NSC (โครงการเขียนประกวดโปรแกรม) ปีที่ 6 ตอนเรียนก็ได้ชนะเลิศโครงการเขียนแอพฯ มือถือของ โนเกีย พอเรียนจบก็ได้มาทำงานที่บริษัทโนเกีย ได้ทำเรื่องของ Mobile App, Mobile Content ทำอยู่ 2 ปี ก็ออกมาเพราะอยากเป็นเจ้าของกิจการก่อนอายุ 25

แล้วก็มาเปิดบริษัท Software House ของตัวเองที่ขอนแก่น ชื่อว่า Mega Genius ก็ได้นำงานที่ตัวเองทำในสมัยเรียนมาทำเป็น คอมเมอร์เชียล ชื่อว่า MEGADICT (ได้รางวัลชนะเลิศงานประกวดในไทย) ให้เป็นตัวที่มีความพิเศษกว่าเดิม คือเข้าเว็บไซต์ไหนแล้วเอาเมาส์ชี้คำศัพท์มันจะแปลได้เลย และอ่านออกเสียงให้ด้วย

หลังจากทำ MEGADICT ออกไปก็ประสบผลสำเร็จดีในช่วงต้นนะครับ ปีแรกบริษัทตั้งตัวได้เพราะตัวนี้แหละครับ ขายได้ประมาณ 50,000 Copy หลังจากนั้นก็ไปเข้าร่วมประกวดโครงการเกี่ยวกับภาษา ก็ได้ร่วมโครงการ NSC. เป็นการแข่งขันตัดคำภาษาไทย ก็ได้รางวัลที่ 2 ครับ

จากนั้น Google Translate ก็เข้ามา ผมก็อยากทำแบบนั้น แต่ว่ามันยากมากเพราะต้องใช้ Machine Learning ที่จะยุ่งยากมากๆ พวกนี้ต้องอยู่ในองค์กรใหญ่ๆ ที่มีกำลังความสามารถพร้อม

เราก็ได้แค่ทำในตัวของพจนานุกรม หลังจากนั้นก็เลยผลันตัวเองมาทำ Solution ด้านการศึกษาให้กับมหาลัย แล้วก็ทำ MRP, ERP ให้กับโรงงาน อยู่ประมาณ 2ปี

พอ Startup เข้ามาในประเทศไทย จังหวะนั้นแหละผมก็สร้างทีมจากบริษัท MEGAGENUIS  ทำแอพพลิเคชั่นที่ชื่อว่า GOTCHA Dictionary  เป็นแอพที่รันบน IOS การใช้งานก็คือ เวลาอยากรู้คำศัพท์คำไหนก็เอากล้องไปส่องแล้วมันจะแปลให้เลย

งานนี้ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ทำให้ตอนแรกเราขายอยู่ที่ $3 แต่ผลคือขายไม่ออก เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมที่จะจ่ายเงินให้กับแอพการศึกษา เลยลดราคาลงมาเรื่อย จนเหลือ $1

เป็น Startup ตัวแรกที่เจ๊งจริงๆ (555) เพราะว่า Business Model ไม่สอดคล้องกับการเดินหน้าทางธุรกิจ และก็มีปัญหาจากส่วนอื่นๆ ค่อนข้างเยอะ เช่น คนในทีมที่เป็นเด็กรุ่นใหม่ก็มี Inspiration แต่พอเขาเก่ง เข้าทำได้เอง เขาก็ออกไปทำของตัวเอง แล้วทิ้งเราไว้ (555) และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

ต่อมาเราก็ทำอีก 1 แอพที่เก่งภาษาไทยอีกเหมือนกัน เป็นเกมในหมวดสำหรับเด็กเพื่อฝึกภาษา ที่อยู่ใน App Store และได้เป็น Innovative App จาก Apple แถมยังได้รางวัลในปี2013ด้วย ได้รางวัลเยอะครับ แต่ว่าไม่โต เพราะคนไทยไม่ยอมจ่ายในด้านแอพการศึกษา

พอมาถึงปีที่ 7 บริษัทก็ลดขนาดลง เด็กก็เริ่มลาออกไป ผมก็เลยใช้เวลา 9 เดือน เคลียร์งานที่ค้างจากพนักงานที่ลาออกไปด้วยตัวเองทั้งหมด เลยคิดว่าถ้าทำธุรกิจคนเดียวไม่รอดแน่ๆ ก็ต้องใช้ Partnership เพื่อรวมผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ มาร่วมมือกันวางแผนเพื่อทำให้รูปแบบมันใหญ่ขึ้น

หลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปร่วมงาน แม่โขง Summit ที่เวียดนาม กับกลุ่มนักลงทุนเลย ได้เริ่มทำ Co-Working Space ขึ้นมานี่แหละครับ ชื่อ Jump Space อยู่ที่ขอนแก่น

ตัวนี้ให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด เพราะแต่ก่อนเราอยู่ในอีสาน แม้เราจะเก่งยังไงก็ตามทำอะไรไปคนก็ไม่ค่อยรู้จักเราหรอก มันไม่มีเวที ไม่มีศูนย์รวม แต่พอมี Jump Space แล้วมันรู้สึกจับต้องได้ มีทั้งภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา มีกลุ่มผู้ประกอบการเข้าร่วม

ทำให้ผมเลิกทำบริษัทไปเพื่อมารัน Jump Space ซึ่งคาแร็กเตอร์ก็จะต่างกันมากเลย เพราะแต่ก่อนอยู่บริษัทตัวเอง เป็น CEO ทำงานกับคอมพิวเตอร์ เจอลูกค้าไม่กี่ราย แต่พอมาทำ CO-Working Space ก็จะเป็นลักษณะเฮฮาปาร์ตี้ สังสรรค์ ดึงคนเข้ามา join กัน

พอทำ Jump Space ได้สักพักก็เอาความรู้ที่ตัวเองได้ไปเรียนจากพี่กระทิง ก็เอาตัวนี้มาสอนที่มหาลัย เรื่องส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการในมหาลัย

เลยมีความคิดว่า Startup จะเกิดขึ้นในอีสานได้ไหม เป็นไปได้ไหม? พอผ่านไป 1 ปี จัดกิจกรรมไปกว่า 60 กิจกรรมแล้ว (555) 

Q : Jump Space เปิดมากี่ปีแล้ว ?

A : เปิดมาประมาณ 1 ปีครึ่งครับ ..คือทุกคนในวงการ Startup รู้จัก Jump Space กันทั้งนั้นเลยครับ ด้วยความการทำงานหนัก ด้วยการจัดปาร์ตี้ของเรานี่แหละ

Q : โฟกัสแค่ในแถบอีสานหรือเปล่า ?

A : จริงๆ แล้วเราสร้างชื่อเสียงไประดับประเทศครับ แต่เราสร้าง ECO System เริ่มจากที่ขอนแก่นก่อน แล้วก็จะทำให้ภาคอีสาน Connect เข้าด้วยกัน ผมก็ได้มีโอกาสไปเป็นโค้ชให้กับ SME ในมหาลัยด้วย แต่พอผ่านมา 1 ปี ก็ไม่เห็นมีอะไรแตกต่าง ไม่เห็นมี Startup เกิดขึ้นมา ถึงภาครัฐจะทำการ Road Show เพื่อสนับสนุนแล้วก็ยังนิ่งๆอยู่

แต่ก็มี Startup ตัวนึงที่สำเร็จ เป็นงานวิจัยออกมานะครับ ชื่อ Computer Information ซึ่งก็เป็นธุรกิจธรรมดาแหละ ไม่ถึงกับโตเร็วมากๆ

ผมเองก็รู้สึกว่า มันไม่มีใครทำจริงจัง ในต่างจังหวัดมันชิลเกินไป สิ่งที่ผมทำใน Jump Space มันก็คือ SME รูปแบบนึง ที่มีการบริการการขายที่เป็น รายชั่วโมง รายวัน รายเดือน สมาชิกมีปัญหาก็ต้องจดใส่กระดาษไว้ จัดอีเวนท์ก็ต้องมีซื้อตั๋ว

เลยเกิดความคิดว่าทำยังไงถึงจะมี CRM ที่คอยจัดระบบของเราเอง เก็บรวบรวมข้อมูล ดึงข้อมูลเอามาใช้ จึงน่าจะทำแบบฟอร์มเป็นของตัวเองแล้วเอาไปขายให้ Co-Working อื่นเถอะ (555)

เพราะ Co-Working Space ก็มีรายได้ไม่เยอะเลยนะครับ ก็เลยทำเป็น Business Service, จดทะเบียนบริษัท, ให้คำปรึกษาเรื่องระบบบัญชี พวกนี้ขึ้นมา ผมเลยเอามาทำเป็นตัวระบบบริหารให้กับ Jump Space

แล้วช่องทางที่จะสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ก็ไม่ได้ Direct โดยตรงกับลูกค้า แต่ในกลางปีที่แล้วมันก็มี Chatbot เข้ามา เราก็เลยหยิบ Chatbot มาเล่น มาทำนู่น นี่ นั่น เพื่อสื่อสารทางตรงไปเลย

Q : Chatbot ที่ทำขึ้นมาครั้งแรกเลย คือ เพื่อทำให้ Jump Space ใช่ไหม?

A : ใช่ครับ ทำให้ Jump Space โดยตรงเลย แต่ต่อมา Product ตัวนึงที่เป็น Education Startup ให้ความสนใจ เป็นการส่งข้อความหาผู้ปกครองเวลาเด็กแตะบัตรนักเรียนเพื่อเข้าไปในโรงเรียน แล้วตอนกลับก็มาแตะบัตรอีกแล้วมันก็จะแจ้งเตือนไปที่ผู้ปกครองว่า กลับแล้วนะ กลับกับใคร ออกประตูไหน

เราเลยคิดว่า Chatbot มันทำอะไรได้มากกว่าแจ้งเตือนนะ เราเลยเอามาทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่เป็น CRM เพื่อให้ช่วยเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ดูแลลูกค้าหลังการขาย

Q : แล้ว Chatbot ของ AIYA มีความต่างจาก CRM ธรรมดายังไง ?

A : เราได้นำความถนัดของเราเติมเข้าไปใน Chatbot โดยการเอา Machine Learning และ AI เอามาใส่เข้าไป แล้วเราก็มุ่งเน้นไปที่การทำงานในรูปแบบที่เป็นภาษาไทย

Q : แล้ว AIYA มีรูปแบบยังไง ?

A : จริงๆ แล้ว CRM จะแบ่งเป็น 3 ส่วน 1.ส่วนของการตลาด 2.ส่วนการขาย 3.ส่วนสนับสนุน

AIYA ของเราจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ซึ่งสิ่งที่เราสนใจก็คือการตลาดว่าทำยังไง ถึงจะทำให้กลุ่มเป้าหมายได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ  ซึ่งการโปรโมทผ่านทางเฟสบุ้คมันจะทำ Targeting ได้ แต่ว่าทุกวันนี้เฟสบุ้คปรับรูปแบบการโฆษณาใหม่ เวลาคนเลื่อนๆดูมันก็จะไม่เห็นหรือเลื่อนผ่าน

LINE เป็นช่องทางที่แบรนด์มาทำ Marketing ทางนี้ค่อนข้างเยอะ เพราะมันเป็นส่วนตัวมากกว่า แต่แอคเคาท์ในไลน์เอง ก็มีความท้าทายอยู่ เช่น แบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง AIS มี 38 ล้านคน ปัญหาที่ทำไป คือ การ Broadcast ทำจาก 38 ล้านคนไม่ได้ ทีนี้ด้วยตัว Chatbot นี่แหละที่มันบวกกับ CRM ของ Corporate ที่มีอยู่ ผมก็เลยทำตัว AIYA ขึ้นมา

ซึ่งตัว AIYA จะเข้าไปเชื่อมกับตัวไลน์ที่เป็น Messaging ที่ผมเริ่มที่ตัวไลน์ ต่อไปจะไปที่เฟสบุ๊คและที่อื่นๆ AIYA จะเข้าไปเป็นจุดเชื่อมตรงกลาง มันเหมือน SMS Gateway มันเป็น Social Messaging Gateway อยู่ตรงนั้นนะครับ แล้วเชื่อมกับฝั่ง CRM Corporate ถ้ามีข้อมูลอะไรผ่านมาทางตัว Chatbot มันก็จะรู้แล้วว่าตัวนี้คือลูกค้า มันก็จะเก็บข้อมูลไว้ให้ แล้วถ้าหากแบรนด์ต้องการเซอร์ไพรส์ลูกค้าในวันเกิด ส่ง HBD ส่งโปรโมชั่นไปหาลูกค้าคนนี้ได้ ซึ่งปกติทำได้แค่ส่ง SMS แบบช่องทางปกติ

ช่องทางใหม่มันดีกว่าที่ว่า ส่งได้ทั้งภาพ เสียง วิดีโอ ข้อความ โลเคชั่น สติ๊กเกอร์ พวกคอนเทนท์ต่างๆ ได้หมดเลย พร้อมทั้งการส่งครั้งนึงมันส่งได้ถึง 5 แบบ สามารถส่งทุกอย่างได้ในครั้งเดียวกันเลย ถ้าเฉลี่ยต้นทุนในระยะยาวถือว่าถูกกว่า SMS มากในการส่งปริมาณมากๆ แล้วมันเป็น Two-Way Communication ที่ว่าเจ้าตัว Chatbot จะสามารถตอบสนองได้ว่าใครเข้ามาอ่าน ใครส่งอะไรมา ใครสนใจแคมเปญนี้ และผมเรียกมันว่า AI Marketing

จังหวะที่เรากำลังทำตัวนี้อยู่ก็มีคนเข้ามาสนใจ ชื่อว่า ศูนย์บริการไทร์พลัส ที่มิชเชอร์ลิน มี Car Service อยู่ 200 สาขา ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกของเราที่เราได้เงินด้วย

Q : ไทร์พลัส เข้ามาเจอเราได้ยังไง?

A : ผมทำงานในแวดวงซอฟต์แวร์มานานพอสมควร เลยมีชื่อเสียงที่คนพอจะรู้จัก แล้วรู้จักกับคนที่เขาอย่าย IT อยู่แล้ว พอเขารู้ว่าเราทำ Chatbot ได้ เขาเลยถามว่าเราทำแบบนั้นแบบนี้ได้ไหม

ผมเลยบอกว่า นั่นแหละครับมันคือสิ่งที่เราทำอยู่ เราเลยได้ลูกค้ารายแรกและรับเงินมาเลย

Q : ไทร์พลัส ที่มีอยู่ 200 สาขา มองว่ามันใหญ่หรือเล็กสำหรับเรา ?

A : ผมมองว่า มันเป็นก้าวแรกที่เราเข้าสู่ตลาด Commercial ลูกค้าไทร์พลัสอาจไม่ได้เยอะเหมือนรายอื่นที่มีเป็นล้านเนาะ แต่ว่ามันเป็นลูกค้าที่มี potential คือสิ่งที่ไทร์พลัสพยายามทำน่ะครับ เขาทำ ไทร์พลัส ไอแคร์ ขึ้นมา มันเป็นเหมือน Member  Card ตัวนึงอะครับที่อยู่ในรูปแบบของ ไลน์ มันจะเป็น pop-up ในไลน์แล้วให้เราลงทะเบียนเหมือนเฟสบุ๊ค

แล้วพอลงทะเบียนเสร็จมันก็จะขึ้นประวัติการเช็ครถของเรา ในแต่ละที่ที่เราไปตรวจรถ แล้วมันแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาที่ต้องไปตรวจเช็คอีกรอบนึง

ซึ่งปกติแล้วการที่จะทำแบบนี้ได้ต้องทำ แอพพลิเคชั่น และต้องลงทุนต่อ 1 แอพก็เป็นล้านแล้ว เพราะทุกวันนี้คิดไรไม่ออกก็ทำแอพ จนแอพเกลื่อนเต็มตลาดไปหมดเลย แต่ผู้ใช้จริงๆ ไม่ได้อยากโหลดแอพ สิ่งที่ยากกว่านั้นคือเงินลงทุนในการไปสื่อสารให้คนมาโหลดแอพ สมมุติครับ ค่าทำแอพ  1ล้าน Marketing อีก 9 ล้าน หมดไป 10 ล้าน ได้ผู้ใช้มาประมาณหลักแสน

ไทร์พลัส มองโมเดลนี้แล้วเห็นโอกาสว่ามันสามารถที่จะเข้าถึงลูกค้า 45 ล้านคน ของไลน์ได้ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องติดตั้งแอพเพิ่ม ผมเรียกว่าเป็น Chatbot app และตัวนี้มันจะวิ่งอยู่บน Messaging วิ่งอยู่บนไลน์ เฟสบุ้ค วีแชท เราจะไม่เน้นเรื่องของการทำแอพเลย เพราะเรามองว่าแนวโน้มมันไม่โตไปมากกว่านี้แล้ว

ไทร์พลัสพยายามขายรูปแบบ Member นี้มาทั้งปี แต่ขายไม่ได้ พอเราเอาโมเดลนี้เข้าไปเท่านั้นแหละครับ เขาขายงานผ่านเลย ตอนนี้เขาก็ใช้ระบบของเราที่จะยิงข้อความออกผ่านช่องทางนี้

แต่จริงๆ เราทำถึง Chatbot ให้เขานะครับ แต่เขาไม่ใช้ เพราะเขาไม่ชิน ซึ่งมันจะเป็น AI Support ที่พูดคุย ตอบคำถามกับลูกค้า เพื่อถ่วงเวลาให้ Call Center ก่อนเบื้องต้น

และต้นทุนของการทำ Chatbot ปัจจุบันต้นทุนมันจะสูงเพราะคนทำเป็นน้อย แต่ในระยะยาวเนี่ยต้นทุนจะถูกกว่าทำแอพ เพราะมันต้องทำ UX, UI ค่อนข้างเยอะ แต่ Chatbot เป็นรูปแบบที่มีแค่ ข้อความ รูป วิดีโอ สิ่งที่ทำให้มันแตกต่างก็คือการตอบสนองลูกค้าที่ทำให้มันเป็นเหมือนมนุษย์จริงๆ

ทีนี้เราก็อยากได้ Case Study เหมือนกัน เราเลยร่วมกับโครงการ AIS The Startup  ซึ่งมันก็ตรงกับสิ่งที่เราทำมา คืออีเวนท์ เราก็ได้ดีไซน์ตัว Chatbot เพื่อการลงทะเบียนเข้างานอีเวนท์ เริ่มตั้งแต่กดลงทะเบียนเข้ามา ก็จะเริ่มคุยกับลูกค้า ขอชื่อ ขออีเมล์ พอเสร็จก็จะได้ตั๋วเข้างานออกมา นี่คือช่องทางใหม่ที่เพิ่มมาจากการลงทะเบียนผ่านเว็บ ผ่านแอพ และที่มันง่ายกว่าก็คือ ไปหน้างาน สแกน QR Code แล้ว Add Friend ไลน์ ก็ได้เข้างานแล้ว

Q : แล้ว Chatbot ที่อยู่ในไลน์มันต่างจากไลน์ธรรมดายังไง?

A : ปกติเนี่ย ไลน์มันมี 3 แบบ 1.ผู้ใช้ธรรมดาทั่วไปแบบเรา 2.ไลน์แอดคือพ่อค้าแม่ค้า มันจะมีข้อความอัตโนมัต 3.Official ไม่มีไรเลย ยิ่งข้อความไปอย่างเดียว เอาข้อมูลกลับมาไม่ได้ คราวนี้เนี่ย

เราต่างจากไลน์แอดที่ตอบกลับลูกค้าได้ ไลน์แอดมันตอบกลับ By Keyword เฉพาะคำที่เราบันทึกและสั่งการไว้ แต่มันไม่ได้เก็บข้อมูลลูกค้าให้เรา ส่วน Chatbot จะเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ให้เราได้ในทุกการพูดคุย ถ้าอยากรู้จักลูกค้าต้องใช้ตัวนี้ แต่ช่วงแรกๆ Bot มันยังไม่เก่งเพราะเราไม่มี Data ให้มันเลย แต่พอเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ มันจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ

Q : เรามีคู่แข่งไหม ?

A : คู่แข่งในตลาดเนี่ยเริ่มเห็น Chatbot เป็นกระแสและทุกคนเริ่มอยากที่จะทำ ผมไม่ได้มองว่า เป็นคู่แข่งนะ แต่มองว่าเราช่วยกันขยายตลาดและทำให้คนอื่นเห็นว่าตัวนี้มันมีประโยชน์นะ และเราไมได้แข่งแค่ในไทยนะ เพราะต่างชาติมันไปไกลกว่าเราแล้ว แต่ประเทศไทยเรามียูนีค ประเทศเราใช้ไลน์มากกว่าเฟสบุ๊ค ดังนั้นผมเลย Position ตัวเองว่าเป็นรูปแบบแพลตฟอร์มของไลน์ ผมเลยไม่ไปแพลทฟอร์มอื่น แต่อาจจะไปที่เฟสบุ๊คตอนเดือนสิงหาคม

Chatbot มันจะทำงานไม่ได้ เพราะมันต้องมี Business connect กับไลน์ เราทำให้ไทร์พลัส ทางไลน์ก็ยอมรับว่าเราสามารถทำได้จริง ตอนนี้เราพยายามที่จะทำให้ได้เป็น Business Connect Partner กับไลน์อยู่ครับ และในส่วนของตลากที่ใหญ่มากๆ คือ SME ที่ส่วนใหญ่ใช้ไลน์แอด ซึ่งน่าจะมีข่าวดีในเดือนหน้านี้ ว่า ไลน์แอด จะเปิดนำล่อง ทำตัว Chatbot อยู่บนไลน์แอด ซึ่งเราไม่ได้ต้องซื้อ official ตัวละหลายล้าน ก็สามารถใช้แพ็คเกจไลน์แอดในรูปแบบ Chatbot ได้

Q : ไทร์พลัสที่มาร่วมกับเรา เขาต้องการอะไร?

A : เขาต้องการ Member เพราะเขาอยากทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์การ์ด ที่เป็นออนไลน์ แต่เขาจะไม่ทำแอพแน่นอน แต่เขาไม่มีไลน์ เขาไม่รู้ว่ามันทำอะไรได้บ้างเราก็ไม่รู้มันทำอะไรได้บ้าง เราจึงพยายามหาคำตอบให้เขา จนเราสามารถคุยกับทางไลน์ได้ และใช้เวลามานานพอสมควรเหมือนกัน กว่าจะเอาโปรเจคขึ้นได้ เพราะการจะเปิด Official Account เนี่ยใช้เวลาเป็นเดือนนะครับ ซึ่งไทร์พลัสเขาไม่รู้เลยว่า Chatbot คืออะไรเพราะเปิดไปก็เห็นแต่หน้าเว็บ และทุกวันนี้มีแค่ Wong-nai ที่เป็น Chatbot

ในรูปแบบแรกมันต้องเป็น Search Engine ก่อนแล้วเข้าไปอยู่ในรูปแบบอื่นๆ ที่แต่ละธุรกิจจะเอาไปใช้ นั่นแหละคือสิ่งที่เราทำ เพราะกว่ามันจะเป็น AI เนี่ยนานมากครับและต้นทุนสูงเหมือนกัน

Q : จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่เรานำระบบ Chatbot ไปใช้ใน Co-Working Space แล้วก็นำมาต่อยอดใช่ไหม?

A : ใช่ครับ คือมันเกิดจาก Pain ของเราเอง แล้วก็มี pain ของลูกค้าด้วย ยิ่งทุกวันนี้ก็เริ่มมี Partnership เข้ามาทำให้เราได้ทำอะไรได้มากขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ก็มี ชิปอีเวนท์แล้ว เดี๋ยวคิวต่อไปก็จะนำมาใช้ใน AIS Family ด้วยกันอะครับ ยิ่งที่เคสเยอะตัวระบบของเราจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ

ระบบที่ออกแบบไว้ AIYA ไม่ใช่ Chatbot App นะครับ เพราะเราคือแพลตฟอร์มที่เอาไว้สร้าง Chatbot App แบบว่า ใครมาเป็น Partner กับเรา คุณสามารถเอาแพลตฟอร์มเราไปทำ Chatbot ให้ลูกค้าได้ ซึ่งไม่ต้องเขียนโปรแกรมให้ยาก เพราะเราทำไว้ให้แล้ว เดี๋ยวต่อไปผมจะสร้าง Community ที่เป็นกลุ่มคนที่ดูแลเรื่องแพลตฟอร์ม เพื่อพัฒนาให้มันดีขึ้น แต่ตอนนี้เรายังรับทำให้ลูกค้าก่อนเพราะจะได้รู้ว่ามันมีเคสอะไรที่แพลตฟอร์มควรจะทำได้

Q : เราเจาะตลาดกลุ่มไหนบ้าง ?

A : ตอนนี้เราโฟกัส Coporate ครับ ผ่าน Digital Agency แล้วก็ผ่านทาง เอสไอ

Q : เรามองว่าลูกค้าหรืออุตสาหกรรมไหนที่จะใช้บริการเรามากที่สุด ?

A : คงเป็นพวกอุตสาหกรรมโฆษณาอะครับ มันอยู่ที่ว่าใครจะ Move เร็วหรือช้า อย่างเช่น Bank เนี่ย Move เร็วกว่าเพื่อน และเราเป็นนวัตกรรมที่นำสิ่งใหม่เข้ามาครับ  

ผมเองจะเข้าตลาดด้วยการหาผู้นำตลาด และเขาจะเป็นคนลีดให้เรา เพราะเราเข้าเองไม่ได้ เรายังเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดใหม่มันจำเป็นต้องอาศัย Partner

Q : เอาจริงๆ นวัตกรรมมันเกินความต้องการของคนไทย เพราะคนไทยไม่ค่อยให้ความสนใจ แล้วเราได้นำมาเป็น Case Study ไหม?

A : แน่นอนครับ เพราะสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้มันคือสิ่งที่อยู่ในอดีตของเรา แต่ปัจจุบันนี้เราศึกษาเรื่อง AI กันแล้วแต่มันยังไม่มีตลาดครับ แล้วถ้าวันนี้ไม่มี Data ก็คงจะไม่เกิด AI แน่นอน มันต้องสร้างพื้นฐานของข้อมูลก่อนถึงสามารถพัฒนา AI ได้ เช่นเฟสบุ๊คที่เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่

Q : Startup ประเภท Software จำเป็นต้องมี Partner ไหม?

A : เราทำแบบ B2B ผมเลยมี Mindset ว่าเราไม่ใช่ Consumer App ที่ว่าทำ Startup ต้องเซ็กซี่ เพราะถ้ามองตลาดว่ามันใหญ่ไหมเนี่ย ตลาดไทยอาจจะยังไม่พร้อม ผมเลยมองที่ตลาด B2B เพราะผมมองที่ลูกค้าเป็นหลักและลูกค้าที่ผมจะจับเนี่ยต้องเป็นมูลค้าสูงในปริมาณที่น้อย เช่น ผมมีลูกค้า 10 คน แต่เขาจ่ายผม คนละ 1 ล้าน ผมก็ได้มา 10 ล้าน

เพราะฉะนั้น Partnership มันสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการเข้าไปในตลาด และผมเชื่อว่า ถ้าจะหา Partnership ที่เขาไม่ Take Profit กับเราเลยก็ต้องเป็น Startup ผมเลยเลือกเข้าโครงการ AIS The Startup นี้

Q : AIS เขามองเห็นอะไรในตัวเรา ?

A : AIYA มันมากกว่า Startup เพราะเป็น Service Product นึงนี่แหละที่ในอนาคตอาจไม่ต่างจากคนอื่นเขา แต่สิ่งที่ต่างคือผมมาจาก local ผมมาจากขอนแก่น และเราช่วยสร้าง Eco system ในขอนแก่น ถ้าเราทำสำเร็จมันจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในภูมิภาค เป็น Local Hero และที่ผมออกมาทำตรงนี้ก็เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ว่าถ้าคุณตั้งใจจริง มี Passion คุณถึงทำมันได้ และผมก็ออกจาขอนแก่นมาสร้างทุกอย่างใหม่หมดเลย และอายุก็ไม่ได้น้อยแล้ว แต่ก็พยายาม

Q : ที่ได้เข้าร่วมโครงการที่ ออสเตรเลีย คิดยังไงครับ?

A : ผมดีใจมากเลยที่ AIS เลือกโปรดักต์เราไปที่เป็นโปรดักต์น้องใหม่ ซึ่งตลาดมันยังไม่มาชัวร์ Business Model ก็ยังไม่แข็งแรง ลูกค้าก็เพิ่งมีรายแรก ตอนนี้ก็มี Partnership ที่ยังไม่ Mass มันไม่เซ็กซี่ มันต้องเป็น Solution และอยู่ที่ความเชื่อใจด้วย และทาง AIS เขาก็ให้เราได้คุยกับ AIS Online เพื่อที่จะให้เราได้ทำ Service น้องอุ่นใจ ทำ POC

Q : มองตลาดต่างประเทศไหม ?

A : บอกตรงๆ ว่าเทคโนโลยีเราสู้ต่างประเทศไม่ได้หรอก แต่เรามีความเป็นเอกลักษณ์ของเรา ที่เป็นภาษาไทย เพราะเขาเข้ามาในตลาดบ้านเราไม่ได้ มันอยู่ที่เรื่องภาษา ดังนั้นด้วยภาษาและคาแร็คเตอร์ของคนไทย ไปตรงนั้นก็จะสามารถนำเทคโนโลยีหรือ Partnership เข้ามาทำตลาดในประเทศได้ และแย่ง Market share มาได้

Q : มองว่าการทำสิ่งนี้มันขาดอะไรไหม ?

A : จริงๆ แล้วบุคลาการครับที่เราขาด ผู้คนที่มีความเชี่ยวชาญ และคนที่มีความคิดและความพยายามเหมือนกันกับเรา ก็คือเขาต้องมองเห็นภาพที่มันจะเติบโตไปเรื่อยๆ และมุ่งมั่นทุ่มเทไปกับเรา

เราเชื่อว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่เขาทำเพจพูดคุยกับเพื่อน คือเขาก็มองเห็นแหละว่าต่อไปมันจะเป็นอะไร โดยที่เขาไม่สามารถอธิบายออกมาให้คนเชื่อได้ เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อในสิ่งที่เห็น แต่สิ่งที่เขาทำมันยังไม่เห็นในวันนั้น แต่พัฒนามาจนทุกวันนี้ได้ ทุกบริษัทมันอยู่ได้ด้วยความเชื่อ

เด็กรุ่นใหม่ก็เริ่มมีความสนใจในเรื่องของ Startup และก็ทำๆ กันมา แต่ว่าไม่มีโฟกัส ไม่มี Road map พอคุณทำออกมาแล้วคุณก็จะพังไม่สำเร็จ กลายเป็นว่าสิ่งที่คุณทำเป็นกราฟ ขึ้นแล้วลง ขึ้นแล้วลง

Q : ในยุคปัจจุบันนี้ เกิด Startup ขึ้นมาเยอะแยะแล้วก็ล้มหายตายจากไป มองสิ่งนี้ว่ายังไง?

A : มันเป็นธรรมชาติเลยครับ คือธุรกิจเนี่ยปกติมันมีสถิติการตายอยู่แล้ว และ Startup ยุคใหม่ที่เกิดขึ้นมา อายุเฉลี่ยแล้วต่ำกว่า 30 ก็เริ่มมาทำ แต่ที่ประเทศอื่นอายุ 40 ขึ้นถึงจะเข้ามา เขามีประสบการณ์ที่ได้เห็นโอกาสก็เลยมาทำ Startup

แต่นี่ของเรามารุม Inspires เด็กว่า จบมาใหม่ๆ แล้วไม่ต้องทำงาน มาลงทุนทำ Startup ดีกว่า ดังนั้นสิ่งที่ Startup ตาย เพราะคุณสร้างมันขึ้นมาเพราะอยากได้เงินจากนักลงทุน แต่คุณไม่ได้คิดจะเอาเงินจากลูกค้า มันไม่มี Business Model ชัดเจน พอคุณจะไปชาร์จเงินลูกค้า ลูกค้าก็เปลี่ยนไปใช้ของเจ้าอื่น

Startup ที่ตายก็คือ ไม่รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร และไม่รู้ว่าสินค้าแตกต่างจากคู่แข่งยังไง เพราะธุรกิจคือธุรกิจครับ

ผมไม่ได้มองว่า ผมเป็น Startup หรือ SME แต่ผมมองว่า เราเป็นบริษัทนวัตกรรม เราใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนวิธีคิด เราอาจไม่ตรงกับ Startup ที่โตแบบ 5 เท่า-10 เท่า

แต่เราจะให้วิธีการแบบ Lean Startup Company ให้เอามาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

Startup มี Key Success อยู่ 4 ตัว

1.ไอเดีย - คุณต้องมีไอเดียที่แตกต่าง แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ และลูกค้าจะยอมจ่ายเงิน

2. ทีม - ทีมเวิร์คที่ดี ทีมที่รวมสุดยอดของแต่ละฝ่ายเข้ามาไว้ด้วยกัน เพื่อให้งานทุกส่วนออกมาดี

3.Business Model ต้องชัด - ว่าเราจะโตแบบไหน จะทำรายได้จากอะไร ถ้าคุณชัดพอแล้วรู้ว่าจะขยายยังไงเนี่ยคุณจะต้องการเงินลงทันเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้

4.Timing – มาเร็วมาช้าสำคัญที่สุด บางทีมาเร็วไปลูกค้าก็ไม่ยอมรับ มาช้าไปก็ไม่ทันคนอื่นเขา เพราะคุณมีโอกาสได้เข้าตลาดแค่ครั้งเดียวจริงๆ และทุกอย่างมันจะตายก็จะตายเพราะ Timing ครับ

ผมเริ่ม AIYA ตอนที่ยังไม่พร้อมนะครับ เริ่มตอนที่ Business Model ก็ยังไม่ชัดเลย แต่ว่าเรามีสินค้ามีลูกค้ารายแรกละ ต่อมาก็เริ่มหา Business Model มันก็ค่อยๆ เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เพราะถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้แล้วไปเริ่มปลายปีมันจะไม่ทันคนอื่นแล้ว พอเราเริ่มตอนนี้มันจะมีโอกาสเป็น Leader ของตลาดได้ครับ

Key Success ของ AIYA

1.Technology – ผมเขียนโปรแกรมมาได้ 15 ปีแล้ว และเราถนัดในด้านนี้มาโดยตลอด เพราะเราทำ High-Technology มาหมดเลย เพราะเราเป็นเหมือนบริษัทวิจัย เลยเชื่อว่าเราไม่แพ้ใครในเรื่องนี้แน่นอน

2.Partnership - ด้วยระยะเวลาที่อยู่ในวงการมานาน แล้วเราไม่ได้ทำธุรกิจเดียว ผมผ่านมาหลายบริษัทแล้ว และปีที่แล้วก็บริหาร Jump Space ซึ่งมันไม่ใช่ Startup มันเป็นการลงทุน

ซึ่งตอนนี้มันก็รอดอยู่ เราเลยคิดว่าถ้าเอาหุ้นส่วนมา 12 คนแล้วมาร่วมลงทุน จะทำยังไงให้เขาพอใจ เช่น AIS เนี่ยจะช่วยเราได้เยอะมากๆ เพราะเขาเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี และเขามี Partnership ที่ใหญ่ๆ ทั้งนั้น

Q : วาดฝันอยากให้ AIYA เป็นยังไงในอนาคต ?

A : ที่จริงไอเดียผมอาจฟังบ้าๆนะ ผมมองว่าในอนาคตเนี่ยทุกคนต้องมี AI ที่เป็น  AI ประจำบุคคลเลยมาคอยช่วยเรา เพราะทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารมันเยอะมากจนไม่มีใครกรองให้เรา เพราะเราอยากรู้เฉพาะเรื่องที่เราอยากตัดสินใจ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายๆเลขา ถ้าทุกคนมี AI ของตัวเองในอนาคตก็คงจะให้ AI คุยกับ AI ก่อนมั้ง แล้วค่อยมาคุยกับเราอีกที เพราะทุกคนที่ทำธุรกิจต้องมีอาวุธ และ AI ก็คือ อาวุธที่ต้องมีไว้ในอนาคต

AIYA ก็จะเป็นอนาคต เราจึงต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ และตอนนี้ผมก็ทำ Smart City ให้ขอนแก่นอยู่ครับ ซึ่งถ้าผมทำอันนี้ได้ก็อยากเอาไปพัฒนาเมืองขอนแก่น เพราะผมยังจะใช้ Chatbot มาพัฒนาเมืองให้ได้

AIYA อยากเป็นทีมที่เอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในธรุกิจ ในเรื่องของ AI และ Machine Learning เข้ามา บางอย่างเราอาจไม่ได้ช่วย 100% แต่เราอยู่ในธุรกิจมา 10 ปี รู้แล้วว่า SME ตายเพราะอะไรแล้วกัน แล้วทำยังไงให้ SME ได้ใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพแต่ราคาไม่แพง ไม่ใช่ว่ามีแต่บริษัทใหญ่ๆ  ใช้อย่างเดียว เพราะ AIYA คือ CRM Platform 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.