30,413
VIEWS

AI Class Go เมื่อ Pain Point ของสตาร์ทอัพ คือ ขาด Ecosystem ทางออกคือ สร้าง Ecosystem

Jan 25, 2021 S.Vutikorn

เคยสังเกตไหมว่าทำไมสตาร์ทอัพของไทย ถึงยังไม่สามารถแจ้งเกิดยูนิคอร์นในระดับที่เทียบเคียงกับเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์หรืออินโดนีเซียเสียที

คำตอบของข้อสงสัยนี้มีหลายปัจจัยด้วยกันเพราะเป็นคำถามที่ใหญ่มาก

แต่ที่แน่ๆ หนึ่งในคำตอบนั้นมีเรื่องของการขาด Ecosystem หรือระบบนิเวศที่สนับสนุนต่อการพัฒนาต่อยอดสตาร์ทอัพให้แข่งขันได้ดีที่สุด

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้สตาร์ทอัพของไทยจำนวนไม่น้อย ต้องขวนขวายหาหนทางเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจตามศักยภาพเท่าที่ตัวเองมี

กรณีศึกษาการขยายธุรกิจของ Class Café ซึ่งเป็นธุรกิจ Hospitality อย่างร้านกาแฟไปสู่ AI Vending Machine ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีชั้นสูงนั้นจึงเป็นเรี่องที่น่าสนใจไม่น้อย

Class Café ก่อตั้งโดยมารุต ชุ่มขุนทด ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท คลาสคอฟฟี่ จํากัด และเจ้าของร้านกาแฟ Class Café ผู้ที่เติบโตมาจากสายงานไอทีและโทรคมนาคม ที่เริ่มเบื่อปัญหาการเมืองในกรุงเทพฯ และมีความตั้งใจที่จะกลับไปสร้างธุรกิจของตัวเองที่บ้านเกิด คือจังหวัดนครราชสีมา ครั้งนั้นมารุตเลือกที่จะเปิดร้านกาแฟ แต่ใช้รากฐานของความเป็น Tech Company ที่ตนเองถนัดมาเป็น Backbone ในการรันธุรกิจแบบสตาร์ทอัพที่เรียกว่า Open Coffee Platform

มารุตใช้เวลาสะสมประสบการณ์ในธุรกิจ Hospitality อยู่หลายปีกว่าจนสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็น FoodTech อย่างเต็มปาก

ในที่สุด Class Café ก็สามารถแจ้งเกิดธุรกิจร้านกาแฟในโคราชได้อย่างแข็งแรง และเริ่มมีการขยายสาขาออกไปยังพื้นที่ใกล้เคียง เรียกว่า Class Café ใช้การเดินธุรกิจแบบป่าล้อมเมือง คือ สร้างการเติบโตในพื้นที่ภูมิภาคที่การแข่งขันไม่รุนแรงเท่ากับส่วนกลาง และรอจนกระทั่งบริษัทมีความพร้อมจึงเริ่มบุกตลาดกทม.

แม้จะอยู่ในธุรกิจร้านกาแฟ แต่มารุตก็คิดแบบสตาร์ทอัพ เขารู้ว่าสเกลธุรกิจเป็นเรี่องสำคัญที่จะทำให้สตาร์ทอัพไปจนถึงฝั่งฝัน ดังนั้นเราจะเห็นว่าร้านของ Class Café จะมีขนาดใหญ่กว่าร้านทั่วไปแทบทั้งสิ้น คือมีพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 700-2,000 ตารางเมตร เพื่อกันพื้นที่ในร้านให้เป็น Co-Working Space ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง Ecosystem ที่เกื้อหนุนการเติบโตของสตาร์ทอัพที่เป็น FoodTech

ผ่านไป 8 ปี Class Café มีสาขากระจายอยู่ในหลายจังหวัดมากกว่า 20 สาขา โดยทำเลของ Class Café ส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตมหาวิทยาลัย

ช่วงปีที่ 1-7 มารุตยังมองว่าหัวใจของการทำธุรกิจของ Class Café นั้น จำนวนสาขายังคงเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้

กระทั่งโลกใบนี้เกิดการระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้หลายประเทศ หลายเมืองต้องล็อกดาวน์

การล็อกดาวน์ของไทยเมื่อต้นปี 2020 ก็ส่งผลกระทบกับการทำธุรกิจของ Class Café โดยตรง เพราะต้องปิดสาขาลงไปครึ่งหนึ่งคือ 14 สาขา ในขณะที่ Class Café ยังมีสินค้าคงคลังต้องระบายอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นที่มาของการเปลี่ยน Business Model จากเดิมที่มีรายได้จากการขายผ่านช่องทางการขายทั่วไปมาเป็นขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ในทุกแพลตฟอร์มทันที

การตัดสินใจที่รวดเร็วทำให้ Class Café เอาตัวรอดมาได้ เท่านั้นยังไม่พอ วิกฤตครั้งนั้นมาสอนมารุตให้รู้ว่า การขยายธุรกิจด้วยการพึ่งสาขาอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในยุค VUCA World

“Class Café เป็นสตาร์ทอัพที่เน้นนวัตกรรมและแพลตฟอร์ม เราทำ Class Go มาพักใหญ่แล้ว เพราะฐานลูกค้าเราคือวัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่ เราศึกษาเรื่อง AI และ Machine Learning มาตลอด คนที่เป็นลูกค้าประจำของเราจะรู้ว่า Class Caféใช้ระบบการชำระเงิน Cashless มานานแล้ว ลูกค้าของเราส่วนใหญ่จะสั่งออร์เดอร์ล่วงหน้า ชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่น แล้วเดินมารับของ เราเริ่มต้นพัฒนาแพลตฟอร์มของเราเอง แต่พอเราขยายงานขึ้น เราต้องพึ่งพาร์ทเนอร์เฉพาะทางมากขึ้น ที่ผ่านมาเราเป็นพาร์ทเนอร์กับ Microsoft และ SCB”

มารุตกล่าวพร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า ในปีที่ผ่านมารายได้ของ Class Café นั้นมาจากการขายผ่านหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ในสัดส่วน 50/50 แล้ว ตัวเลขที่เปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้ต้องกลับมานั่งคิดทบทวนว่าการทำสาขาขนาดใหญ่หรือ Flagship เพียงอย่างเดียวคงไม่ยั่งยืน และเป็นเหตุผลที่ทำให้มารุตมองไปที่การทำ Nano Branch แทน ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการทำ Vending Machine

ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา Class Café มีการเปิดตัวตู้ AI Class Go ที่ถือเป็น Smart Vending Machine ครั้งแรกในไทย โดยตู้จําหน่ายสินค้าอัจฉริยะ AI Class Go นี้ มารุตมองว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในยุคใหม่ในสังคมไร้เงินสด ซึ่งเหมาะสําหรับยุคนี้ ที่ต้องเผชิญการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ดี

เพราะที่จริงแล้ว AI Class Go ก็คือการนำเอาตู้แช่สินค้ามาพัฒนาด้วยการติดตั้งฮาร์ดแวร์ อย่าง กล้องดิจิทัล ระบบสื่อสาร 5G และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ เช่น ที่ช่างน้ำหนักเข้าไป แล้วที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของระบบซอฟต์แวร์ที่ทาง Class Café ร่วมพัฒนากับทรู ดิจิทัลขึ้นมา

แฟลตฟอร์มที่ว่านี้จะใช้กล้องดิจิทัลเป็นตัวจับความเคลื่อนไหวในตู้เย็นทุกครั้งที่มีคนใช้แอพพลิเคชั่นสั่งเปิดประตูตู้เย็นว่า ลูกค้าหยิบสินค้าอะไรออกไปเป็นจำนวนเท่าไหร่โดยมีเครื่องคำนวณน้ำหนักในแต่ละชั้นวางเป็นตัวช่วยเรื่องความถูกต้องแม่นยำ

ทันทีลูกค้าหยิบสินค้าออกจากตู้ AI Class Go ระบบจะคำนวณเงินและหักเงินค่าสินค้าอัตโนมัติ ผ่านทรูมันนี่ วอลเล็ทหรือแอพพลิเคชั่น Class Café ที่รองรับบัตรเครดิต, QR Promptpay

เอกราช ปัญจวีณิน กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจดิจิทัลโซลูชั่น บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทจะช่วยเสริมประสิทธิภาพของ AI Class Go ในธุรกิจค้าปลีก รวมถึงสร้างประสบการณ์ในการซื้อสินค้าแบบ Grab-and-Go ที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว และไม่ต้องใช้เงินสด

“ตู้เย็น AI Class Go ข้างในประกอบไปด้วยระบบ IOT มีกล้องดิจิทัลติดตั้งอยู่ ที่พัฒนาการทำงานมาจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก กับระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ตอบโจทย์ User Experience คือ Scan Take Go เรียกว่าแค่ 5 วินาที ก็ได้สินค้าไปเลย เครื่องนี้ต่างจากเครื่องทั่วไป เริ่มจากออกแบบ User Experience ใหม่ ถ้าใช้กดปุ่มแล้วสินค้าตกลงมาจะเป็นแบบเดิม ที่เราเจอคือ ลูกค้าไม่ได้หยิบอย่างเดียวแต่ว่าหยิบหลายอย่าง เป็นการบ้านที่ยากมากๆ ในตู้จะมีกล้องดิจิทัล 2 ตัว ทำงานกับ AI ชั้นวางมีเซ็นเซอร์ วัดน้ำหนักได้ ทำให้เกิดความแม่นยำที่สูงกว่า ลูกค้าเอามือปิดกล้องตู้ก็ยังตัดราคาถูก เพราะว่าเครื่องคำนวณจากน้ำหนักได้  ความร่วมมือนี้ผู้บริโภคจะได้รับความสะดวก ไม่ต้องไปสาขา เพราะ AI Class Go กระจายได้เร็วกว่า ในขณะที่ฝั่งร้านค้าก็ลดความเสี่ยงในเรื่องของการลงทุนไปได้มาก”

 

ในปีนี้มารุตวางเป้าหมายไว้ว่าจะสามารถขยาย AI Class Go ได้อย่างต่ำ 100 ตู้ โดยในเบื้องต้นจะเลือกวางไว้ในร้านสาขาของ Class Café ที่กระจายอยู่ในหลายจังหวัดก่อน เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกสินค้ามาวางจำหน่ายและช่วงเวลาเติมสินค้าที่เหมาะสม และเพื่อลดการสัมผัสกับพนักงานในสาขา

โดย AI Class Go ที่เปิดให้บริการสาขาแรกนี้ตั้งอยู่ที่ Siam Innovation District ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน ซึ่งเป็นโครงการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ต้องการสร้าง Ecosystem ของสตาร์ทอัพ ซึ่งถือเป็นพื้นที่เป้าหมายของ Class Café อยู่แล้ว และในอนาคตก็คาดว่าน่าจะเปิดให้บริการเพิ่มที่ Class Café สามย่าน ซึ่งเป็น CU Art 4C Innovation ที่เกิดจากความร่วมมือของคณะศิลปกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับ Class Café เช่นกัน

“ปีที่แล้วเราเจอโจทย์ใหม่ การระบาดของ COVID-19 ทำให้การทำสาขาใหญ่ๆ เจอปัญหา เจอปิดร้าน เจอล็อกโซน อีกทั้งเราต้องพยายามหาทางออกอื่นๆ เช่น การลดการสัมผัสให้มากที่สุด การเปิดสาขาใหม่ ใช้เงินสูง ใช้เวลาก่อนสร้างนาน เราพยายามมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ การทำตู้ Vending Machine เราสามารถสร้างสเกลได้เร็วขึ้น สามารถขยายตู้เป็นร้อยๆ ตู้ได้แบบ Nano Branch

เรื่องของฮาร์ดแวร์พร้อม การเรื่องซัพพลาย สินค้าเราพร้อม เราสร้างนวัตกรรมทางอาหารมาตลอด เรามองหาเทคโยโลยีใหม่ๆ เรื่องการทำน้ำผลไม้  Cold Pressed ที่ยืดอายุน้ำผลไม้ให้นานขึ้นนี่คือสิ่งที่ Class Café ทำ ที่ผ่านมารายได้ 50% มาทางช่องทางดิจิทัล ปีนี้เราจึงมองว่าจะทำอะไรกับดิจิทัลได้มากขึ้นกว่าเดิม ที่สำคัญคือเราจะก้าวไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้นไปได้อย่างไร นั่นคือที่มาของการจับมือเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานที่มีความพร้อมอย่างกลุ่มทรู และจุฬาลงกรณ์เพื่อสร้าง Ecosystem”

แม้จะให้น้ำหนักไปที่ Nano Branch มากขึ้น แต่ในส่วนของสาขา ปีนี้ Class Café จะยังคงขยายสาขาโดยเน้นเจาะเข้าสถาบันอุดมศึกษาเหมือนเช่นเคย โดยตอนนี้มีการเจรจาพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่างๆไว้ประมาณ 20 แห่ง

เรียกว่าการสร้าง New Ecosystem ให้กับธุรกิจร้านกาแฟใหม่นี้เป็น Win-Win จริงๆ เพราะทาง Class Café ก็สามารถ Pivot Business Model มาสู่การขยายสาขาแบบ Nano Branch สำเร็จ ทางกลุ่มทรูก็ได้ Show case สำหรับ 5G ที่สดใหม่ จับต้องได้ ส่วนทางสถาบันการศึกษาอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ตอกย้ำภาพของการเป็น Innovation for Society ที่มุ่งสร้างระบบนิเวศ นวัตกรรม และ ทักษะความเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.