4,207
VIEWS

ค้นคำตอบ ทำไม ฟู้ดดิลิเวอรี่ถึงต้องส่งภายใน 30 นาที

Jan 04, 2019 R.Somboon

ตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ ในบ้านเรายังคงมีเทรนด์การเติบโตที่น่าสนใจ โดยในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา แม้ตลาดร้านอาหารมูลค่า 4 แสนล้านบาท จะมีการเติบโต 3 – 4% ขณะที่ตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยให้ตัวเลขเมื่อปี 2560 ไว้ที่ประมาณ 27,000 ล้านบาท มีการเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก

การเติบโตของตลาด Food Delivery นี้ ส่วนหนึ่งมาจากการเข้ามาทลายกำแพงของบรรดาผู้ให้บริการอย่างไลน์แมน แกร็บ ฟู้ด หรือฟู้ด แพนด้า ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยสำคัญของผู้ประกอบการรายเล็กๆ ในตลาดที่ไม่มีศักยภาพมากพอที่จะลงทุนในส่วนนี้

ขณะที่ผู้ประกอบการที่เป็นเชนร้านอาหารรายใหญ่ๆ ต่างก็หันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Food Delivery ของตัวเองเพิ่มขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เชนร้านคอนวีเนียนสโตร์อย่างเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เริ่มมีการทดลองทำ Delivery  “อิ่มท้องกับเซเว่น อีเลฟเว่น” ให้บริการช่วง 6 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ในสาขาซอยบรมราชชนนี 4 และสาขาบริเวณหมู่บ้านสีวลี-ราชพฤกษ์ ครอบคลุมบริเวณใกล้เคียง เช่น ซอยบรมราชชนนี 4 และ 6 รวมถึงคอนโดฯลุมพินี พาร์ค ปิ่นเกล้า เช่นเดียวกับหมู่บ้านสีวลี-ราชพฤกษ์ หมู่บ้านชัยพฤกษ์-ราชพฤกษ์ และหมู่บ้านเบญญาภา-ราชพฤกษ์ เป็นการเทสต์ตลาด เพื่อมองหาโอกาสในการขยายการบริโภคสินค้าประเภทอาหารของลูกค้า

 

ยิ่งตลาดมีการขยายฐานออกไปยังกลุ่มร้านอาหารสตรีทฟู้ด ที่มีบรรดาแอพพลิเคชั่นดิลิเวอรี่ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการทำในเรื่องของฟู้ด ดิลิเวอรี่ ก็ยิ่งทำให้ตลาดนี้มีการเติบโตที่ดีขึ้นไปอีก ทั้งนี้มาจาก

1.การเกิดขึ้นของผู้ให้บริการที่ทำหน้าที่เป็น “คนกลาง” อาทิ ฟู้ด แพนด้า ไลน์แมน แกร็บ ลาล่ามูฟ และอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการสร้างระบบ Delivery ของเชนร้านอาหาร และร้านอาหารทั่วไปที่ยังไม่เคยลงทุนทำ Delivery ของตัวเอง ทำให้เข้ามาช่วยลดข้อจำกัด และช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้ง่ายขึ้น จากที่ก่อนหน้านั้น เรื่องของ Delivery ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของเชนขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนในเรื่องนี้

2.ขณะที่เครื่องมืออย่างแอพพลิเคชั่น เข้ามาทำให้การเข้าถึงบริการเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น เป็นการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น จากเดิมที่ฟู้ด ดิลิเวอรี่ถูกสร้างตลาดขึ้นโดยบรรดาผู้เล่นในตลาด QSR (Quick Service Restaurant) จะใช้ระบบคอลเซ็นเตอร์ เป็นตัวเชื่อมต่อมาสู่การใช้แอพพลิเคชั่นที่มีความง่าย และไม่เสียค่าใช้จ่ายอะไร

3.Delivery ยังเข้ามาตอบโจทย์คอนวีเนียน ไลฟ์สไตล์ ของคนเมืองรุ่นใหม่ ซึ่งการเข้าถึงความต้องการตรงนั้น กลายเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้ตลาด Delivery อาหารมีการขยายตัวเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจในช่วงหลังมานี้

4.เมื่อมองเข้ามาที่เรื่องของเจนเนอเรชั่นแล้ว จะพบว่าคนที่อยู่ในเจนเนอเรชั่นวาย หรือคนมิลเลนเนียลที่กำลังมีบทบาทในบ้านเรามีไลฟ์สไตล์ในการเลือกทานข้าวนอกบ้านน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเจนอื่นๆ เพราะพวกนี้มองว่าอาหารนอกบ้านคือมื้อพิเศษที่ต้องใช้เวลา เมื่อรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ได้เข้ามาเอื้อต่อการทำตลาดของบรรดาผู้ให้ บริการ Delivery ต่างๆ

5.การแข่งขันของผู้ให้บริการ และเชนร้านอาหาร จะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้บริการ Delivery ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ตลาดนี้ยังคงมีการเติบโตที่ดีต่อไป

 

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ ในสเตปแรกที่เป็นการทำตลาดของ QSR มีการสร้างการรับรู้ในเรื่องของเงื่อนเวลาในการส่งในระยะเวลาไม่เกิน 30 นาที ซึ่งในช่วงเวลานั้น การแข่งขันของ 2 ผู้เล่นในตลาดพิซซ่า คือเดอะพิซซ่ากับพิซซ่า คอมปะนี มีออกมาค่อนข้างรุนแรง และดิลิเวอรี่ ก็กลายเป็นช่องทางที่เข้าถึงลูกค้าได้ค่อนข้างดีจึงมีการอัดสรรพกำลังเข้ามาทำตลาดกันอย่างเต็มที่ โดยมีการการันตีในเรื่องของการส่งภายใน 30 นาที หากเกินเวลา จะมีการให้คูปองส่วนลด สำหรับการสั่งครั้งต่อไป

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับตลาดด้วยการนำกระเป๋าใส่พิซซ่าที่สามารถเก็บความร้อนได้จนถึงมือผู้สั่ง ทำให้เรื่องของ “เวลา” และการได้อาหารที่ยังร้อน ถูกสร้าง และฝังเข้าไปในการรับรู้ของผู้บริโภค จนทำให้เกิดการคาดหวังว่า การสั่งอาหารผ่านช่องทางดิลิเวอรี่ทุกครั้ง จะต้องมีเรื่องของความเร็ว และอาหารที่ร้อนๆ แม้ในช่วงหลังมานี้ การการันตีในเรื่องของเวลาจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่เรื่องของความเร็วยังคงเป็นคีย์ซัคเซสหนึ่งของการทำตลาด 

ตามดู ยักษ์ QSR

ทำตลาดอย่างไร

ตลาดพิซซ่าในบ้านเรามีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทนั้น เดอะพิซซ่า คอมปะนี สามารถเสิร์ฟ Pizza ได้มากถึง 68 จังหวัดทั่วประเทศผ่าน 330 สาขาที่มีอยู่ในมือ โดยเฉพาะช่องทางดิลิเวอรี่ ที่คิดเป็น 70% ของตลาดนั้นพิซซ่า คอมปะนี สามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่าคู่แข่งค่อนข้างมาก

ด้วยการที่เจ้าของแบรนด์นี้คือ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป เป็นรายแรกๆ ที่ทำตลาดนี้มาก่อนจากการเป็นแฟรนไชส์ของพิซซ่า ฮัท ก่อนที่พิซซ่า ฮัท จะดึงไปทำเองจนต้องมาปั้นแบรนด์ของตัวเองคือ เดอะพิซซ่า คอมปะนี และด้วยการมีเครือข่ายสาขาที่แข็งแกร่ง รวมถึงตัวดิลิเวอรี่ด้วย ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนี้

เดอะพิซซ่า คอมปะนีใช้เครือข่ายสาขาที่ประกอบด้วย

1. Full Service Restaurant สาขาขนาดใหญ่ครบวงจร ส่วนใหญ่จะอยู่ในศูนย์การค้า

2. Delco เน้นทำเล Community Mall และอาคารสำนักงาน รองรับบริการดิลิเวอรี่ และสำหรับลูกค้าที่อยากนั่งรับประทานที่ร้าน

3. Delco ขนาดเล็ก ใช้อาคารพาณิชย์เล็กๆ ตามชุมชน เน้นขายแบบดิลิเวอรี่

เครือข่ายสาขาทั้ง 3 รูปแบบ จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเน็ตเวิร์คในการทำดิลิเวอรี่ โดยจะใช้วิธีการ “ขีดวง” หรือกำหนดระยะทางในการส่งในรัศมีที่ไม่เกิน 30 นาที ในโลเกชั่นรอบๆ ของสาขา ซึ่งการทำดิลิเวอรี่ในช่วงหลังมานี้ของเชนร้านอาหาร จะเลือกใช้วิธีการทดลองให้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งดูในระยะเวลา 30 นาที เพื่อปักหมุดสำหรับการส่งอาหารไม่ให้เกินจากเวลา

นอกจากเครือข่ายสาขาแล้ว ระบบหลังบ้านก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ทำให้ทั้งพิซซ่า ฮัท และพิซซ่า คอมปะนี รวมถึงเชนร้านอาหารอื่นๆ จะให้ความสำคัญในเรื่องของการลงทุนระบบไปพร้อมๆ กับการลงทุนขยายเครือข่ายสาขาของตัวเอง

อย่างเดอะพิซซ่า ใช้สำหรับการลงทุนสาขาใหม่ในแต่ละปีไว้ที่ 500 -600 ล้านบาท หรือไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท ตลอดทั้ง 5 ปี จากปัจจุบันเดอะพิซซ่า คอมปะนี มีสาขารวมกว่า 400 สาขา แบ่งเป็น โมเดล Restaurant หรือร้านอาหารแบบ Full Service และร้านสำหรับบริการจัดส่งแบบ Delivery ในสัดส่วน 50% เท่ากัน อย่างละ 200 สาขา

สาขาในรูปแบบ Delco กลายเป็นเป้าหมายหลักๆ ของการลงทุนในเรื่องของสาขาของเดอะพิซซ่า คอมปะนี ที่มีเป้าหมายการเติบโตของสาขาอยู่ที่ 800 สาขา ตามแผนการลงทุนที่วางไว้ จะให้น้ำหนักสำคัญไปกับโมเดล Delivery ทั้งจากความสะดวกในแง่ของการลงทุน ด้วยทุนที่ต่ำกว่าการขยายแบบ Restaurant

ขณะเดียวกัน การขยายสาขาที่รองรับตลาดดิลิเวอรี่นี้ ยังเป็นการผลักดันตัวเองเข้าไปหาผู้บริโภคถึงชุมชน แทนที่จะตั้งรับเพื่อรอลูกค้ามาที่สาขาขนาดใหญ่ในศูนย์การค้า

เช่นเดียวกับพิซซ่า ฮัท ที่มีแผนเร่งสปีดขยายสาขาให้เข้าถึงผู้บริโภคกว่า 200 สาขา โดยเน้นพื้นที่ต่างจังหวัดเพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น จากปัจจุบันร้านพิซซ่าฮัทเปิดให้บริการ 120 สาขา

สาขาในรูปแบบ Delco ที่ขยายออกไปนี้ ยังมีพื้นที่บางส่วนสำหรับนั่งทานในร้าน ซึ่งแตกต่างจาก Delco ในช่วงแรกๆ ที่เน้นเทคโฮม และดิลิเวอรี่เป็นหลัก ซึ่งนั่นจะยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายฐานของตลาดพิซซ่ามากยิ่งขึ้น

 

ไลน์แมน

คอนโทรลเวลาได้ 40 นาที

การเติบโตของตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ ในช่วงหลังมานี้ ผู้เล่นในตลาดดิลิเวอรี่อย่างไลน์แมน หรือแกร็บ ต่างก็มีส่วนเข้ามาช่วยผลักดันให้ตลาดเติบโต โดยเฉพาะกับไลน์แมน ที่เป็นผู้นำในตลาดฟู้ด ดิลิเวอรี่ ซึ่งเข้ามาตอบโจทย์ และแก้ Pain Point ให้กับผู้บริโภคที่นิยมบริโภคอาหารจากร้านสตรีทฟู้ดแต่ไม่มีเวลาที่จะเดินทาง หรือไปต่อคิวเพื่อสั่งอาหาร การแก้ Pain Point ดังกล่าวทำให้ไลน์แมนมียอดการเติบโตในส่วนของบริการฟู้ด ดิลิเวอรี่ เป็นตัวเลขถึง 3 หลักเลยทีเดียว

นพปกูล วชิรโกวิทย์ ผู้จัดการบริการไลน์แมน ฟู้ด ดิลิเวอรี่ บอกกับเราว่า คีย์ซัคเซสของการทำฟู้ด ดิลิเวอรี่ อยู่ที่เรื่องของวาไรตี้ของอาหาร และความรวดเร็วในการส่ง ซึ่งไลน์แมนสามารถตอบโจทย์ทั้ง 2 เรื่องได้เป็นอย่างดี

ไลน์แมนมีพันธมิตรที่เป็นร้านอาหารสตรีทฟู้ดถึง 40,000 ร้านค้า ขณะที่มีรถมอเตอร์ไซค์ที่เข้ามาเป็นพันธมิตรในการส่งอาหารประมาณ 35,000 คัน ไม่รวมรถของพันธมิตรอย่างนินจา และอัลฟ่า ซึ่งการคอนโทรลในเรื่องของเวลานั้นไลน์แมนจะมีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อติดตั้งให้กับร้านค้าพันธมิตร ซอฟต์แวร์ตัวนี้เมื่อสั่งอาหารผ่านไลน์แมน ออร์เดอร์จะไปขึ้นที่ร้านด้วย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปสั่งอาหารอีกทีหนึ่ง ผลก็คือ เมื่อมอเตอร์ไซค์ของไลน์แมนมารับอาหาร ก็สามารถจัดส่งให้ลูกค้าได้ทันที ซึ่งกระบวนการทั้งหมดจะกินเวลาประมาณ 40 นาที

ปัจจุบันมีร้านพันธมิตรที่ใช้ซอฟต์แวร์ของไลน์แมนแล้วประมาณ 50% เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจากในช่วงแรกที่มีประมาณ 15 – 20% โดยสัดส่วนของการทำฟู้ด ดิลิเวอรี่ของไลน์ 80% จะเป็นร้านสตรีทฟู้ด ซึ่งตรงกับความต้องการส่วนใหญ่ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมสั่งอาหารจากร้านสตรีทฟู้ดชื่อดังมากขึ้น

“ฟู้ด ดิลิเวอรี่ คงต้องใช้เวลาสร้างตลาดประมาณ 5 ปีจากนี้ไปจึงจะเข้าสู่สเตจของตลาดที่เป็นเรื่องปกติที่คนจะสั่งอาหารจากร้านสตรีทฟู้ดผ่านทางแอพพลิเคชั่นซึ่งจะไม่ต่างจากการใช้บริการรถแท็กซี่ที่ใช้เวลาสร้างตลาดประมาณ 3 – 4 ปี จนในปัจจุบันการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”   

สำหรับพฤติกรรมของคนไทยในการสั่งอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นนั้น จะมีตั้งแต่การถามเพื่อนว่ากินอะไรดี จนถึงการดูรีวิวในเพจดัง ซึ่งการมีพันธมิตรอย่าง “วงใน” ทำให้เข้ามาช่วยกระตุ้นการสั่งอาหารได้เป็นอย่างดี โดย 5 อันดับอาหารที่มียอดการสั่งผ่านไลน์แมนมากที่สุดจะประกอบไปด้วย ก๋วยเตี๋ยวหมู ข้าวมันไก่ ผัดไท ข้าวขาหมู และข้าวเหนียวหมู

สิ่งที่น่าจับตามองก็คือ การสั่งอาหารมาทานที่บ้านนั้น ปัจจุบัน ยังเป็นการสั่งเพื่อรับประทาน 2 คน แต่แนวโน้มของการสั่งมาเพื่อรับประทานคนเดียวเริ่มมาแรง สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของฟู้ด ดิลิเวอรี่ ว่ามีโอกาสที่จะขยายตัวเติบโตได้ค่อนข้างกว้างในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป

แน่นอนว่า เรื่องของสปีดในการจัดส่ง และวาไรตี้ของอาหาร จะเข้ามาเป็นตัวชี้ผลแพ้ – ชนะ ในสงครามครั้งนี้...

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท ไทยคูน-แบรนด์เอจ จำกัด.
All rights reserved.