11,135
VIEWS

นักธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร ถ้าประชากรไทยลดเหลือแค่ 46 ล้านคนในปี 2100

Jan 08, 2021 BrandAge Team

ทุกวันนี้ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 69 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของภูมิภาคอาเซียนซึ่งมีประชากรราว 669 ล้านคน

แต่มีตัวเลขที่น่าสนใจจากงานเสวนา “Future Generations and Their Impact on the Future of Living” จัดขึ้นโดยฟิวเจอร์เทลส์ แล็บ ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA  โดยดร.วาสนา อิ่มเอม หัวหน้าสำนักงาน UNFPA กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้หยิบยกตัวเลขจาก United Nations DESA, Population Division ชุดหนึ่งที่คาดการณ์จำนวนประชากรในอนาคตว่า ประเทศไทยจะมีจำนวนประชากรสูงสุดแตะ 70 ล้านคนในปี 2025 แต่หลังจากนั้นจะเข้าสู่สภาวะจำนวนประชากรถอดถอยไปอีกหลายสิบปี สืบเนื่องมาจากอัตราการเกิดใหม่กับการเสียชีวิตไม่สัมพันธ์กัน

ตัวเลขดังกล่าวนี้ถือว่าสวนทางกับจำนวนประชากรของอาเซียนที่ยังคงเพิ่มขึ้น

ไฮไลท์ของรายงานตัวเลขชุดนี้ระบุว่า ในปี 2100 ประชากรของไทยมีประชากรเพียง 46 ล้านคน หรือลดลงถึง 33%

นั่นหมายความว่าตัวเลขการบริโภคภายในประเทศจะต้องลดลงตามไปด้วย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นปัญหาในระยะยาวที่ภาคธุรกิจต้องรับรู้และเตรียมตัวรับมือไว้แต่เนิ่นๆ

ถ้าเราลองลงลึกไปในรายละเอียดการคาดการณ์จำนวนประชากรระหว่างจำนวนประชากรของไทย กับอาเซียนจะพบว่าในปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรจำนวน 69 ล้านคน ขณะที่อาเซียนมีประชากรจำนวน 669 ล้านคน และเอเชีย 4,641 ล้านคน

ขยับไปในปี 2025 ประเทศไทยมีจะประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 70 ล้านคน ส่วนอาเซียนมีประชากรเพิ่มเป็น 670 ล้านคน และเอเชีย 4,822 ล้านคน

ในปี 2062 ประเทศไทยมีประชากรลดลงมาเหลือ 61 ล้านคน ส่วนอาเซียนยังคงมีประชากรเพิ่มขึ้นเป็น 794 ล้านคน และเอเชียเพิ่มเป็น 5,278 ล้านคน

จนถึงปี 2100 ทาง UN คาดการณ์ว่าประเทศไทยมีประชากรลดลงเหลือเพียง 46 ล้านคน ในขณะที่อาเซียนยังมีตัวเลขประชากรเพิ่มขึ้น 750 ล้านคน และเอเชีย 4,720 ล้านคน

เพราะฉะนั้นคำตอบที่นักธุรกิจสามารถนำไปวางแผนทางธุรกิจจากฐานข้อมูลชุดนี้ก็คือ ในขณะที่ตัวเลขของประชากรไทยลดลงตามโครงสร้างของประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย หรือ Aging Society แต่ตัวเลขรวมของอาเซียนและเอเชียกลับเพิ่มขึ้น

นั่นหมายความว่า ภาคธุรกิจของไทยหากยังหวังที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน การเตรียมความพร้อมเพื่อขยายตลาดไปสู่ภูมิภาคอาเซียนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในภูมิภาคอาเซียนนี้ ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 พื้นที่ใหญ่ตามศาสนาและวัฒนธรรมคือ กลุ่ม Mainland อันประกอบไปด้วย ไทย, กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม หรือที่คนไทยเรานิยมเรียกกันว่ากลุ่ม CLMV กับกลุ่มประเทศที่เป็นเกาะและนับถือศาสนาอิสลาม เช่น มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และบรูไน

ขณะนี้หลายองค์กรที่มีความพร้อมก็มีการขยายตลาดออกไปยังภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมากแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังพบว่ามีแบรนด์ไทยอีกเป็นจำนวนมากที่มีศักยภาพพอที่จะขยายตลาดออกไปสู่ตลาดต่างประเทศ แต่อาจจะเป็นเพราะนโยบายการทำธุรกิจที่คิดว่าตลาดในประเทศก็เพียงพอสำหรับการสร้างรายได้ หรือจะเป็นโครงสร้างขององค์กรวางไว้สำหรับแค่ทำตลาดในประเทศ จึงทำให้เจ้าของธุรกิจไม่กล้าที่จะออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง

รายงานตัวเลขของ UN ชุดนี้ จึงเป็นเสมือนคำเตือนที่สำคัญถึงนักธุรกิจไทย ว่าถึงเวลาหรือยังที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและมุมมองในการทำธุรกิจในอนาคตใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักที่ไม่ใช่แค่ประเทศไทยอีกต่อไป

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.