15,147
VIEWS

10 Pain Point ของสตาร์ทอัพไทย ในมุมมองของอริยะ พนมยงค์

Jan 27, 2021 BrandAge Team

หลายปีมานี้กระแสธุรกิจสตาร์ทอัพกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย มีพนักงานบริษัท เจ้าของธุรกิจ รวมถึงนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าที่พร้อมใจกันเข้าร่วมขบวน เพื่อนำเสนอธุรกิจใหม่ๆ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนแก่ผู้บริโภค

ในขณะที่หลายๆ ประเทศได้มีธุรกิจสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมากมายในระยะเวลาอันสั้น จนผู้คนต่างเรียกว่า ยูนิคอร์น หรือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ เช่น Uber, Airbnb, Xiaomi, Grab, Gojek

ขณะที่เกิดสตาร์ทอัพมากมายแต่ในด้านของประเทศไทยยังไม่มีสตาร์ทอัพที่ไปถึงจุดที่เรียกว่า ยูนิคอร์น ซักที ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมสตาร์อัพถึงไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากสตาร์ทอัพไทยที่ไม่โตแล้วก็ยังมีสตาร์ทอัพยักษ์ใหญ่ต่างชาติที่ดำเนินกิจการภายในประเทศไทยอีกมากมายที่ล้มเหลวจนอยู่ในสถานะที่เรียกว่า “ซอมบี้”

ในงานสัมมนา HUAWEI CLOUD & CONNECT 2021 หัวข้อ Transformation Is Not an Option อริยะ พนมยงค์ CEO & Founder, Transformational Co.,Ltd ได้กล่าวถึงปัญหาใหญ่ที่สตาร์ทอัพไทยเผชิญ ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจด้วยกัน 10 หัวข้อใหญ่คือ

1. สตาร์ทอัพที่ไม่ไปถึงฟากฝันส่วนใหญ่มีการคิด Business Model ที่ผิด เป็นการคิดในรูปแบบเก่าที่ไม่มีความแปลกใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ไม่มีความต้องการในตลาด อาจจะให้เหตุผลได้ว่าสินค้าไม่มีคุณภาพ ไม่ได้เป็นที่ต้องการของลูกค้า หรือยังไม่มีแผนการตลาดที่ดีพอ

2. บุคลากรขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง อาจเกิดจากการที่ศึกษาข้อมูลไม่เพียงพอจนมีการนำเทคโนโลยีที่ไม่มีความจำเป็นเข้ามาใช้ เป็นการใช้งบประมาณโดยสิ้นเปลือง

3. เริ่มต้นธุรกิจจากการลอกเลียนแบบ ทั้งชนิดที่ลอกเลียนแบบแค่ภายนอก หรือลอกเลียนแบบทั้งหมดโดยไม่มีความแปลกใหม่ ไม่มีความน่าดึงดูดจนเป็นเหตุให้ผู้บริโภคขาดความสนใจ

4. มีการโปรโมทให้ข้อมูลสร้างภาพที่เกินจริง เสมือนเป็นโฆษณาชวนเชื่อ แต่ไม่สามารถที่จะสร้างออกมาเป็นรูปธรรมได้ ทำให้ความน่าเชื่อถือขององค์กรลดลง และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เป็นอย่างมากโดย เหตุเกิดการจากวางแผนการตลาดที่ผิด

5. ขาดบุคลากรที่มีความสามารถ เพราะการที่จะดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่สามารถมีบุคลากรที่เก่งในด้านใดด้านหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่จะต้องมีคนที่พร้อมจะตอบสนองและขับเคลื่อนให้กับองค์กรได้ในทุกๆ ด้านที่ต้องการ

6. ขาดแหล่งเงินทุนที่จะนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะธุรกิจที่เปิดตัวมาแรกๆ และไม่มีความมั่นคงและแข็งแรง จนทำให้ปิดบริษัทไปในที่สุด

7. เลือกเข้าแข่งขันผิดตลาด เช่น หลายคนมองเห็นโอกาสในธุรกิจ Food Delivery ซึ่งเหมาะกับเทรนด์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป แต่ในวงการนี้มีคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Grab, LINE MAN หรือ Foodpanda ที่มีเงินทุนที่หนากว่าทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

8. หลายธุรกิจมีการสร้างโดยการเอารายได้เป็นที่ตั้ง เพื่อที่จะรับผลตอบแทนกลับมาโดยเร็วที่สุดโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าผลตอบรับจะเป็นเช่นไร เพราะช่วงแรกทางด้านของลูกค้าหรือร้านค้าไม่เคยใช้บริการทำให้เกิดความไม่มั่นใจที่จะเข้ามาบริการ ดังนั้นการเก็บค่าบริการที่เร็วเกินไปเสมือนการจบธุรกิจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

9. ใช้วิธีการยัดเยียดเทคโนโลยีให้ไปอยู่กับร้านค้าหรือผู้บริโภค ผลที่ตามมาก็คือสร้างความยากลำบากให้กับผู้ใช้งานเพราะเกิดการสับสนและขาดความเข้าใจในการใช้เครื่องมือของผู้ใช้งาน ซึ่งเทคโนโลยีควรที่จะอยู่กับธุรกิจไม่ใช่ผู้บริโภค

10. ผู้บริหารใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มักเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่สตาร์ทอัพจะมีฐานข้อมูลเพียงพอในการใช้ตัดสินใจ ไม่ว่าจะมาจาก Survey หรือ การรวบรวมข้อมูลตามแหล่งต่างๆ แต่ผู้บริหารมักใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นการยืนยันเพื่อตัดสินใจไม่ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ ทำให้เกิดความผิดพลาด

 อริยะ ยังให้คำแนะนำเพิ่มเติมว่า การเริ่มต้นทำธุรกิจสตาร์ทอัพ ทุกคนควรใช้วิธีการคิดโมเดล ธุรกิจให้ใหญ่ในระดับสากล ไม่หยุดแค่ความสำเร็จในประเทศ และต้องกล้าที่จะลงทุนกับพาร์ทเนอร์ในระดับภูมิภาคเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มีความหลากหลาย

“หากสตาร์ทอัพไทยมีการปลดล็อกแนวคิด หรือสามารถลบจุดอ่อนของตัวเองได้ อีกไม่นานก็จะมีสตาร์ทอัพไทยประสบความสำเร็จแล้วเป็นหนึ่งในยูนิคอร์นได้แน่นอน”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.