18,456
VIEWS

"ศึกษาอนาคต เพื่อให้มีอนาคตทางเลือก” ดร.การดี เลียวไพโรจน์

Dec 05, 2020 S.Vutikorn

ไม่นานมานี้ MQDC ได้มีการเปิดตัวศูนย์วิจัยอนาคตศึกษา FutureTales Lab by MQDC โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการใช้ชีวิต รวมถึงคาดการณ์อนาคตเพื่อสะท้อนภาพของการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียนรู้ การใช้เวลาว่าง คมนาคมขนส่ง และบริบทของความยั่งยืน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาต่อยอดการพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมถึงผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์กับวิถีชีวิตของคนในอนาคต รวมถึงการส่งต่อข้อมูลไปสู่สาธารณะและระดับนโยบายอย่างภาครัฐ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน โดยมีดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด

เป้าหมายและความท้าทายของ FutureTales Lab คืออะไร?

บทสัมภาษณ์ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ หัวหน้าคณะที่ปรึกษาฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นี้มีคำตอบ

 

“ภารกิจหลักของ FutureTales Lab คือการศึกษาวิจัยเรื่องของอนาคต ไม่ใช่เฉพาะแค่อนาคตของกรุงเทพฯหรือประเทศไทย แต่ว่าหมายรวมถึงอนาคตของโลกด้วย เพื่อที่จะมาสร้างฉากทัศน์ว่า เราควรจะต้องมีการเตรียมพร้อมสู่โลกอนาคตอย่างไร ทั้งในข่าวที่เป็นข่าวดีก็คือโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ไปจนถึงข่าวร้ายที่เราต้องเร่งป้องกัน ที่เราสามารถจะทำได้ในมุมของ MQDC” ดร.การดี เริ่มต้นสนทนาด้วยการเล่าภารกิจของ FutureTales Lab ให้ทีมงานได้ฟัง พร้อมกันนี้ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าภารกิจของศูนย์ฯ จะเน้นทั้งงานเชิงรุกที่มองไปข้างหน้า รวมถึงงานป้องกันเชิงรับ

“เราจะเป็น Look Ahead Team เราใช้คำนี้ มองว่ามันน่าจะเกิดอะไรขึ้น พอเรามองแล้ว เราวิจัยแล้ว แล้วเรามั่นใจแล้วว่าหนึ่ง เราต้องป้องกันเนี่ย เราก็จะต้องรีบลุกขึ้นมาร่วมกัน Task Force ในรูปแบบต่างๆ ถ้าจะเป็นในเชิงของธุรกิจภายในเราก็ต้องพูดคุยกับทางผู้บริหาร หรืออะไรที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีของคนในเมือง เราก็รีบที่จะไปหาหรือพูดคุยกับคนที่มีความรับผิดชอบโดยตรง อย่างเช่น กรณีของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข หรือว่ากรุงเทพฯ เป็นต้น”

โดย FutureTales Lab วางเป้าหมายที่ต้องการสร้างคุณค่าสำคัญ 3 ประการ คือ 

                1.แลกเปลี่ยนความรู้และข้อมูลเพื่อทำการเผยแพร่สู่สาธารณะ (Exchange Knowledge and Data)

                2.สร้างความร่วมมือ เครือข่าย และการมีส่วนร่วมกับชุมชน (Engagement)

                3.เปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของมนุษย์ต่อเรื่องการให้ความสำคัญต่อการเตรียมการสู่อนาคต (Evolution)

ทุกวันนี้ FutureTales Lab มีนักวิจัยที่ทำงานเต็มเวลาทั้งหมด 4 คน แต่ที่ศูนย์จะใช้การทำงานผ่านระบบ Network แทน ไม่ว่าจะเป็นจากทางมหาวิทยาลัย จากองค์กรต่างประเทศ โดยมีกระบวนการศึกษาอนาคตผ่านการรวบรวมข้อมูลเทคโนโลยีดิจิทัล มาทำการวิเคราะห์ คาดการณ์เหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่าง Earth Pulse แพลตฟอร์มข้อมูลสำหรับติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทะเล อากาศ พื้นดิน น้ำแข็ง และสิ่งมีชีวิต โดยได้ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและที่ปรึกษาระดับโลก ได้แก่ ARUP Foresight + Innovation จากประเทศออสเตรเลีย เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ FutureTales Lab ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรในระดับประเทศ อาทิ สถาบันนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงพันธมิตรผู้สนใจด้านอวกาศ เช่น Space Zab และ SPACETH เป็นต้น เพื่อสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือ แลกเปลี่ยนข้อมูลที่น่าสนใจในหลากหลายแง่มุมของมนุษยชาติ กับนักอนาคตศาสตร์ทั่วโลก และระดับองค์กรต่างๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างอนาคตที่ดีขึ้นร่วมกัน

“เราพยายามสร้างเป็น Network เหตุผลเพราะว่าเรื่องของการคาดการณ์อนาคต สำหรับ FutureTales Lab แล้วไม่ใช่วิชาชีพที่จะมีคนจบเรื่องนี้มาโดยตรง แต่ว่ามันจะต้องเป็นกลุ่มคนที่มีประสบการณ์แล้วก็มีทักษะที่หลากหลาย แล้วจึงมาทำสิ่งนี้ร่วมกัน จะสังเกตว่านักวิจัยของ FutureTales Lab จะมี Background ไม่เหมือนกันสักคน ส่วนตัวจบ Engineer ส่วนคุณวิพัตรา ก็เป็นหมอทางด้านสุขภาพจิต แล้วก็มีอาจารย์ที่เป็น Research Director ที่ชำนาญด้าน Social Science และอีกท่านหนึ่งก็มาจากทางด้านอักษรศาสตร์ เพราะฉะนั้นเราก็พยายามที่จะรวบรวมคนที่ Background ไม่เหมือนกัน เพื่อที่จะมาคาดการณ์อนาคตในหลายมิติแล้วก็คนที่หลากหลายรูปแบบ”

ถ้าจะให้ ดร.การดี ตีความคำว่า “For All Well-being” ความหมายที่แท้จริงคืออะไร? ทีมงานตั้งข้อสงสัย

“For All Well-being คือ ความเป็นอยู่ที่ดีแต่ว่าไม่ได้เฉพาะคนเท่านั้น มันจึงมีคำว่า For All นั่นคือหมายถึงว่า ทั้งคน, สัตว์, ต้นไม้ ต้องดีทั้งหมด จุดนี้คือสิ่งที่เรากำลังจะมุ่งไปด้วยเหตุผลที่ชัดเจนว่า ถ้าเกิดเรามอง Well-being สำหรับมนุษย์อย่างเดียว เรามักจะคิดในช่วงสั้นๆ การรุกล้ำป่า, การรุกล้ำพื้นที่ อันนี้คือ Well-being ของมนุษย์

แต่เรารู้อยู่แล้วว่าทั้งป่า ทั้งสัตว์ แล้วก็คนล้วนอยู่ใน Ecosystem เดียวกัน ถ้า 3 กลุ่มนี้มันไม่สามารถมี All Well-being ที่ Balance ร่วมกันได้จะส่งผลเสียอย่างใหญ่หลวงในอนาคต มันก็เลยเป็นเหตุผลว่าเราเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ MQDC ทำ เราจำเป็นต้องมอง For All Well-being จริงๆ”

เมื่อถูกถามถึงว่า FutureTales Lab เป็นหน่วยงานไม่ได้มุ่งหวังกำไรเหมือนกับ RISC (Research & Innovation for Sustainability Center) ใช่หรือไม่ กับคำถามนี้ ดร.การดี ตอบว่า หน่วยงานนี้ลงทุนโดย MQDC ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์วิจัยโดยตรงจริงๆ ซึ่งบุคคลภายนอกหากต้องการนำเอาข้อมูลงานวิจัยไปใช้งานก็สามารถแชร์ความร่วมมือกันได้

“สิ่งที่เราอยากได้มากกว่าจากงานวิจัย คือการถกปัญหา พูดคุยและนำไปสู่ Action เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องขององค์ความรู้ ข้อมูล เราให้ฟรี เพราะเราถือว่าองค์ความรู้เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องแชร์ แต่ถ้าแชร์แล้วสามารถถ้านำไปสู่การปฏิบัติ คิดว่าสิ่งนี้จะถือเป็นความสำเร็จของเรา

แต่ถามในเรื่องของรายได้ว่ามีอะไรบ้าง ก็อธิบายว่ารายได้ไม่ใช่เรื่องหลัก แต่จะมาจากการทำ จากการไปช่วยทำ Workshop หรือว่าทางบางบริษัทที่มีโจทย์วิจัยเฉพาะกิจของ แล้วอยากให้เราเอาทักษะของเราเข้าไปช่วย อันนี้ก็จะเป็นลักษณะของการให้คำปรึกษาซึ่งเราก็เปิดรับทำตรงนั้นอยู่”

ดร.การดี ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า กับ RISC ถือว่าอยู่ใน Working Group เดียวกัน โดยใน DTGO ซึ่งเป็น Holding Company จะมีทีมชื่อว่า Strategic Future Office ซึ่ง FutureTales Lab กับ RISC จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทีมนี้ เพื่อที่จะมองไปในอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้นและเราควรจะต้องเฝ้าระวังอะไร อย่างไร

“ถ้าจะแบ่งงานกันให้ชัดเจน FutureTales Lab จะมีหน้าที่มองอนาคตว่าจะมี Scenario อะไรบ้าง ที่ต้องเร่งป้องกัน และอะไรที่ต้องเร่งสร้าง แล้วถึงจะไปทำงานกับ RISC เพื่อบอกว่านี่คือ Innovation ที่โลกต้องการ แล้ว RISC จะทำหน้าที่หา Solution และคิดทำขึ้นมา จากนั้นเราก็จับไม้ต่อมามองอนาคตว่าจะเกิดเป็น Scenario อะไร อย่างไรบ้าง

หน้าที่เรา คือคาดการณ์อนาคตถ้ามันเป็นอนาคตที่เราไม่พึงประสงค์ เราจะต้องทำให้เกิดการลงมือทำอะไรบางอย่างในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้มันเกิดสิ่งนั้นในอนาคต เราเชื่อว่าคำว่า อนาคต หรือ Futures จะต้องมี S เสมอ เราจะสร้างอนาคตในหลายๆ ภาพ ให้มีอนาคตทางเลือก”

ทีมงานตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า 2 หน่วยนี้ มีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ของการเป็น PropTech ขององค์กรมากน้อยเพียงใด

“ภาพของเรามองไปไกลกว่านั้นแล้ว มองไปกับที่ปรัชญาการทำงาน PropTech สำหรับเราคือ Tools คือเครื่องมือที่เราคิดว่ามันจำเป็นในระหว่างทางเพื่อที่จะตอบโจทย์อะไรบ้าง แต่การมีศูนย์วิจัย 2 ศูนย์พร้อมกัน แสดงให้เห็นว่าเราเป็นองค์กรที่พร้อมต่ออนาคต ซึ่งเรามักจะบอกว่าเราเป็นองค์กรที่เป็น Future-Proof Organization หมายความว่า ถ้าอนาคตมีการเปลี่ยนแปลง เราเองซึ่งมีศูนย์วิจัยตรงนี้อยู่ทั้ง 2 ศูนย์จะสามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่า”

ขยับมาที่เรื่องของงานวิจัย ทีมงานตั้งคำถามว่า มองการเติบโตของกรุงเทพฯอย่างไร?

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.การดี มองว่า การขยายเมืองของกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนรูปแบบไปจากที่เติบโตมาตั้งแต่ยุคสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือในอดีตที่ผ่านมากรุงเทพฯ เติบโตจากศูนย์กลาง คือเขตพระราชวังแล้วค่อยๆ ไล่เลียงออกไปเรื่อยๆ แต่ในวันนี้การเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเรื่องของเทคโนโลยีก็ดี เรื่องของสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือแม้แต่เรื่อง COVID-19 ก็ตาม

“การเติบโตของกรุงเทพฯ อาจจะไม่จำเป็นต้องเติบโตแบบ Ripple Effect แต่จะเกิดในแง่ของเมืองใกล้เคียงหรือว่าเป็น Community ที่เราเรียกว่า Mini Urbanization หรือ Satellite City มากยิ่งขึ้น อันนี้คือทิศทาง เพราะฉะนั้นบทบาทของ Real Estate เราก็คงไม่ได้มองแค่ Prime Location ที่มาแข่งขันกันด้วยทุนอย่างเดียว คือถ้ามีทุนก็ต้องซื้อ Prime Location ได้ ซื้อ Prime Location ได้ก็สามารถขายของแพงได้ อนาคตจะไม่ได้แข่งในมิตินี้อย่างเดียว แต่จะแข่งในมิติของ Innovation คือการสร้างนวัตกรรม แม้ว่าเราอาจจะอยู่ในทำเลที่วันนี้ไม่ใช่ Prime Location แต่ถ้าเรามี Innovation เรามีปรัชญาในการสร้าง เราสร้างเมืองในสิ่งที่เราต้องการ เช่น Resilience and Happiness ก็จะสามารถสร้างมูลค่าได้ที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการเติบโตของเมืองก็ดี มันก็จะเกี่ยวข้องกับการวางโมเดลในกลุ่มของ Real Estate ด้วยเช่นเดียวกัน”

ดร.การดี ยังได้อธิบายเพิ่มเติมว่า พอเทรนด์การขยายเมืองของกรุงเทพฯ เปลี่ยนไป เทรนด์ของตลาดอสังหาก็ต้องปรับตัวตามการใช้งานของคน ซึ่งวันนี้สิ่งที่พบเห็นมากขึ้น ก็คือการสร้างพื้นที่ใหม่ให้เป็น New Needs หรือ Prime ใหม่ๆ เช่น โครงการ The Forestias ที่บางนา ซึ่งสมัยก่อนอาจจะรู้สึกว่าไกล แต่ถ้าสามารถสร้างสิ่งที่ดึงดูดเป็น Mixed-use ที่มีคุณค่าพอที่จะครบ Loop ของวิถีชีวิตที่ใหม่ที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ ก็จะกลายเป็น Move ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในตลาดอสังหา

“ยกตัวอย่าง นักลงทุนจีนเขาไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องอยู่ติด BTS แบบ 3 ก้าวกระโดดถึง แต่ว่าอยู่ในพื้นที่ที่มีความสะดวกสบายกับวิถีชีวิตประจำวัน ซึ่งไกลได้ไม่เป็นไร หรือแม้แต่กลุ่มที่จะเป็น Buyer รุ่นใหม่ซึ่งเราให้ความสนใจมาก คือกลุ่ม Gen Z ความหมายของกลุ่ม Gen Z เวลาซื้อของ แล้วเราคิดว่ากำลังสร้างสินค้าที่เรียกว่า Premium หรือ Luxury Product โดยเอาวิธีคิดของ Gen X ลงมา ก็เป็นความคิดที่ผิด เพราะว่าความ Luxury ของ Gen Z เนี่ย ไม่ใช่ Chandelier ไม่ใช่อะไรที่แบบ Shiny เงาวาววับ แต่มันคือธรรมชาติ คือการได้อยู่ใกล้ต้นไม้เป็น Luxury อีก Domain นึงของคนกลุ่มรุ่นใหม่

ทีมวิจัยของเรา สิ่งที่เรามั่นใจและเราคิดว่าเราเก่งมากก็คือว่า การผสมผสานระหว่าง 2 ศาสตร์เข้าด้วยกัน คือ Design Thinking คือเอาคนเป็นศูนย์กลาง มี Empathy แต่ในขณะเดียวกันเราเอา Future Thinking เข้ามาผนวกด้วย เวลาเรามอง เราไม่ได้มองความต้องการของคนปัจจุบัน เรามองความต้องการของคนในอนาคต ว่าเขาจะมีความต้องการแบบไหน”

คิดอย่างไรถ้า For All Well-being มาพร้อมต้นทุนที่สูงขึ้น? ทีมงานตั้งคำถาม

“ถ้าเป็นในแง่ของการเปรียบเทียบใช่ แต่คิดว่ามองในระยะยาวจะคุ้มค่ามากกว่าแน่นอน เพราะมีจุดที่เราเรียกว่า Breakeven Point อยู่ได้ไม่ยาก เราได้ Insight มาจากการพูดคุยกับ Gen Z เราถามเขาว่า ถ้าเกิดเราจะต้องซื้อของที่แพงขึ้นกว่าเดิมนิดนึง แต่ว่ามันเป็นของที่ทำให้เรารู้ได้ว่าไม่ทำร้ายธรรมชาติจะซื้อไหม เขาบอกซื้อ เหตุผลง่ายนิดเดียวว่า ยอมลงทุนวันนี้เยอะหน่อยกับการที่เราต้องเอาเงินไปแก้ไขปัญหาอนาคต ไม่ต้องเปรียบเทียบ ชัดเจนว่าการลงทุนวันนี้เพื่อป้องกันเป็นเม็ดเงินที่น้อยกว่าการแก้ไขปัญหาในอนาคตแน่นอน”

ถึงตรงนี้ทีมงานมีข้อสงสัยว่าการออกแบบที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน ยังสามารถเติมเต็มคำว่า Sustainable Living เข้าไปในส่วนไหนได้อีก

กับคำถามนี้ ดร.การดี อธิบายว่า เรื่องของ Sustainable Living สามารถเติมเต็มได้ไม่มีสิ้นสุด และบริษัทก็ยังต้องมีการเติมเต็มต่อไปเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าความท้าทายของโลกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนนั้นเกิดขึ้นเร็วมากอย่างมหาศาล

“เมื่อก่อนเรามองในแง่ของห้อง แง่ของตัวตึก ในเรื่องของอากาศสะอาด เรื่องของความปลอดภัย ตรงนี้กลายเป็น Basic เป็น Standard ของเราไปแล้ว เรากำลังอยากจะต่อยอดไปอีก เราจะอยากชวนเพื่อนในย่านนี้หรือว่าคนที่อยู่ในเมืองนี้มีความเข้าใจด้วยกันเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงให้มากยิ่งกว่าที่จะเป็นตัวตึกหรือคอนโดที่ Stand Alone แต่ว่าเรากำลังจะหมายถึงความเป็นอยู่ที่ดีของคนทั้งเมือง

การเปลี่ยนแปลงปัจจุบันเกิดขึ้นเร็วมาก การพัฒนาให้ได้ผลคิดว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ เราจึงมักจะพูดเสมอว่าเรื่อง Partner ในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เราจึงจะอยากจะแชร์ข้อมูลตรงนี้ให้กับคนอื่นที่จะร่วมมือร่วมเดินทางไปพร้อมๆ”

เมื่อถูกถามถึงว่ามีโอกาสมากน้อยเพียงใดที่ประเทศไทยจะพัฒนาเป็น Blue Zone ดร.การดี อธิบายว่ากำลังศึกษาในเรื่องนี้อยู่ผ่านแนวคิดของคำว่า Happy and Resilience หรือสบายกาย สบายใจ ซึ่ง 2 คำนี้มีผลกับชีวิตยืนยาว และคุณภาพชีวิต

“ตอนนี้เรากำลังทำวิจัยเรื่องนี้อยู่ เช่น การวัด Happiness เราสามารถวัดยังไงที่เป็น Scientific ให้ได้ แต่ถามว่าเชื่อใน Blue Zone ไหม คิดว่าเราสร้างได้ บนพื้นฐานของความร่วมมือจากทุกฝ่าย”

ดร.การดี อธิบายเพิ่มเติมว่า การเข้ามารับผิดชอบในส่วนนี้ทำให้มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า Pain Point มากมาย ตัวอย่าง เช่น ตอนทำ Workshop กับ Gen Z ที่ผ่านมา ชีวิต Gen Z ต้องการความสะดวกสบายแบบ Extreme Convenience นั่นคือชีวิตประจำวันที่ต้องการความสะดวก เพราะฉะนั้นเหมือนกับความสะดวกสบายจะเป็นพื้นฐานปกติ ไม่เหมือนคนรุ่นก่อนที่มองว่าความสะดวกสบายคือสิ่งที่หรูหรา

“เราเคยถาม Gen Z ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า Luxury กลับกลายได้คำตอบว่า อยากจะคั่วกาแฟทานเอง เราฟังอาจจะดู Contrast แต่ทำให้เราเข้าใจว่า ยุคของเรามีความไม่พร้อม เพราะฉะนั้นชีวิตประจำวันของเราคือความไม่สะดวกสบาย เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเรามีเงิน เราจะเลือกซื้อความสะดวกสบาย แต่กลับกัน Gen Z ที่เกิดมาบนโลกเทคโนโลยี ความสะดวกสบายกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้นการที่ต้องรอบ้าง ไม่สะดวกบ้าง หรืออะไรที่ Raw หรือดิบมากๆ กลับกลายเป็นสิ่งที่หรูหราของเขา”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ดร.การดี กล่าวว่า จากนี้ต่อไป FutureTales Lab จะต้องทำงานเชิงรุกมากขึ้น

“ช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา เรามองโมเดลจีนหรืออเมริกาแล้ว เราเชื่อว่าหนักแน่ 3 เรื่อง คือ ล็อกดาวน์, เรื่องเศรษฐกิจ และเรื่องปัญหาสุขภาพจิตที่จะตามมา นักวิจัยเราเอามีการเอาข้อมูลนี้ไปเสนอกับทางภาครัฐ และเราเอามาใช้เป็นเซอร์วิสของ MQDC เปิดบริการดูแลสุขภาพจิตให้กับลูกบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นครั้งยิ่งใหญ่ของวงการจิตเวชศาสตร์และการอสังหา

สมัยก่อนคอนโดต้องมีสระน้ำ ฟิตเนส วันนี้กลายเป็นเรื่องมาตรฐานไปแล้ว แต่สมัยนี้ต้องมีบริการเรื่องของการให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพจิต เป็นรูปแบบของเทเลเมดิซีน ร่วมมือกับบริษัทที่ทำแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพจิตและโรงพยาบาลชั้นนำ

นอกจากนี้แล้ว ทาง FutureTales Lab ก็ยังวางแผนที่จะดึงคนให้เข้ามามีส่วนร่วมกับศูนย์เพิ่มมากขึ้น โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เรียนทางด้านดีไซน์

Research

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.