5,126
VIEWS

เสน่หา มาร์เก็ตติ้ง เส้นทางต่อยอดศิลปินของ GMM Music

Nov 09, 2020 S.Vutikorn

เมื่อพูดถึง GMM Grammy แน่นอนว่าทุกคนจะคิดถึงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยที่ทำธุรกิจเพลงมาหลายสิบปี แต่ในปัจจุบัน GMM Grammy มีการได้แตกแขนงธุรกิจออกไปเป็นจำนวนมากมายหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเพลง, เอนเตอร์เทน, คอมเมิร์ซ, มีเดีย ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ตาม Core Business ของ GMM Grammy ก็ยังคงเป็นเพลงมาตลอด

เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากตัวเลขรายได้ก็คงพอที่จะเรียกได้ว่า GMM Music เป็นลูกคนโต หรือเสาหลักของบ้านหลังนี้

แต่มาในปีนี้ทาง GMM Grammy ก็ตัดสินใจคลอดลูกคนเล็กมาอีกคนภายใต้ชื่อ GMM Goods เพื่อมาต่อยอดธุรกิจของตัวเอง โดยมีคุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เข้ามารับบทบาทเป็นแม่ทัพใหญ่ในภารกิจนี้

 

ใครคือ GMM Goods

ตัวเลขของ GMM Grammy ในเชิง Holding Company ในปี 2562 บริษัทมีรายได้ อยู่ที่ 6,640 ล้านบาท เป็นรายได้จากธุรกิจเพลง 4,014 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 60% รายได้จากการซื้อขายสินค้า 1,973 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 30% รายได้จากธุรกิจอื่นๆ 615 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% และรายได้อื่นๆ อาทิ ดอกเบี้ย, เงินปันผล 38 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1%

ส่วนลูกคนโตอย่าง GMM Music นั้นมีรายได้รวมถึง 4,014 ล้านบาท สูงที่สุดในรอบ 10 ปี มีกำไร 472 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตกำไรที่ 13.2% ประกอบด้วย

ธุรกิจ Sponsorship & Artist Management มีรายได้ 1,408 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 35%

ธุรกิจ Digital Music มีรายได้ 1,123 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28%

ธุรกิจ Showbiz มีรายได้ 524 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13%

ธุรกิจการบริหารลิขสิทธิ์ มีรายได้ 313 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8%

ธุรกิจ Trading มีรายได้ 301 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 7%

ธุรกิจอื่นๆ มีรายได้ 345 ล้านบาท คิดเป็นส่ดส่วน 9%

แต่จากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งส่งผลกับโครงสร้างรายได้ของธุรกิจเพลงอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กล่าวคือ สินค้าในส่วนของ Physical Product มีสัดส่วนการขายลดลงอย่างมากและถูกทดแทนด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม หรือสตรีมมิ่ง ซึ่งเป็นเหตุผลหลักให้ GMM Grammy ต้องทำ Restructure - Refocus – Restabilize โดยการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อมารองรับการเติบโตของดิจิทัลแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดีย วีดีโอสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม และมิวสิกแอพพลิเคชั่น ผ่านความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ  YouTube, LINE TV, JOOK, Spotify,  iTunes ฯลฯ และมาเน้นสร้างรายได้จากธุรกิจโชว์บิซและบริหารศิลปิน อาทิ คอนเสิร์ต หรือมิวสิกเฟสติวัลมากขึ้น

ล่าสุด GMM Grammy ก็ได้มีการแตกบริษัทใหม่อย่าง GMM Goods ขึ้นมาเพื่อทำธุรกิจ Artist Product โดยเฉพาะ

คุณภาวิต อธิบายที่มาที่ไปของโครงการนี้ว่า Artist Product เป็นการทำธุรกิจที่ต่อยอดมาจากธุรกิจเพลง โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การบริหาร Big Data ซึ่งทางบริษัทเก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคมานานหลายปี

“Artist Product เป็นการต่อยอดศิลปินแบบเสน่หา มาร์เก็ตติ้ง ที่ใช้วิธีการคัดเลือกศิลปินมาร่วมทุนกับบริษัท เพื่อออกสินค้าภายใต้แบรนด์ของศิลปินเอง โดยศิลปินทุกคนจะเป็นเจ้าของแบรนด์ร่วมกับ GMM Goods”

โดยหัวใจในการรันธุรกิจของ GMM Goods จะประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก คือ

1. ความสัมพันธ์ของแฟนคลับของศิลปิน

ความสัมพันธ์ในที่นี้จะหมายถึงตัวเลขของแฟนคลับในโซเชียลมีเดียยอดนิยม อาทิ Facebook, Instagram, YouTube, Twitter, TikTok โดยมีเรื่องของการได้รับความนิยมของศิลปินเป็นปัจจัยเสริม

2. Branding

Branding ในที่นี้หมายถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ที่เกิดจากความร่วมมือของ GMM Goods และตัวศิลปินเอง หมายความว่าศิลปินจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาสินค้าจริงๆ ไม่ใช่เอาแค่ชื่อมาใช้งาน หรือเป็นแค่พรีเซ็นเตอร์ หรือแบรนด์ แอมบาสเดอร์

“ผมเชื่อเรื่อง Branding การลงทุนต้องเกิดแบรนด์ ถ้าเราอัดการสื่อสารเต็มที่คนต้องจำแบรนด์ ออร่า-ทัย ไม่ใช่ต่าย อรทัย ต้องจำแบรนด์ Colour Soul ไม่ใช่เป๊ก ผลิตโชค ไม่งั้นถือว่าผิด เพราะว่าเป๊ก ผลิตโชคจะออกสินค้าชื่อ Colour Soul ซึ่งเป็นชื่อที่เป๊กคิดเองจริงๆ”

3. Passion

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ ที่จะขาดไม่ได้เลย ก็คือเรื่องของแรงบันดาลใจหรือความเชื่อมั่น มุ่งมั่นของศิลปิน

ตรงจุดนี้ คุณภาวิตอธิบายว่า ถ้าศิลปินขาดความเชื่อ ธุรกิจจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้หรือได้ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก

“มีศิลปินจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกเกร็งเวลาที่ต้องไปขายสินค้าของตัวเอง เพราะยังขาด Passion ถ้าศิลปินขาดสิ่งนี้ไป เขาจะไม่มีวันพูดเรื่องสินค้า ซึ่งเป็นอุปสรรค เพราะธุรกิจลักษณะนี้คือ Real Marketing และ Authentic Marketing จริงๆ”

บันได 7 ขั้น

ปั้นดินให้เป็นดาว

ปัจจุบัน GMM Music มีศิลปินอยู่ในค่ายประมาณ 300 คน แต่ในความรู้สึกของคุณภาวิตและจากข้อมูล Big Data พบว่ามีศิลปินที่สามารถต่อยอดมาสู่ Artist Product ในเฟสแรกนั้น สามารถทำได้ไม่ถึง 10 แบรนด์เท่านั้น

เพราะฉะนั้น การที่ธุรกิจของ GMM Goods จะสามารถเติบโตและรันธุรกิจได้อย่างยั่งยืนนั้นจึงจำเป็นต้องพึ่งพา Ecosystem ของ GMM Grammy ทั้งหมดอยู่ดี

 ในเชิงธุรกิจเรียกว่า GMM Grammy กำลังใช้กลยุทธ์แยกกันเดินรวมกันตี กล่าวคือ GMM Grammy จะทำหน้าที่สร้างศิลปินและเพิ่มจำนวนแฟนคลับของศิลปิน ส่วน GMM Goods รับช่วงต่อโดยทำหน้าที่คัดเลือกศิลปินมาสร้างแบรนด์สินค้าไปพร้อมๆ กับการขยายเน็ตเวิร์ค

มาที่กระบวนการสร้างศิลปินของ GMM Music

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจน คุณภาวิตได้อธิบายแนวทางการสร้างศิลปินไว้เป็นขั้นตอน ดังนี้

1. เริ่มต้นจากศูนย์ คือการ Recruit เข้ามาในสังกัด ซึ่งก็มีหลายวิธีตั้งแต่รับสมัคร, ผ่านแมวมอง, ผ่านการประกวดเวทีต่างๆ

2. จากนั้นถึงจะเข้ากระบวนการปั้นให้เป็นศิลปิน ด้วยการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นทักษะการร้องเพลง, เต้น, สื่อสารกับคนดู รวมถึงการแก้ไข ปิดจุดอ่อนของศิลปินแต่ละคน

3. เมื่อพัฒนาศิลปินจนพร้อม ก็จะมาสู่ขั้นตอน Debut หรือการเปิดตัวศิลปิน ช่วงจังหวะนี้จะยังวนเวียนกับในขั้นตอนของการพัฒนาศิลปินไปอีกพักใหญ่

4. เมื่อเพลงที่เป็นซิงเกิ้ลเริ่มได้รับความนิยมก็จะเริ่มมีแฟนเพลงขึ้นมา ในช่วงเวลานี้รายได้ของศิลปินส่วนใหญ่ยังมาจากการลิขสิทธิ์เพลงหรือ Digital Music

5. ศิลปินจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็ต่อเมื่อแฟนเพลงขยายตัวเพิ่มมากขึ้น และพัฒนาไปสู่แฟนคลับ ใน Stage นี้ศิลปินจะเริ่มมีสินค้าคอลเลคชั่น ของสะสม หรือสินค้า Merchandise จำหน่าย รวมไปถึงรายได้จาก Showbiz, Sponsorship & Artist Management ก็จะเพิ่มสูงขึ้น

6. ศิลปินจะประสบความสำเร็จสูงสุดได้จำเป็นต้องมีกลุ่มที่เรียกว่า Brand Advocate หรือสาวกคอยติดตามเป็นจำนวนมาก จนถึงขั้นที่สามารถทำ Solo Concert ที่มีคนดูระดับเกิน 10,000 คนได้

7. การได้จัด Solo Concert นี้จะว่าไปแล้วก็ถือเป็นจุดสูงสุดของอาชีพศิลปินนักร้อง เพราะมีศิลปินเพียงไม่กี่คน หรือไม่กี่วงที่จะสามารถจัด Solo Concert ระดับ 20-30 รอบอย่างเบิร์ด ธงไชย เพราะฉะนั้นทาง GMM Grammy จึงได้วางแนวทางการพัฒนาธุกิจให้ศิลปินไว้ 2 แนวทาง เพื่อต่อยอด Ecosystem ของอุตสาหกรรม และให้ธุรกิจเพลงติบโตแบบยั่งยืน คือ

    7.1 การทำ Artist Product ที่มี 2 แนวทาง คือ Direct to Fan กับผ่านแพลตฟอร์มระบบขายตรง SLM ซึ่งศิลปินที่ทำได้จะต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อดังกล่าว

    7.2 การขายความเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หรือพัฒนาไปเป็นทีมงานอยู่เบื้องหลัง อย่างเช่น อ๊อฟ Big Ass (พูนศักดิ์ จตุระบุล) ที่ตอนนี้ได้เข้ามาเป็นทีมงานสร้างศิลปินใหม่ในเครือ Genie Records หรือ ปณต Getsunova ที่ขยับมาเป็นทีมงาน Showbiz

“เป้าหมายของผมต้องสร้างธุรกิจเพลง และธุรกิจบันเทิงอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นต้องสร้าง Ecosystem และ Infrastructure วันนี้เราเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นแล้ว เพราะหลายสิ่งเริ่มบานออกมาเป็นแพลตฟอร์ม เริ่มบานมาให้เห็น GMM Goods เป็นตัวอย่างที่ดี

การสร้างศิลปิน แฟนคลับ เพลง คอนเสิร์ต จะถูกขับเคลื่อนจาก GMM Music แต่ GMM Music ทำขายตรงไม่ได้เลยต้องเปิดบริษัทใหม่มา แต่เราถือหุ้น 100% เพื่อทำธุรกิจขายตรงจริงๆ เรามีทีมของเรา เพราะมันคือเป้าหมายเดียวกัน ทางเพลงก็ต้องส่งเสริมศิลปินให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ทาง GMM Goods ก็ทำหน้าที่พัฒนาช่องทางการขายและตัวแทนการขายที่มีประสิทธิภาพโดยตรง”

Iconic Business

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าการสร้าง Artist Product ของ GMM Goods นั้น จะมี 2 แนวทาง คือ Direct to Fan กับ SLM

อย่างแรกหรือ Direct to Fan นั้น จะเป็น Artist Product ที่ขับเคลื่อนด้วยความใกล้ชิดของศิลปินกับแฟนคลับ จำนวนสินค้าจะมีผลิตและวางจำหน่ายในปริมาณที่จำกัดหรือไม่มากจนเป็นตลาด Mass แต่จะใช้กลยุทธ์ด้านราคาโดยวางโพสิชั่นนิ่งของสินค้าเป็น Premium Product และช่องทางการขายก็จะเป็นการขายผ่าน E-Commerce โดยตรงไม่มีการข่ายผ่านตัวแทน ตัวอย่าง เช่น แบรนด์ Colour Soul ของ เป๊ก ผลิตโชค

ปัจจุบันนี้ เป๊ก ผลิตโชค มีผู้ติดตามผ่าน Facebook ถึง 800,000 บัญชีผ่าน Instagram และ Twitter ถึง 1,100,000 บัญชี

Colour Soul มีการออกสินค้ามาแล้ว 2 คอลเลคชั่น คือ Secret ที่วางจำหน่ายไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และหมดลงอย่างรวดเร็ว กับคอลเลคชั่น Breath ที่เริ่มเปิดวางจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา

เป๊ก ผลิตโชค ได้อธิบายที่มาที่ไปของ Colour Soul Breath ว่า “ชื่อ Breath มาจากความคิดที่อยากจะสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นตัวเอง และเป็นสิ่งที่ตนชอบและรัก เป็นเสมือนลมหายใจจึงได้แรงบันดาลใจกับคำว่า Breath ซึ่งมีความหมายว่า ลมหายใจ ลมหายใจของผลิต ลมหายใจของแฟนๆ (นุช, นุชา) กลิ่นหอมนี้เป็นสื่อกลางให้เราสื่อถึงกันได้”

Colour Soul Breath เป็นสินค้า Limited Edition โดยจัดจำหน่ายพร้อมกับบัตรเข้างาน The Breath Fan Meet และ Merchandise อื่นๆ โดยการออกแบบ Merchandise ในแต่ละแพ็ก ได้แรงบันดาลใจมาจากทะเล ชายหาด และการถ่ายทำหนังโฆษณาที่เมือง Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา

ในคอลเลคชั่นนี้เป๊กได้เลือกสรร สีน้ำ ดีไซน์ขวด กล่อง และของใน BOXSET ด้วยตัวเองเช่นเดียวกันกับคอลเลคชั่น Secret โดยคอลเลคชั่นนี้จะมีทั้งหมด 3 เซต คือ BOXSET VIP,  A, B ราคา 6,500 5,500 และ 2,500 ตามลำดับ ทุกเซตจะได้รับน้ำหอมขนาด 90 มล. แต่ Special Gift จะแตกต่างกัน โดยคนที่ซื้อน้ำหอม BOXSET VIP จะมีสิทธิ์เข้าร่วมงาน The Breath Fan Meet ในโซน VIP ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปี

“การทำ Artist Product แบบ Iconic Business การขายแบบพิเศษ เราไม่ได้ขายแค่น้ำหอม เราขายความสัมพันธ์โดยรวม ขายเป็น BOXSET ซื้อแล้วได้อื่นๆ นอกจากน้ำหอม ได้สินค้า Merchandise ถ้า BOXSET VIP ก็จะได้กระเป๋าผ้า, ผ้าพันคอ, Photobook, Postcard และยังได้เข้างานแฟนมีทแบบ VIP จะเห็นว่าจริงๆ เราไม่ได้ขายโปรดักต์ 100% แต่เราขายความรู้สึกของคน ส่วนคนที่ซื้อ BOXSET ปกติก็จะได้สิทธิ์สุ่มเลือกเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการกุศลอีก 100 คน”

ปั้นแพลตฟอร์ม SLM เจาะตลาดรากหญ้า

อีกโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ ธุรกิจขายตรงแบบ SLM (Single Level Marketing) เพื่อบุกตลาด Artist Product ในอีกรูปแบบหนึ่งโดยมีสินค้าล็อตแรกเป็นกลุ่มสกินแคร์ภายใต้ชื่อ ออร่า-ทัย ซึ่งวิธีการนี้ค่อนจะเจาะตลาด Mass มากกว่า Iconic Business อยู่พอสมควร

เหตุผลที่ GMM Goods เลือกเปิดตัวสินค้าร่วมกับต่าย อรทัยเป็นคนแรกก็มาจากฐานแฟนคลับของต่าย อรทัยที่มีเป็นจำนวนมากติด Top 5 ของศิลปินในค่าย โดยต่าย อรทัย มีแฟนเพจกดติดตามใน Facebook มากถึง 5,500,000 บัญชี มีคนติดตามใน Instagram ถึง 600,000 บัญชี และติดตามผ่านช่องทาง YouTube ถึง 720,000 บัญชี

“Positioning ของบริษัทสำคัญมากๆ เรามองไปที่การเจาะกลุ่ม Nationwide แบบรากหญ้าเลย ภาพที่ชัดที่สุดจึงเริ่มจากศิลปินเพลงลูกทุ่ง นี่คือเหตุผลที่ทำไมไม่เลือกพี่เบิร์ด เราเน้นไปที่กลุ่มลูกทุ่งก่อน เน้นคนอีสาน สาวโรงงาน หาเช้ากินค่ำ

ออร่า-ทัย ก็มาจากตัวตนของต่าย อรทัยที่อยู่ในวงการเพลงมามากกว่า 20 ปี ส่วนที่เลือกเปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์ก็เนื่องมาจากต่ายเป็นคนที่ดูแลตัวเองและรักสวยรักงามจึงเหมาะสมกับสินค้ากลุ่มนี้ที่สุด”

ในเฟสที่ 1 นี้ มีการเปิดตัวสินค้าทั้งสิ้น 3 SKU คือ Aura-Thai Triple8 Aura White Serum, Aura-Thai Triple8 Aura White Day Cream SPF50 PA+++ และ Aura-Thai Triple8 Aura White Mask Sheet

ส่วนในเรื่องของตัวแทนจำหน่ายทาง GMM GOODS ตั้งเป้ามีตัวแทนการขายในปีแรกไว้ที่ 9,000 คน 15,000 คนในปีที่ 2 และ 25,000 คนในปีที่ 3

“การเปิดตัวธุรกิจใหม่นี้ เป็นเหมือนการตกปลาในบ่อตัวเอง ไม่ได้คิดไปแข่งขันกับใคร ไม่ได้แข่งขันกับตลาด Retail ที่ต้องจ่ายค่า GP ลำพังแค่แฟนคลับของต่ายก็สามารถสร้างโอกาสทางการขายได้มหาศาล แฟนคลับ 20,000 คนจาก 5 ล้านคน ซื้อสินค้าเดือนละ 1,000 บาทก็มียอดขายต่อปี 240 ล้านบาทแล้ว ส่วนตัวมองว่าแฟนคลับของต่ายเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ เพราะบัตรคอนเสิร์ตของ ต่ายสามารถขายได้ตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึง 4,000 บาท เพราะฉะนั้น สินค้าชุด 3 ชิ้นราคา 999 บาท จึงน่าจะมีกำลังซื้อ”

 

สร้างแพลตฟอร์มเพื่ออนาคต

ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง คุณภาวิตคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างยอดขายในธุรกิจใหม่นี้อย่างน้อย 500 ล้านบาทใน 3 ปี

เหตุผลที่คุณภาวิต มีความมั่นใจขนาดนี้ก็เพราะว่า ได้วางรากฐานธุรกิจในรูปแบบแพลตฟอร์มไว้ตั้งแต่ต้น ทำให้สามารถหาสินค้าที่หลากหลายมาจำหน่ายได้ในอนาคต

“เราจะชนะโลกธุรกิจได้อย่างไร คำตอบคือ ช่องทางการขาย ใครที่ครอบครองตรงนี้ได้เป็นผู้ชนะวินทั้งนั้น เพราะคนที่ถือโปรดักต์ก็ยังต้องพึ่งพาช่องทาง ตอนนี้โลกถูก Disruption จนเราสามารถ Direct to Fan ได้เลย ไม่ต้องผ่านช่องทางการขายแบบเดิม เพราะว่ามี E-Commerce ผมถึงบอกว่า Artist Product เป็น Subset แต่หัวใจคือ ช่องทางการขาย ที่มี 2 แบบ คือ Direct to Fan แบบ E-Commerce กับขายตรงที่มีทั้งตัวแทนขายตรง, E-Commerce, Call Center นี่คือ ภาพใหญ่ในแต่ละแพลตฟอร์ม

แต่ถึงแม้ว่าธุรกิจนี้จะไดรฟ์ด้วยช่องทางการขาย แต่ว่าการเชื่มโยง การชักชวน หรือ Persuasion มาจากความสัมพันธ์ เช่น ทำไมคนซื้อคทา ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำอะไรได้มากมาย แต่กับแฟนคลับของศิลปิน มันมีความหมายว่าทุกพื้นที่ใน Concert Hall จะไม่มีพื้นที่ไหนเลยที่ไม่มีแสงสว่าง ไม่มีไฟดวงนี้ มันคือแสดงออกซึ่งความรักมากกว่า”

สำหรับอนาคตของ GMM Goods คุณภาวิตกล่าวว่า ต้องทำควบคู่ไปทั้ง 2 ทาง คือ หาศิลปินใหม่ๆ มาสร้างแบรนด์ โดยไม่มีการปิดกั้นว่าจะต้องเป็นศิลปินในเครือของ GMM Music เพราะรูปแบบการทำธุรกิจของ GMM Goods นี้เซตแบบเปิดกว้างไว้ตั้งแต่ต้น

ส่วนความท้าทายจากนี้ไปสำหรับ GMM Goods คือการสร้างตัวแทน เพราะต้องไม่ลืมว่าธุรกิจนี้คือการตักน้ำใส่ถังที่รั่ว ไม่มีวันเต็ม มีคนเข้าก็มีออก นี่คือสิ่งที่หยุดไม่ได้ กับอีกเรื่องก็คือ การประชาสัมพันธ์ ทำอย่างไรให้คนรับรู้ให้มากที่สุด           

“นโยบายของเราอาจจะทำ Co-Branding ในอนาคต เราจะเห็น Benefit ใหม่ๆ เกิดขึ้นที่นี่ อนาคตเราจะมีขาที่ 3 ซึ่งอาจเป็นศิลปินนอกค่าย หรือว่าเป็นสินค้าจริง แบรนด์จริง ที่เอาจุดแข็งของคุณมาเชื่อมโยงกับจุดแข็งของเรา คนที่เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ทั่วประเทศเราเปิดรับหมด แต่ต้องมาพร้อมแบรนด์

ส่วนความท้าทายในระยะกลาง คือ การหาสินค้าเข้ามาเติมพอร์ต การหา SKU ใหม่ๆ การหาศิลปินใหม่ๆ อย่างต่าย อรทัย ใครจะไปรู้ว่าเราอาจจะขายกระทะก็ได้ สำคัญที่สุดคือ เราต้องรู้ว่าแฟนคลับเราเหมาะกับอะไร ศิลปินมี Passion หรือเปล่า แฟนคลับเรา OK หรือเปล่า ไม่ใช่อยากทำอะไรก็ทำเลย เพราะคุณคือเจ้าของสินค้า”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

violet porno xxx phim sex 2020 lawnjinsi Filmes Pornô PuttanaHD Madre Y Hija Calientes Viendo Peliculas gratis porno alte schwarze straps fotzen pakistani indain porn videos xn----4mcbuj2htacf75kha.com pornolegende Free Desi Scandal xxx e videos pornos www.grandexxx.com www.xxxarabtube.com www.zwartporno.com www.echterporno.com www.nubepornogratis.com www.perlasesso.com videos de sexo 3gp