31,299
VIEWS

ทำความรู้จัก “FleishmanHillard” Total PR Solution ทำงานอย่างไร? ให้เป็นได้มากกว่า PR

May 02, 2020 S.Meenarat

FleishmanHillard ถือเป็นพีอาร์เอเยนซีระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านงานประชาสัมพันธ์ครบครันทั้งโซลูชั่น ทั้งในด้าน การจัดการชื่อเสียง การมีส่วนร่วมทางสังคม การตลาดสำหรับแบรนด์ กลยุทธ์ทางดิจิทัลและกลยุทธ์เชิงเนื้อหา การผสมข้ามสื่อ รวมไปถึงการส่งเสริมกิจกรรมสาธารณะ ซึ้งเน้นการให้บริการบนพื้นฐานของ "The Power of True”

ในประเทศไทย FleishmanHillard เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2013 ตลอดระยะเวลา 6 ปี FleishmanHillard ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวจนมีพนักงานรวมแล้ว 21 คน  ถึงจะมีขนาดองค์กรที่ไม่ใหญ่มาก แต่ก็เรียกว่า เล็กพริกขี้หนูจริงๆ

FleishmanHillard ไม่ใช่แค่ “พีอาร์”

เราต่างทราบดีว่า โลกปัจจุบันถูก Disrupt จากเทคโนโลยี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในแทบจะทุกอุตสาหกรรม เริ่มมาตั้งแต่โทรคมนาคม มีเดีย ธนาคาร กระทั่งมาถึงอุตสาหกรรมค้าปลีก ซึ่งทุกคนต่างพากันตื่นตัวไปทั่วทุกสารทิศ

คุณโสพิส เกษมสหสิน รองประธานอาวุโส พาร์ทเนอร์และผู้จัดการทั่วไป บริษัท เฟลชแมนฮิลลาร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ในอุตสาหกรรมสื่อโดยเฉพาะแวดวงพีอาร์มากกว่า 70% ต้องเจอกกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลให้รูปแบบวิธีการทำงานต้องเปลี่ยนไป

“สิ่งสำคัญที่คอยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพีอาร์ ก็คือ การเปลี่ยนแปลงของ Media Landscape จากการพรินต์ก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบและเป็นออนไลน์มากขึ้น แน่นอนว่า Content ต้องถูกสร้างให้สอดคล้องกับแบบฟอร์มของสื่อ เรากำลังสู้กับเรื่องของความเร็ว ทุกอย่างจะ Real Time คนสามารถเข้าสู่ Data มากขึ้น ทุกอย่างจะสามารถเก็บข้อมูลได้ ข้อดีคือการทำงานของเราจะทำได้ดียิ่งขึ้น ฉะนั้น โมเดลธุรกิจจึงต้องเปลี่ยน”

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้ปัจจุบัน FleishmanHillard ไม่ใช่เพียงแค่พีอาร์ เอเยนซีอีกต่อไป แต่มีการปรับโมเดลธุรกิจด้วยการขยายบริการไปสู่การเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่สามารถให้บริการได้แบบครบวงจร

“อันดับแรกคือ เราต้องรู้ว่าจะทำงานอย่างเดิมไม่ได้แล้ว เราปรับวิธีการทำงานใหม่ มองสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสเพื่อก้าวไปสู่สเตปต่อไป เรามองเรื่องของการเติบโตไปสู่ธุรกิจที่ให้คำปรึกษาลูกค้าเพิ่มมากขึ้น มีเรื่องของทำการวางแผนกลยุทธ์ การที่ใช้ Research ใช้ Data เพื่อหาข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น ทำให้มูลค่าในการทำงานให้กับลูกค้าถูกยกระดับขึ้น ขณะเดียวกัน งานเดิมเราก็ยังคงทำอยู่”

FleishmanHillard ทำงานอย่างไร?

FleishmanHillard ประเทศไทย มีรูปแบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับ FleishmanHillard ทั่วโลก ทั้งยังให้ความสำคัญกับการบริหารงานที่ต้องใช้ผู้บริหารซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นเท่านั้น เพราะเชื่อมั่นว่า จะมีความเข้าใจคนในท้องถิ่นได้มากกว่า ทั้งในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค

สำหรับโครงสร้างการทำงานถูกแบ่งฟังก์ชั่นออกเป็น 8 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ Managing Reputation, Media Relations, Thought Leadership and Executive Visibility, Event Management, Digital Communications and Social Media, Content and Creative, Crisis and Issues Management และ Research and Analytics

ล่าสุด FleishmanHillard  ได้เปิดหน่วยงานใหม่ที่เรียกว่า “Social & Innovation” เพื่อให้บริการงานด้านบริหารข้อมูล ซึ่งหน่วยงานนี้จะทำหน้าที่ในการบริหารข้อมูล วิเคราะห์ และแนะนำเทคนิคในการสื่อสารให้กับแบรนด์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ลึกมากยิ่งขึ้นและสามารถตอบโจทย์ด้านการทำธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

ปัจจุบัน แผนก Social & Innovation มีสำนักงานกระจายอยู่ 8 แห่งทั่วโลก มีทีมงานผู้ความเชี่ยวชาญด้านโซเชียลมีเดียมากกว่า 250 คน

สำหรับสำนักงานโซเชียลประเทศไทย มีบริการอยู่ 6 ด้านด้วยกัน ได้แก่ กลยุทธ์ด้านสื่อโซเชียลและออนไลน์, การสื่อสารแบรนด์บนแพลตฟอร์มดิจิทัล, การบริหารจัดการชุมชนออนไลน์, การบริหารจัดการสื่อออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์, การสร้างสรรค์สื่อดิจิทัล และการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์เชิงลึก

ทำงานแบบ “มากกว่าความต้องการของลูกค้า”

สิ่งสำคัญที่เรียกได้ว่าเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจและเป็นความโดดเด่นของ FleishmanHillard นั่นก็คือ “การทำงานที่มากกว่าความต้องการของลูกค้า” ซึ่งทุกครั้งที่ได้รับโจทย์จากลูกค้ามา FleishmanHillard จะประเมินความเหมาะสมเสมอว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ และควรจะต้องทำอะไรเพิ่มเติมในส่วนไหน เพื่อให้งานที่ทำออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณโสพิส ยกตัวอย่างผลงานซึ่งสะท้อนการทำงานที่มากกว่าความต้องการของลูกค้าให้เราฟังว่า FleishmanHillard  มีโอกาสได้ทำโปรเจ็กต์ “ความฝันไม่มีวันพิการ” ให้กับมูลนิธินิ ติเวชดุสิต ซึ่งได้รับโจทย์ให้ทำข่าว เนื่องจากเคยทำ CSR แล้วไม่เห็นผล จึงกลับมาวิเคราะห์ว่า จะสามารถใช้อาชีพกับความรู้ที่มีผนวกเข้าพลังของลูกค้าเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมได้อย่างไร

“เราอยากจะชาเลนจ์ลูกค้าว่า ให้ช่วยกันคิดโปรแกรมดูแคมเปญอะไร โรงพยาบาลถึงจะเป็นเครือข่ายใหญ่ สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องมีส่วนร่วม ในตอนนั้นลูกค้าให้โจทย์มาว่าต้องการช่วยคนพิการเพราะเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างมีปัญหามากกว่า กลุ่มอื่นๆ เราต้องกลับมาคิดเยอะมาก จนท้ายที่สุด เราได้นำ Insight ของคนกลุ่มนี้ มาวิเคราะห์ แล้วพบว่า เขาก็มีความฝันไม่ต่างไปจากคนปกติ นำมาสู่โปรเจ็กต์นี้ ซึ่งจุดมุ่งหมายในการสานฝันให้กับคนเหล่านั้น ให้เขามีโอกาสได้เรียนได้ทำงานไม่ต่าง จากคนอื่น

หลังจากทำโปรเจ็กต์นี้ได้ 4 ปี พบว่ามีแรงเคลื่อนที่ดีมาก มีสถานประกอบการรับคนพิการเข้าทำงานมากขึ้น มีหน่วยงานต่างๆ มาร่วมด้วยมากขึ้น ทั้งในด้านของการให้ความรู้ สร้างอาชีพ เราทำงานร่วมกับ Power Brand กับลูกค้า ได้ทำทั้งงานที่มีผลประโยชน์กับลูกค้าด้วย แล้วก็เกิดประโยชน์กับประเทศด้วย เราได้มีส่วนร่วมให้คนได้บริจาคเข้าโครงการเกี่ยวกับคนพิการเป็นเงินหลายล้านบาท เราตระหนักได้ว่าพลัง Social สำคัญมาก ทำให้เรารู้สึกว่ามาถูกทาง เราใช้กลยุทธ์ถูกทางแล้ว เริ่มจากพลัง Social แล้วใช้ Content Marketing สื่อ Content ออกไป และทั้งหมดนี้คือวิธีการทำงานของเรา”

Challenge of One

คุณโสพิส กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานในยุคปัจจุบัน ทุกคนต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ต้องสามารถนำ Insight มาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ให้ได้อย่างแม่นยเพื่อให้สามารถสร้างสรรค์งานคอนเทนต์ที่น่าสนใจได้ และแน่นอนว่า ความท้าทายที่ไม่ใช่เฉพาะกับอาชีพเอเยนซีเท่านั้นที่ต้องเจอ นั่นก็คือเรื่องของ “ความเร็ว” ซึ่งในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความเร็วในการคิดหรือการสื่อสารเท่านั้น แต่รวมไปถึงความเร็วในการตัดสินใจด้วยเช่นกัน

“เพราะวันนี้โลกหมุนเร็วขึ้น เรื่องราวใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ไอเดีย ไม่ใช่แค่วิธี แต่ความเร็วในการตัดสินใจก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าตัดสินใจช้า ต่อให้คิดได้ไวกว่าก็ไม่มีประโยชน์อะไร ดังนั้นนอกจากคนทำงานอย่างเราแล้ว ลูกค้าเองก็ต้องหมุนเร็วไปพร้อมๆ กับเรา”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.