15,022
VIEWS

สีเบเยอร์นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน

Dec 21, 2018 -None-

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากการที่เรามองเห็นและเซต Strategy เอาไว้อยู่แล้ว เนื่องจากเรามองว่าวันหนึ่งผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป Mindset ของคนที่ซื้อสีไม่ได้ยึดติดแต่กับแบรนด์ที่คุ้นเคย หรือแบรนด์ต่างชาติอีกแล้ว ผู้บริโภคยุคใหม่จะให้ความใส่ใจกับเรื่องของฟังก์ชั่นสี คุณภาพหรือ Innovation ของสีมากกว่า ซึ่งอันนั้นคือแนวทางที่เรากำหนด Vision ไว้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว” ดร.วรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ เล่าให้ฟังถึงความสำเร็จของเบเยอร์ในฐานะของแบรนด์ที่ถูกจดจำในด้านของ Innovation ซึ่งมีปัจจัยมาจากการพัฒนาเรื่องของนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่องเมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป
มีความรู้มากขึ้น เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น  ชื่อของเบเยอร์จึงเข้ามาอยู่ในใจผู้บริโภคจนล่าสุดขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 3 ของการสำรวจ Most Admired Company 2018 

ในอดีตที่ผ่านมาเบเยอร์ถูกจดจำในฐานะของการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของงานไม้ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญของเบเยอร์เกิดขึ้นเมื่อบริษัทมองว่าตลาดงานไม้เป็นตลาดที่มีไซส์จำกัด ประมาณ 5-10 % ของตลาดรวม Coating คือสีทาอาคารทั่วไปเท่านั้น แต่การจะก้าวจาก Position หนึ่งมาอีก Position หนึ่ง มีความท้าทายมาก ดร.วรวัฒน์ มองว่ากลยุทธ์ที่เบเยอร์จะต้องทำก็คือการที่จะสร้าง Product ให้มีความแตกต่างก่อน

“สมัยเมื่อ 20 ปีก่อน คนใช้สีจะมองแค่เรื่องของสีสวย สีสด ไม่ลอกล่อน อันนั้นคือ Basic ของคุณสมบัติสีที่ใครก็มี แต่เรามองว่า จริงๆ ความต้องการของผู้บริโภคไปข้างหน้าเรื่อยๆ ดังนั้นการเลือกสีจึงไม่ใช่เพียงแค่สีสวยงามอย่างเดียว เราจึงผลิตสีให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค อย่างเช่น สีที่สามารถฟอกอากาศได้  ด้วยปฏิกิริยาโฟโต้คะตาลิส สามารถฟอกอากาศ สลายเชื้อโรค และคราบสกปรกได้ด้วยตัวเอง หรือเราพูดถึงสีที่ผสมความพิเศษอย่างเทฟลอน ช่วงแรกเราจึงจับมือกับบริษัทดูปองท์ สหรัฐอเมริกา ทำการ Research ออกมาเป็นสีที่ป้องกันคราบสกปรก เช็ดออกได้เป็น Functional ที่เพิ่มเข้าไป และกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่เราเข้ามาในตลาดของสี”

หลังจากนั้นเบเยอร์ก็ได้คิดค้น Innovation ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการเซตมาตรฐานให้กับสีทาบ้านในยุคต่อมา ด้วยการส่ง BegerCool ออกสู่ตลาดในปี 2006  “BegerCool เป็นสินค้าที่เราภูมิใจมากเพราะมันเป็นการปฏิวัติวงการสีและเราก็เป็น Pioneer ในการทำสีตัวนี้ออกมาคือการนำ Function ในเรื่องของการลดพลังงานและสะท้อนความร้อนมาผสมเข้าไปในสี เราใช้เวลาประมาณ 3-4 ปีในการทำ Research สินค้าตัวนี้เพราะเรามองว่าสินค้าตัวนี้คือแผนของอนาคต หลังจาก BegerCool ออกสู่ตลาดทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยน เรามีนวัตกรรมที่มีความแตกต่าง มีสิ่งที่ Sustainable เพราะเราไม่ต้องไปซื้อ License หรือ Know How จากใคร เบเยอร์ถือเป็นบริษัทที่โฟกัสเรื่อง Innovation มาตลอด เรามีทีมงานที่ทำ Research อย่างเดียวกว่า 70 ชีวิต ที่คอยหาไอเดียใหม่ๆ และร่วมมือกับบริษัทเคมีต่างๆ พัฒนาสินค้าขึ้นมา

ก่อนหน้านั้น 90% ของคนในประเทศไทยแทบจะไม่คุ้นเคยกับสีสะท้อนความร้อน มีเพียง Segment เล็กๆ ที่เป็นสินค้านำเข้าจากทางอเมริกาซึ่งเป็น Ceramic Roof Coating เอาไว้พ่นบนหลังคาโรงงาน ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการใช้งานแต่สี BegerCool เป็น  Innovation ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วไป”

BegerCool จึงเป็นสินค้าที่เป็นเรือธงของเบเยอร์ที่ไม่ได้แค่ออกมาครีเอทตลาดแต่ยังเป็นสินค้าที่เซตมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสีโดยเมื่อปี 2010 BegerCool ถูกส่งไปประกวดที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2010  ปี  2011 เบเยอร์ได้รับรางวัล Carbon Reduction จากกระบวนการผลิตที่สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ ปี 2013 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม เห็นความสำคัญของสินค้าตัวนี้จึงออกมาตรฐานสีใหม่ของประเทศไทยเรียกว่ามาตรฐานสีสะท้อนความร้อน ล่าสุดปี 2016 กระทรวงพลังงานมอบฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ให้ BegerCool กลายเป็นสินค้าประเภทสีที่ได้รับฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เช่นเดียวกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

Innovation ต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเกิดจากไอเดียและกระบวนการซึ่งถูกเพาะบ่มจนกลายเป็น DNA ของคนเบเยอร์ โดยที่ ดร.วรวัฒน์ มองว่าเป็นเรื่องโชคดีมากที่ DNA เหล่านี้ถูกปลูกฝังอยู่ในตัวพนักงานของเบเยอร์ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาทำงาน

“เราพยายามบริหารงานในรูปแบบ  Entrepreneurship  คือให้พนักงานทุกคนมีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในทุกส่วนทุกฟังก์ชั่นของงาน ความโชคดีของเราก็คือ เราเพาะบ่มเอา Culture ดีๆ เหล่านี้เข้าไปในตัวพนักงาน ทีมงาน นักวิจัย ทำให้เขาค่อนข้างกระตือรือร้นในการที่จะเสาะแสวงหานวัตกรรมผนวกกับการที่เรามีทีมเซลส์ ทีมมาร์เก็ตติ้ง ที่รับเอาความต้องการของผู้บริโภคสมัยใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เราสามารถพัฒนา Innovation ใหม่ได้ตามความต้องการของผู้บริโภค

อีกส่วนหนึ่งคือ เรานำเอาเทคโนโลยีต่างประเทศใหม่ๆ เข้ามาลองทำ Market Survey ดูว่าได้ผลไหม ใช้ได้ดีหรือเปล่าหลังจากนั้นจึงรวบรวมมาสร้างเป็นงานวิจัยเพื่อที่จะพัฒนา ไอเดียต่างๆ มันก็เลยมาจากโจทย์ของผู้บริโภคด้วยและเทคโนโลยีใหม่ที่มีอยู่แล้ว ผสมผสานเป็น Product Innovation และส่วนสำคัญส่วนสุดท้ายคือ ต้อง Communicate ให้ลูกค้าทราบคุณสมบัติที่ดีของผลิตภัณฑ์ด้วย”

แน่นอนว่า การจะสื่อสารไปถึงผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปเช่นในปัจจุบันช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางที่ ดร.วรวัฒน์ มองว่าเจาะเข้าตรงไปยังกลุ่มทาร์เก็ตได้มีประสิทธิภาพมาก

“เราปรับโหมดมาทำออนไลน์หลายปีแล้ว ตอนนี้ TVC Billboard สิ่งพิมพ์เพียงช่องทางเดียวอาจจะไม่เพียงพอ เราจึงลงมาใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น ข้อดีของออนไลน์ก็คือสามารถ Segment ได้ตรงกลุ่มผู้บริโภค เราทำคลิปวิดีโอเจาะเข้าไปยังคนกลุ่มที่เราต้องการสื่อสารกับเขาได้ทันทีไม่ว่าจะเป็นกลุ่มช่าง คนรุ่นใหม่ เช่น มีคลิปตัวหนึ่งที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก คือตัว สี BegerONE  เป็นตัว Innovation ใหม่ที่เราออกมาเจาะตลาด DIY สำหรับผู้ใช้งานปัจจุบันที่นิยมอยู่คอนโดมิเนียม สามารถใช้งานได้ง่ายในสีกระป๋องนี้กระป๋องเดียว”

ในยุคที่ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรม ช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มทาร์เก็ต ถือเป็นความท้าทายใหม่ของเบเยอร์ ดร.วรวัฒน์ มองว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการทำอย่างไรที่จะครองใจของผู้บริโภคและทำให้เขานึกถึงแบรนด์เบเยอร์เสมอเมื่อนึกถึงการใช้งานสี

“วันนี้คนซื้อของเขาไม่ได้ซื้อด้วยโฆษณาที่เห็นตามทีวีหรือข้อมูลที่แบรนด์ยัดเยียดให้แต่เขาซื้อเพราะเขาอยากซื้อ เพราะฉะนั้นไม่ว่าผู้บริโภคจะมีความต้องการอะไรใหม่ๆ เราต้องพยายามตอบสนองให้เร็ว ถึงแม้จะไม่ใช่ Product ที่เป็น Major ขายได้ทั้งประเทศแต่เราก็ต้องสามารถนำเสนอ Product ตรงนั้นได้ อีกส่วนคือการ  Communication ต้องไปทุกช่องทาง เมื่อไรก็ตามที่ลูกค้าค้นหาข้อมูลเราต้องขึ้นมาในท็อปไลน์ของ Google หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาใช้หาข้อมูล นอกจากนี้เราต้องพยายามจับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้ได้และออกสินค้าให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเขา อันนี้เป็นคีย์ที่จะทำให้ Product Innovation เกิด Sustainable”

“เบเยอร์อยู่ตรงนี้ได้เพราะเราทำการประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่งและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่สินค้า แต่เรายังตระหนักถึงความสำคัญของสังคมด้วย เบเยอร์ได้จัดทำโครงการ  “Beger Be Happy สีเบเยอร์สีแห่งความสุข เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและ ตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) แบบยั่งยืน ในรูปแบบโครงการ “Beger Be Happy สีเบเยอร์สีแห่งความสุข” มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและสร้างสรรค์จุดเริ่มต้น ในการร่วมมือกันแสดงพลังแห่งความดีช่วยเหลือสิ่งที่เป็นประโยชน์ สร้างรอยยิ้มด้วยกิจกรรมหลากหลายรูปแบบสู่สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคหรือพาพนักงานไปร่วมกันแต่งแต้มสีสันต่างๆ ให้กับชุมชน วัด โรงเรียน และมูลนิธิต่างๆ ทั้งใน กทม. และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีการให้ผู้เชี่ยวชาญจากเบเยอร์ ช่วยสอนวิธีการทาและการแก้ปัญหาสีต่างๆ ให้กับนักเรียนและบุคคลทั่วไปในสถาบันต่างๆ เพื่อต่อยอดในการประกอบอาชีพในอนาคต และจะยังคงสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี ธุรกิจกลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่ผู้ผลิตสีอีกต่อไป หากแต่ทะยานสู่ความเป็นผู้นำนวัตกรรมสีที่ไม่หยุดนิ่ง ให้คนไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยาวนาน”

Innovation

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.