26,959
VIEWS

ไอศกรีม Guss Damn Good รสชาติที่มีเรื่องราว

Apr 10, 2020 J.Wara

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดไอศกรีมที่มีทั้งผู้เล่นแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศและแบรนด์เล็กระดับโลคอลที่เป็น SME แต่ Guss Damn Good แบรนด์ไอศกรีมคราฟท์ขวัญใจคอไอศกรีมรุ่นใหม่ก็ยังสามารถสร้าง ความโดดเด่นด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์แพ็กเกจจิ้งที่มีความเฉพาะตัว จนมีแฟนประจำคอยติดตามการออก รสชาติใหม่ๆ ของแบรนด์อยู่เสมอ

Guss Damn Good เกิดขึ้นจากการโคจรมาเจอกันของพาร์ทเนอร์ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง ระริน ธรรมวัฒนะ Chief Ice-cream Artist และ นที จรัสสุริยงค์ Chief Ice-cream Scientist ซึ่งแม้ไม่ได้เรียนด้านอาหารมาโดยตรงแต่ ด้วยความชื่นชอบ ใจรัก บวกกับการได้ร่ำเรียนในสถาบันที่เพาะบ่มความเป็น Entrepreneurship อย่าง Babson College ในบอสตันมาก่อนจึงไม่ยากที่ทั้ง 2 คนจะทำสิ่งรักให้กลายเป็นธุรกิจที่ชอบ

“เรามาสนิทกันตอนที่เรามาเรียน MBA ที่บอสตัน ความสนิทสนมทำให้เรารู้สึกว่าเราทำงานร่วมกันได้ดี จึงมองไปถึงการทำธุรกิจร่วมกัน ด้วยความที่ชอบทานไอศกรีมเหมือนกันและตอนที่เราเรียนอยู่ที่บอสตัน ที่นั่นมีร้าน ไอศกรีมมากมาย จึงตระเวนทานไอศกรีมกับเพื่อนๆ ซึ่งไอศกรีมที่บอสตันจะต่างจากที่อื่นตรงตัวไอศกรีมจะเป็นพระเอก ไม่ได้มีท็อปปิ้งมากมาย ภายในร้านมีความสนุกสนาน ลูกค้าสามารถเข้ามา Hang Out กันในร้านไอศกรีมได้ เราชอบ บรรยากาศแบบที่แม้อากาศหนาวหิมะตก คนก็ยังมาต่อคิวทานไอศกรีมกัน เพราะการทานไอศกรีมหน้าหนาวทำให้ หลายคนหวนระลึกไปถึงบรรยากาศของหน้าร้อนซึ่งเป็นช่วงที่เขามีความสุข นั่นทำให้เรามองว่าไอศกรีมเป็นมากกว่าขนม เราจึงอยากทำไอศกรีมคราฟท์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอยู่ในนั้น” ระรินเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์ Guss Damn Good

 

Guss Damn Good ไม่ใช่ชื่อแรกที่ใช้เรียกแบรนด์ ในตอนแรก ระรินใช้ชื่อแบรนด์ว่า Guss Ice-cream แต่หลังจากกลับมาเริ่มธุรกิจจริงจัง มีเพื่อนรุ่นพี่ได้มีโอกาสเข้ามาชิมไอศกรีมที่ทำกันเองชิมเสร็จคำแรกที่หลุดปากมาคือ

“ไอศกรีม Guss มัน Damn Good! จริงๆ”

จึงปิ๊งไอเดียและเปลี่ยนมาใช้ชื่อ Guss Damn Good เป็นชื่อแบรนด์จนถึงวันนี้

“เรามองว่าถ้าเราใช้ชื่อ Guss Ice-cream จะกลายเป็นจำกัดแค่เรื่องของไอศกรีมหรือเปล่า แต่ Guss Damn Good จะหมายรวมถึงทุกสิ่งอย่างที่เกี่ยวกับเราได้ ต่อไปถ้าเราจะทำอย่างอื่นเราก็สามารถใช้ชื่อนี้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เราไม่ได้ตีกรอบตัวเราเองเป็นแค่ไอศกรีม”

 

ปรัชญา Story to Flavor สร้างรสชาติที่แตกต่าง

ทุกรสชาติของ Guss Damn Good มักจะเริ่มจากเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวแล้วแปลงเรื่องราวเหล่านั้น ให้กลายมาเป็นส่วนผสมซึ่งเมื่อผสมกันแล้วเกิดรสชาติที่ลงตัวและไม่เหมือนใคร

“หน้าที่ของระรินก็คือ การเป็นคนคิดเรื่องราวต่างๆ เพื่อนำมาให้นทีแปลงเรื่องราวเหล่านั้นเป็นสูตรไอศกรีม เนื่องจากนทีมีแบล็คกราวด์ที่เรียนวิศวะมาก่อนจึงเป็นคนคอยคำนวนสูตรต่างๆ เสร็จแล้วจึงผลัดกันชิมว่าได้รสชาติ ที่ต้องการหรือยัง เราไม่ได้มีพื้นฐานการทำขนมหรือของหวานมาก่อน แต่เรียนรู้จากการอ่านหนังสือ ศึกษาอย่างเต็มที่ หนังสือที่เราศึกษาก็อย่างเช่น Ice-cream Science เพราะเรามองว่าไอศกรีมก็คือวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีวิธีในการทำของ มันอยู่แล้ว เราแค่ทำความเข้าใจ ศึกษาให้ลึกซึ้ง เพื่อให้ได้รสชาติไอศกรีมหรือเนื้อสัมผัสแบบที่เราต้องการ  นี่ถือเป็นจุดเด่นของเราเลยก็ว่าได้

Don’t give up #18 คือไอศกรีมรสชาติแรกของ Guss Damn Good ซึ่งมาจากการที่ ระริน และ นที พยายามเสาะหาส่วนผสมต่างๆ ที่ใช่ที่สุดมาทำไอศกรีม Fresh Milk ทำมาจนถึงสูตรที่ 18 ซึ่งเป็นสูตรใกล้เคียงกับ ไอศกรีมที่ทานที่บอสตัน เมื่อพัฒนาจนได้สูตรที่ต้องการจึงตั้งชื่อว่า Don’t give up #18 เพื่อระลึกถึงการฮึดสู้ไม่ยอมแพ้ จนได้ไอศกรีมรสชาติแรกขึ้นมา

 

อีกรสชาติที่มีเรื่องราวน่าสนใจไม่แพ้กันคือ Equality และ Love is Love ซึ่ง นที เสริมว่า ออกมาในช่วงเดือน 6 ของปีที่แล้ว ซึ่งเป็น Pride Mouth เดือนสำหรับ LGBT

“รสชาตินี้เกิดจากความเชื่อของผมที่เข้าใจมาตลอดว่าประเทศไทยเปิดกว้างเรื่อง LGBT จนวันหนึ่งพบว่า คนใกล้ตัวเราไม่โอเคกับเรื่องเหล่านี้ ทำให้เราเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ประเทศไทยเปิดรับเรื่องพวกนี้เพียงเปลือกนอก หรือเปล่า เราจึงคิดทำไอศกรีมที่เกี่ยวกับ LGBT โดยทำ Workshop เพื่อทราบ Insight ของคนเหล่านี้ แล้วสรุป ออกมาเป็น 2 รสชาติคือ Equality และ Love is Love

Equality เป็นไอศกรีม Fresh Milk ผสมด้วย Toffee Crack Sprinkle เนื้อไอศกรีมสีขาวเปรียบเหมือน กรอบที่สังคมตีขึ้นมาให้ทุกคนปฏิบัติ ส่วน Toffee Crack Sprinkle จะเป็นท็อฟฟี่ที่มีความหนึบเวลาเคี้ยวมี Sprinkle สีต่างๆ อยู่ใน Toffee Crack เปรียบเหมือนคนที่มีความแตกต่างกัน แต่ก็สามารถอยู่ในกรอบเดียวกันได้อย่างเสมอภาค และกลมกลืน

 

ส่วน Love is Love มีความหมายตรงตัวคือความรักก็คือรักไม่ต้องการเหตุผล เป็นไอศกรีมรสมะนาวสีชมพูจาก บีทรูธธรรมชาติ ข้างในมีส่วนผสมของ Lemon Curd รสเปรี้ยวและ Crumble ที่มีความกรอบ รสชาติและเนื้อสัมผัสที่ต่าง ช่วยสร้างความน่าตื่นเต้นของความรักที่คาดเดาไม่ได้

“เราคิดรสชาติจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น จากนั้นเราจะมาดูว่าเรารู้สึกกับเรื่องราวนั้นอย่างไรแล้วแปลงเป็น รสชาติต่างๆ ของไอศกรีม ตอนนี้เรามีรสชาติต่างๆ กว่า 60 รสชาติแล้ว” นทีเล่าเสริม

นอกจากรสชาติที่มีความโดดเด่น Guss Damn Good ยังวางคาแร็กเตอร์แบรนด์อย่างชัดเจน เพื่อใช้สื่อสารกับ ลูกค้าไว้ 4 ข้อคือ Fun ความสนุกของแบรนด์  Attention to Detail  ความใส่ใจในรายละเอียดในทุกกระบวนการ Real ความตรงไปตรงมาไม่ประดิษฐ์ ทั้งในแง่ของการสื่อสารและการคิดสินค้าที่ออกมาอย่างตรงไปตรงมา Be Open การเปิด รับสิ่งใหม่อยู่เสมอ

“ทั้ง 4 ข้อเป็น Key Point นิยามความเป็นตัวเราที่เราต้องการสื่อออกไป โดยที่ผ่านมา เราสื่อสารแบรนด์ผ่าน โซเชียลมีเดียเป็นหลักโดยเฉพาะทาง Facebook และ Instagram นอกจากนี้เรายังสื่อสารผ่านน้องพนักงานหน้าร้าน ที่เราพยายามทำให้ Culture ของ Guss เป็นในแบบที่เราต้องการ ซึ่งถ้าตรงนั้นเราทำได้ดีก็จะถูกพูดถึงปากต่อปากเอง หลักๆ ที่เราทำมาตลอดก็คือ Word of Mouth 100% เราไม่ได้มีงบมากขนาดที่จะเอาไปลงสื่อ งบที่เรามีเรานำไปลงกับ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อให้ถูกบอกต่อปากต่อปาก”

สำหรับขาประจำของ Guss Damn Good รสชาติใหม่เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นเสมอ

“จริงๆ แล้วเหมือนคนรอรสชาติใหม่จากเรา เรากล้าทำลูกค้าก็กล้าลอง เราขายดีเกือบทุกรสชาติ และเราไม่มี รสชาติที่เป็น Signature แต่จะมี Special Flavor บ้าง นอกจากนี้เรามีการทำ Collaboration กับแบรนด์ต่างๆ ที่สน ใจในแนวคิด Story to Flavor ของเรา มีลูกค้าหลายแบรนด์เข้ามาคุยถึงเรื่องราวของเขา เพื่อให้เราแปลงเป็นรสชาติ ไอศกรีมสำหรับแบรนด์เขาโดยเฉพาะ ซึ่งตอนนี้เรามีแบรนด์ที่มาร่วมกับเราเกือบทุกอุตสาหกรรมแล้ว เช่น ดีแทค ดีลอยต์ จัสปาล เอสเต้ เดอะสแตนดาร์ด มินิไทยแลนด์ และอีกหลายแบรนด์ นอกจากนี้เรายังทำให้กับโปรเจ็กต์ที่เป็น Social Movement อย่าง LGBT โลกซึมเศร้าอีกด้วย” ระรินกล่าว

 

Guss Damn Good ที่อาจจะไม่ใช่แค่ไอศกรีม

สำหรับอนาคตของ Guss Damn Good นที มองว่า นอกจากการทำไอศกรีมรสชาติใหม่ๆ ให้ลูกค้าทานแล้ว การขยายธุรกิจในแง่ของสาขาและพัฒนาในเรื่อง Managing Growing เป็นเรื่องที่ต้องโฟกัส

“ตอนนี้เรามี 9 สาขา จึงต้องปรับเปลี่ยนองค์กรให้มีเลเยอร์มากขึ้น กระจายการทำงานออกไป การโตไปข้าง หน้าด้วยสาขาเป็นสิ่งจำเป็น เพราะน้องพนักงานที่อยู่กับเราจะโตไปไม่ได้ถ้าเรามีแค่ 9 สาขา เรามองว่าในอนาคต เราคงโตเชิงสาขา ในกรุงเทพฯ อาจจะสัก 15-20 สาขา และอาจจะไปตามหัวเมือง เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่

ตอนนี้คนชอบแบรนด์ของเราผ่านสินค้าหลักอย่างไอศกรีม แต่เรามีไลน์สินค้าอื่นลองมาขายด้วยเหมือนกัน อย่างที่ The Commons ศาลาแดง เรามีซันเดย์ บาร์ The Commons ที่ทองหล่อมีเมนู Milkshake ที่เอ็มควอเทียร์ มีเมนูคุกกี้ นอกจากนี้เราก็ยังมองเรื่องของการขยายไลน์ไปยังสินค้าอย่างเสื้อผ้าหรือ Merchandise ที่ยังมีความเป็น เราอยู่” ระรินเสริม

ความท้าทายของ Guss Damn Good ระริน มองว่า ไม่ใช่การแข่งกับคนอื่น แต่เป็นการแข่งขันกับตัวเอง ในวันที่ผ่านมา

“ทุกวันนี้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นในแบรนด์ของเราว่าจะทำไอศกรีมที่รสชาติดีมีคุณภาพสำหรับเขา ลูกค้าของ เราจะไม่เปรียบเทียบเรากับแบรนด์อื่น แต่จะเปรียบเทียบเราวันนี้กับเราก่อนหน้านี้ทั้ งในเรื่องของสินค้าและบริการ เราได้ทั้งคำชมและคำติ ส่วนมากจะเป็นในเรื่องของบริการซึ่งเราต้องขอบคุณเขาที่บอกเพื่อให้เรานำไปปรับปรุง”

เสียงของลูกค้าทั้งคำติและคำชมจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ Guss Damn Good ไปได้ไกลกว่าคำว่า “ไอศกรีม” ในอนาคตหรือไม่นั้นต้องติดตามกัน

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.