33,444
VIEWS

ดุสิตธานีโฉมใหม่ เก็บรักษาคุณค่าเดิม เพิ่มเติมคือความทันสมัย

May 13, 2020 S.Vutikorn

เดือนมกราคม พ.ศ. 2562 คือช่วงเวลาที่กลุ่มดุสิตธานียุติการให้บริการโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ชั่วคราวเพื่อปรับปรุงและเตรียมพื้นที่สร้างโครงการมิกซ์ยูสใหม่ในชื่อ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ถือเป็นการปิดตำนานของโรงแรมดุสิตธานีอย่างสมบูรณ์

โรงแรมดุสิตธานี ก่อตั้งโดยท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย บนหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดกับถนนสีลม เปิดให้ บริการเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 โดยจุดเด่นของโรงแรมดุสิตธานีนั้นอยู่ที่งานออกแบบที่สวยงาม เป็นอาคารทรงสามเหลี่ยม 22 ชั้น มีเสาสีทองบนยอด ออกแบบโดย Yozo Shibata สถาปนิกชาวญี่ปุ่น

ความโดดเด่นของตัวอาคารในยุคนั้นทำให้โรงแรมดุสิตธานีเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่คนกรุงเทพฯ และนัก ท่องเที่ยวจดจำได้เป็นอย่างดี ในยุคนั้นโรงแรมดุสิตธานีถือเป็นโรงแรมที่ทันสมัยทั้งการออกแบบและการก่อสร้างอาคารสูงหลังหนึ่งในเมืองไทย

แต่เพราะการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมที่รุนแรงขึ้น ทำให้โครงสร้างอาคารของดุสิตธานีไม่สามารถตอบโจทย์การแข่งขันในปัจจุบันได้อีกต่อไป จึงเป็นที่มาของการที่กลุ่มดุสิตตัดสินใจรื้ออาคารเก่าเพื่อก่อสร้างใหม่ทั้งหมด

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) อธิบายถึงเหตุผลที่รื้ออาคารเดิมที่ก่อสร้างมากว่า 50 ปีลงว่า ข้อจำกัดของอาคารเดิมเป็นอุปสรรคสำคัญในการปรับปรุงด้านบริการของโรงแรมดุสิตธานี ซึ่งเป็นแบรนด์ Luxury ของกลุ่มดุสิต

“อาคารเดิมมีบางส่วนที่เราแก้ไม่ได้ เช่น ความสูงของเพดาน สมัยก่อนอาจจะแค่นี้พอ แต่ปัจจุบันไม่พอ หรือความกว้างของห้องโรงแรม 5 ดาว ในอดีตอาจจะใช้พื้นที่ 30 กว่าตร.ม.ต่อห้องก็เพียงพอ แต่ตอนนี้ต้อง 40 กว่าตร.ม. ซึ่งเป็นสิ่งที่เราแก้ไขไม่ได้ หรือแม้กระทั่งเรื่องที่จำเป็นต้องเปลี่ยน อาทิ วัสดุภายในที่เน้นการประ หยัดพลังงาน ความปลอดภัย หรืออัคคีภัย ที่ก่อนหน้านี้ในธุรกิจโรงแรมยังไม่มี”

 

ด้วยความที่โรงแรมดุสิตธานีเป็นแลนด์มาร์คสำคัญในย่านสีลมมานาน ดังนั้นการรื้ออาคารครั้งนี้จึงมีทั้งกระแสที่เห็นด้วยและบ่นเสียดาย ซึ่งทางผู้บริหารของกลุ่มดุสิตเองก็รับรู้ถึงความต้องการตรงนี้ และวางแผนที่จะเก็บเอาเอกลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานีเดิมมาใส่ไว้ในโรงแรมใหม่ที่ตั้งอยู่ในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค

โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค นี้เป็นการร่วมทุนระหว่าง บมจ. ดุสิตธานี และ บมจ.เซ็นทรัล พัฒนา ใช้เงินลงทุนกว่า 36,700 ล้านบาท เพื่อสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมในทำเลใจกลางย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่ประกอบไปด้วย โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่ที่คาดว่าจะเปิดตัวในปี พ.ศ. 2566 ในขณะที่ส่วนอื่นๆ เช่น อาคารที่พักอาศัย ซึ่งเป็นแบรนด์ดุสิต อาคารสำนักงาน และห้างสรรพสินค้า จะทยอยเปิดตามมาในปี พ.ศ. 2567

ศุภจี อธิบายลงลึกไปในรายละเอียดว่า ในงานออกแบบส่วนที่เก็บไว้ คือ อัตลักษณ์ภายนอก ตัวตึกที่เป็นอาคารหลักเดิมได้รับแรงบันดาลใจจากพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ถึงได้เป็นรูปลักษณะสาม เหลี่ยมที่มียอดสูงขึ้น รวมไปถึงการเก็บลักษณะภายนอกของอาคาร ที่ได้แนวคิดการออกแบบมาจากปราสาทที่โดดเด่น

“ส่วนการตกแต่งภายใน เราก็จะจับห้องที่มีความสำคัญกับเรา เช่น ห้องเบญจรงค์ หรือห้อง Library ห้อง Suit เราเก็บของที่อยู่ห้อง Library เอาไว้ เพราะเป็นของใช้ส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 6 และห้องเบญจรงค์จะมีเสาอยู่ 2 ต้น ที่เป็นงานจิตรกรรมของอาจารย์ไพบูลย์ สุวรรณกูฎ และงานภาพบนกำแพงที่มีความยาวกว่า 4 เมตร เราร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยศิลปากร เพื่อหาทางเก็บรักษาเสา 2 ต้น ที่มีน้ำหนักถึงต้นละ 5 ตันเอาไว้ หากโรงแรมใหม่กลับมาก็จะเอาเสาไปวางไว้ที่เดิมของโรงแรมใหม่”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ความยากของการเก็บรักษาคุณค่าในงานออกแบบสมัยก่อนนั้น อยู่ที่การอนุรักษ์ความดั้งเดิมเอาไว้ให้มากที่สุด

ตัวอย่าง เช่น ขนาดของห้องเบญจรงค์ ของโรงแรมดุสิตธานีโฉมใหม่ที่จะเปิดให้บริการในปี 2566 นั้นจะมีขนาดเท่าเดิม 100% เนื่องจากงานไม้ในอดีตนิยมการก่อสร้างแบบเข้าลิ้น ไม่ได้ตอกตะปู ดังนั้นมิติของห้องในโรงแรมใหม่จะต้องมีขนาดเท่าเดิมทุกประการไม่เช่นนั้นจะประกอบเข้าไปไม่ได้

นอกจากห้องเบญจรงค์แล้ว กลุ่มดุสิตยังมีการเก็บพันธุ์ไม้ที่เคยปลูกไว้ รวมถึงงานภูมิสถาปัตย์ของโรงแรมเดิม โดยมีเจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยศิลปากรก็เข้ามาช่วยเก็บข้อมูล

“เราเก็บต้นไม้ที่สำคัญๆ ไว้ เช่น ลีลาวดี อนาคตของ Lobby ก็จะออกแบบให้เห็นน้ำตก ให้เห็นวิวเดิมที่คุ้นตาไว้ เมื่อโรงแรมกลับมาเปิดให้บริการใหม่ เราเก็บข้อมูลทั้งภายในและภายนอก ภายในโรงแรมจะมีชั้น 1 ที่เป็น Heritage Floor จะมีห้องเดิมของดุสิต”

ศุภจี ยอมรับว่า ปัจจุบันนี้ธุรกิจโรงแรมที่พักเดินทางมาสู่ยุคการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เพราะฉะนั้นการบริหารงานทุกอย่างจะต้องคำนึงถึงเรื่อง Profit, People และ Planet ตัวอย่าง เช่น การรื้ออาคารเดิมของโรงแรมดุสิตธานี นอกเหนือจากการเก็บสิ่งของที่มีค่าออกไปเก็บรักษาแล้ว ในส่วนการรื้อถอนอาคาร ทางบริษัทก็เลือกใช้วิธีตัดอาคารเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ แล้วใช้เครนทยอยขนลงมา แทนที่จะใช้วิธีการเจาะ ทำลาย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและทำได้เร็วกว่า เหตุผลมาจากต้องการสร้างมลภาวะในการรื้อถอนให้น้อยที่สุดนั่นเอง

เรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นเทรนด์ที่มาแรง และต้องทำไม่สามารถปฏิเสธได้ ปัญหาของโลก เรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันนี้ คนที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ยังไม่ออกมาทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด จะเห็นได้ว่ากลุ่มดุสิตแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นพลาสติกเลย หลอดก็ไม่พลาสติก แก้วก็ไม่พลาสติก ขวดก็ไม่พลาสติก เรามองว่าตรงนี้จะช่วยทำให้ธุรกิจของเราเติบโตต่อไปได้ ในเรื่องของความยั่งยืนของเราไม่ใช่เฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีเรื่องของคน เรื่องของการตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นของเราทั้งหมด ซึ่งเราก็โฟกัสในเรื่องนี้มานานแล้ว

ตัวอย่าง เช่น ในเรื่องของการบริหารจัดการกากอาหารหรือขยะจากอาหาร ธุรกิจโรงแรม 5 ดาวขนาดใหญ่แต่ละวันมีการผลิตขยะที่เหลือจากอาหารวันละหลายร้อยกิโลกรัม เรานำขยะตรงส่วนนี้ไปย่อยแล้วทำเป็นปุ๋ย แล้วเราก็นำปุ๋ยไปให้ชาวบ้านใช้ในการทำการเกษตร และเราก็ซื้อผลผลิตทางเกษตรจากชาวบ้านกลับมา เป็นลักษณะของ Farmer to the Table Concept ยอมรับว่าตอนนี้เรายังทำไม่ได้ทุกโรงแรมในเชนของเราแต่เราก็กำลังพัฒนา”

ศุภจี กล่าวว่า โรงแรมที่ปรับตัวได้อย่างเต็มรูปแบบในตอนนี้คือ อยู่ที่เกาะมัลดีฟส์ เพราะที่นั่นสามารถผลิตน้ำเอง ทำปุ๋ยเองพลังงานบางอย่างก็ทำเอง

“มีหลายโครงการที่เรากำลังทยอยทำอย่างเช่นเราเริ่มทำแปลงผัก ให้พนักงานกินเอง และในอนาคตเราก็จะนำมาใช้ในร้านอาหารของเราด้วย แต่ปัญหาตอนนี้คือผลผลิตยังไม่เพียงพอ และเราก็เริ่มใช้นโยบายซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้าน เพื่อที่ว่าหนึ่งเรารู้เลยว่าแหล่งวัตถุดิบนั้นมาจากที่ไหน สอง มาอย่าง

สะอาดจริงๆ ถามในเรื่องของความรับผิดชอบของสังคม เราเอาคำว่า Sustainable ใส่เข้าไปใน Process มากกว่าที่เราจะทำแค่ตรงนี้เป็นเครื่องมือด้าน CSR เพราะวิธีแบบหลังนี้มันจะไม่ยั่งยืน เราบอกว่าการที่ทำให้เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานทั้งระบบมันจะมีความยั่งยืนมากกว่า เราถึงเอาไปใส่ไว้ใน Brand Purpose ซึ่งใหญ่สุด เพราะจะทำให้พนักงานทุกคนรู้หน้าที่ว่าจะต้องทำอะไร หรือไม่อย่างไร”  

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.