3,704
VIEWS

ก้าวที่ 101 ก้าวที่ท้าทายของพานาโซนิค

Dec 20, 2018 S.Vutikorn

ถ้านับปีธุรกิจตามปฏิทินของประเทศญี่ปุ่น ก็เหลืออีกเพียง 3 เดือนสำหรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของโลกอย่างพานาโซนิค

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา...

คำถามที่ตามมาก็คือ ก้าวที่ 101 ของพานาโซนิคนั้นจะเป็นอย่างไร?

ทิศทางของบริษัทต่อจากนี้ไปจะไปในทางไหน?

ผู้ที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Mr.Kazuhiro Tsuga ประธานบริษัทพานาโซนิค

ต้นเดือนพฤศจิกายน พานาโซนิคมีการจัดงานใหญ่เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี ของการก่อบริษัทตั้งภายใต้ชื่องานว่า Cross-Value Innovation Forum 2018 ณ Tokyo International Forum ใจกลางกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

เนื้อหาและใจความสำคัญของงานนี้ คือสิ่งที่จะบ่งบอกทิศทางของพานาโซนิคในศตวรรษที่ 2

 

ในอนาคตหากเราเดินทางด้วยรถยนต์ไม่จำเป็นจะต้องมองวิวสองข้างทางแต่เปลี่ยนกระจก

และเพดานในรถให้เป็นจอทีวีสามารถชมคอนเสิร์ตได้เลย

Co-Creation

หนึ่งในไฮไลท์ของงานนี้ คือการกล่าวสุนทรพจน์ของ Mr.Kazuhiro Tsuga ประธานบริษัทพานาโซนิคต่อหน้าพนักงาน, พาร์ทเนอร์ และสื่อมวลชนจากทั่วโลกกว่า 5,000 คน โดยได้เน้นย้ำถึงกลยุทธ์ของพานาโซนิคในการมองไปสู่อนาคตภายภาคหน้าและก้าวสู่ศตวรรษที่ 2 ด้วยการร่วมสร้างสรรค์ หรือ Co-Creation ไปพร้อมกับคู่ค้า ลูกค้า และผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้เห็นภาพ Mr.Kazuhiro Tsuga ได้ยกตัวอย่างวิธีการทำงานใหม่ที่จะทยอยนำมาปรับใช้กับทุกกลุ่มสินค้าภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า Lifestyle Update 

ขยายความเพิ่มเติมก็คือ Lifestyle Update จะเน้นพัฒนาสินค้าจากการฟังความต้องการของผู้บริโภค แล้วนำแบรนด์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป แทนที่จะมุ่งพัฒนาสินค้าที่ทันสมัยมีฟังก์ชั่นมากมายเพียงอย่างเดียว เพราะมีผู้บริโภคบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องยากในการใช้งาน แต่ไม่ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ก็จะเปลี่ยนมาเน้นพัฒนาสินค้าที่สร้างคุณค่าจากประสบการณ์ของผู้ใช้งานเพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น

“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพานาโซนิคได้ดำเนินธุรกิจตามธรรมเนียมดั้งเดิมในการยกระดับ หรือปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้คนด้วยเครื่องใช้ภายในบ้านและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งพานาโซนิคได้ดำเนินการพัฒนาอย่างพิถีพิถันเพื่อความสมบูรณ์แบบตลอดมา ทั้งนี้ทางบริษัทกำลังปรับเปลี่ยนไปสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ สู่การเป็นผู้นำเสนอไลฟ์สไตล์อันทันสมัย ด้วยสินค้าและบริการที่ทางพานาโซนิคพัฒนาขึ้นจากความชอบและวิถีชีวิตของผู้ใช้แต่ละราย”

 

Relife Studio Futako โชว์รูมสินค้าในรูปแบบที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริโภค

Lifestyle Showroom

เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางที่ประธานบริษัทได้ประกาศไว้ ทางพานาโซนิคเองได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเข้าถึงของผู้บริโภคด้วยการเปิดโชว์รูมต้นแบบอย่าง Relife Studio Futako ที่ Futako Tamagawa ไปเมื่อไม่นานมานี้

Relife Studio Futako นี้เป็นความร่วมมือระหว่างพานาโซนิค กับ Culture Convenience Club Co., Ltd. (CCC) เจ้าของเชนร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Tsutaya Books เพื่อพัฒนาโชว์รูมในแนวคิด Community Studio ซึ่งทางพานาโซนิคตั้งใจที่จะให้โชว์รูม คอนเซ็ปต์ใหม่นี้เป็น Touchpoint ใหม่สำหรับจัดแสดงสินค้าที่เปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค

ถือเป็นการขยับตัวเพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจไม่น้อย

ภารกิจหลักของ Relife Studio Futako จะถูกวางไว้เพื่อทำ Cross Value ของ 2 กลุ่มสินค้า Appliances Company (AP) ที่ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในครัว เครื่องเสียง เครื่องปรับอากาศ ตู้แช่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กับกลุ่ม Eco Solutions Company (ES) ที่ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโคมไฟติดเพดาน หลอดไฟ อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบน้ำ วัสดุตกแต่งภายในบ้าน ระบบระบายอากาศ ระบบเครื่องปรับอากาศ  เครื่องฟอกอากาศ อุปกรณ์เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และจักรยานไฟฟ้า

บนพื้นที่ขนาด 960 ตารางเมตร ที่ตั้งอยู่บนชั้น 2 ของ Futako Tamagawa Tsutaya Electrics นี้ พานาโซนิคตั้งใจที่จะให้ Relife Studio Futako นี้เป็น Touchpoint ใหม่สำหรับ Update Lifestyle ของผู้บริโภคนั่น โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มครอบครัวที่มีรายได้สูง มีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยมีการแบ่งพื้นที่หลักออกเป็น 3 โซน คือ

1. Lifestyle Suggestion Area

2. Living Area

3. Salon Area

 

ใน Relife Studio Futako ลูกค้าสามารถจำลองการออกแบบบ้านและห้องต่างๆ ผ่านเทคโนโลยี VR

Disruption

ทุกวันนี้การปรับตัวเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการแข่งขันในยุคดิจิทัลนั้นมี 2 ทางเลือกหลัก คือ Transformation หรือแบบค่อยเป็นค่อยไป กับ Disruption หรือจะเรียกว่าปฏิวัติการทำงาน

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่อย่างพานาโซนิคในปีที่ 101 นั้นเลือกที่จะทำทั้ง 2 วิธี

วิธีแรก คือ Transformation พานาโซนิคทำผ่านแนวคิดจาก Upgrade เป็น Update

ส่วนวิธีที่ 2 คือ Disruption พานาโซนิคเลือกที่จะเปิดบริษัทลูกขึ้นมาที่ Silicon Valley ซึ่งถือเป็นเมืองท่าของบริษัทเทคโนโลยี ภายใต้ชื่อ Panasonic B (Beta)

Panasonic B ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2011 โดยมีภารกิจหลักเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมและคิดค้นเทคโนโลยีชั้นสูง อาทิ AI, IOT เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค รวมถึงทำหน้าที่เป็น Venture Capital ที่เสาะแสวงหาและลงทุนใน Startup ที่มีศักยภาพและมีโนวฮาวที่พานาโซนิคสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจได้

Mr.Wataru Baba CEO Panasonic B กล่าวในงานสัมมนาไว้อย่างน่าสนใจว่า ภายใต้สโกแกน A Better Life, A Better World ความท้าทายของพานาโซนิคคือ จะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีทั้งหมดที่พานาโซนิคมีสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภคภายใต้กรอบความคิด Human Oriented

พูดง่ายๆ ก็คือ ภารกิจของ Panasonic B คือ การวิ่งให้เร็วเพื่อไปดักหน้าผู้บริโภคนั่นเอง

“ทุกวันนี้มีคนประมาณ 1,000 ล้านคนใช้สินค้าพานาโซนิคทุกวัน เพราะฉะนั้นหน้าที่เราคือ Make A Better Life Every Day ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ AI, IOT, Big Data เพื่อจับพฤติกรรมของผู้บริโภค”

Mr.Wataru Baba ยังได้ยกตัวอย่างวิธีการทำงานให้เห็นภาพว่า ในอนาคตลูกค้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ผ่านทฤษฎีที่เรียกว่า Cyber Physical

อธิบายเพิ่มเติมคือ นักการตลาดทุกคนน่าจะคุ้นหูกับทฤษฎี First Moment Of Truth (FMOT) ของ P&G ที่อธิบายช่วงเวลาที่ผู้บริโภคเดินไปหยุดที่ชั้นสินค้าแล้วตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่งจากการมีปฏิสัมพันธ์กับสินค้านั้นๆ ซึ่งเป็นปฎีสัมพันธ์แบบ Physical

ต่อมาก็มีแนวคิด Zero Moment Of Truth (ZMOT) จาก Google ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกค้าจะมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ก่อนหน้าที่จะไปถึงร้านค้าจริงผ่านการค้นหาข้อมูลโลกออนไลน์ทั้งหลาย อาทิ การอ่านรีวิว, ดูเรตติ้ง จากเว็บไซต์ รวมไปถึงขอความคิดเห็นจากเพื่อนๆ ใน Social Media ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งเป็นปฎิสัมพันธ์แบบ Cyber

แต่ Mr.Wataru Baba เชื่อว่าในอนาคต ด้วยความฉลาดของเทคโนโลยีจะทำให้เกิดปฎิสัมพันธ์แบบ Cyber Physical

 

การสาธิตระบบแนะนำการทำอาหารในบ้าน HomeX ที่ทำให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่าย

 

Mr.Wataru Baba กับสตาร์ทอัพ พาร์ทเนอร์ที่ Panasonic B เข้าไปร่วมลงทุน

Home X

โครงการ HomeX ที่พานาโซนิคเปิดตัวในงาน Cross-Value Innovation Forum 2018 นี้ ถือเป็นโปรดักต์แรกๆ ที่เกิดจากมันสมองของทีมงาน Panasonic B อย่างแท้จริง

ชื่อของ HomeX นั้น ย่อมาจาก Home Experience

หมายความว่า พานาโซนิคตั้งใจที่จะให้ลูกบ้านของพานาโซนิคที่ใช้โซลูชั่นของ HomeX ได้รับประสบการณ์ใหม่สำหรับการใช้ชีวิตในบ้านพักอาศัยที่ไม่เคยมีมาก่อน โดย HomeX จะสามารถเชื่อมต่อกับผู้อยู่อาศัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ทุกการเชื่อมต่อและมีการเก็บข้อมูลของคนในบ้านตลอดเวลาผ่านระบบสารสนเทศซึ่งทำให้ระบบเข้าใจในความต้องการของผู้อยู่อาศัยในแต่ละช่วงเวลา

ในความคิดของ Mr.Wataru Baba เขาเชื่อว่าในอีกไม่นานบ้านจะกลายเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมทุกอย่างไว้

“บ้าน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคน เราควรมีส่วนช่วยทำให้คุณภาพชีวิตคนดีขึ้น ผ่านการเชื่อมต่อระหว่างคนในบ้านผ่านแนวคิด Living Update ที่เป็น New Age of Comfort หรือความสะดวกสบายที่มากับเทคโนโลยี HomeX จะทำให้บ้านเป็นศูนย์กลางสื่อสารในบ้าน ทุกคนสามารถฝากข้อความได้ผ่านแอพพลิเคชั่น HomeX สามารถให้คำแนะนำคนในบ้าน เรื่องสภาพอากาศ, เรื่องการแต่งตัว หรือแม้กระทั่งการทำอาหาร

เราพยายาม Capture ทุกสิ่งที่อยู่ในบ้านหลังนี้ พยายามเพิ่มประสบการณ์ในบ้านที่ไม่ได้มาจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่มองทั้งโซลูชั่น อนาคตบ้านจะฉลาดมากขึ้นผ่าน Network Intelligent ที่มีในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายๆ อย่างมารวมกันมี UX UI ที่ใช้งานง่ายขึ้น มีสีสันมากขึ้น”

ดังนั้นความท้าทายของ HomeX ก็คือ จะสามารถอัพเดทชีวิตของผู้บริโภคอย่างไรให้เกิดประสบการณ์ใหม่

“เมื่อก่อนเราตื่นนอนเพราะนาฬิกาปลุก แล้วก็เปลี่ยนมาปลุกผ่านสมาร์ทโฟน แต่ HomeX ปลุกลูกบ้านโดยเปิดเพลงที่ชอบ พร้อมกับค่อยๆ เปิดม่านให้แสงสว่างเข้ามาเพื่อให้ลูกบ้านตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสดชื่น ไม่หงุดหงิดแต่เช้า”

ปัจจุบันพานาโซนิคมีพาร์ทเนอร์ในส่วนของเครื่องใช้ต่างๆ ที่สามารถใช้งานสื่อสารกับ HomeX ได้ประมาณ 30 กว่าบริษัทแล้ว นั่นหมายความว่า HomeX จะเป็น Open Platform ที่สามารถสื่อสารกับ Devices อื่นๆ ได้ด้วย

 

บรรยากาศในงาน Cross-Value Innovation Forum 2018 ที่จัดขึ้น ณ Tokyo International Forum

 

สินค้าที่ในอดีตที่พานาโซนิคนำมาจัดแสดง

Challenge

หลายปีที่ผ่านมาพานาโซนิคได้ขยายขอบข่ายธุรกิจออกไปอย่างมากมาย ทั้งที่เกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน, ที่อยู่อาศัย, ยานยนต์, ระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม หรือภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ แต่ในทุกสายการดำเนินงานนั้นต่างยึดมั่นต่อปรัชญาเดิมของพานาโซนิคในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วและรุนแรงในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็ทำให้แต้มต่อที่เคยมีมาในอดีตอาจไม่ใช่จุดแข็งอีกต่อไป

Mr.Tetsuro Homma เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอพพลายแอนซ์ พานาโซนิค คอร์ปอเรชั่น ได้อธิบายถึงการพัฒนาที่จะเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของพานาโซนิค ในยุคแห่งข้อมูลจำนวนมากมหาศาลที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย หรือ Big Data, Internet of Thing (IoT) และ Artificial intelligence (AI) ว่าจากนี้ไปเครื่องใช้ไฟฟ้าจะต้องมีการเรียนรู้พฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น

 

เพื่อแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของสิ่งที่พานาโซนิคกำลังพัฒนาอยู่นั้น Mr.Tetsuro Homma ได้ยกตัวการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีล่าสุดจากพานาโซนิค ได้แก่ เครื่องดูดฝุ่นที่มีการพัฒนาระบบประมวลผลแบบ Deep Learning อันมีต้นแบบมาจากโครงข่ายประสาทและสมองมนุษย์ ซึ่งสามารถเรียนรู้และนำเอาข้อมูลมาปรับปรุงวิธีการทำงานของเครื่องดูดฝุ่นดังกล่าว

Mr.Tetsuro Homma ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากนี้ต่อไปความท้าทายของพานาโซนิคในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอยู่ 3 เรื่องหลัก คือ

1.การสร้างความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

2.การนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

3.การเปลี่ยนสังคมจากการใช้ชีวิตของลูกค้า

นั่นหมายความว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ การขายเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไม่ได้จบที่การส่งมอบผลิตภัณฑ์หรือการเพิ่มประสิทธิภาพหรือฟังก์ชั่นเพียงอย่างเดียว หากแต่จะต้องเป็นการส่งมอบคุณค่าที่ทำให้ผู้คนในสังคมสามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

ปีที่ 101 ของพานาโซนิค จึงเป็นย่างก้าวที่ท้าทายมากๆ

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.