11,360
VIEWS

เปิดวิสัยทัศน์ “รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก” อนาคตการศึกษาไทย ต้องยั่งยืน และปรับตัวได้

Feb 02, 2021 P.Narata

ในยุคที่มีความท้าทายหลากหลาย มีความเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้น โดยเฉพาะสิ่งเร้าที่เข้ามาในขณะนี้ นอกจากการดิสรัปชั่น คือ วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่บังคับให้โลกการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนอย่างฉับพลันจนรับมือกันแทบไม่ทันทั้งนักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์

วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เข้ามาอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมรูปแบบการเรียนการสอน ทำให้มอง เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำมากมายของระบบการศึกษาไทย นับว่าการเข้ามาของโควิด-19 ถือเป็นโอกาสที่ทำให้มองเห็น และสอนอะไรได้หลายอย่าง แน่นอนว่า “การปรับตัว” คือ สิ่งสำคัญอย่างมากในยุคนี้

รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) NIDA กล่าวว่า วิกฤตยุคโควิดถือเป็นวิกฤตที่มีปัญหาส่งผลกระทบถึงเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง เรื่องความเป็นอยู่ของคน เรียกได้ว่า ส่งผลกระทบทั่วโลก สำหรับประเทศไทยนั้นไม่ได้เจอวิกฤตใหญ่ๆ นานพอสมควร

“ถ้ามองย้อนกลับไป วิกฤตครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นที่ส่งผลกระทบในเชิงเศรษฐกิจในประเทศไทย คือ วิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ผ่านมากว่า 20 ปี เราได้รับผลกระทบอย่างมากอีกครั้งกับวิกฤติของโควิด 19 จากมาตรการล็อกดาวน์ โดยเฉพาะในรอบแรก แม้ระลอกใหม่ตอนนี้จะมีมาตรการออกมาก็ไม่ได้เข้มเท่ารอบแรก แต่ก็ทำให้รายได้จากชาวต่างชาติหายไป รวมถึงทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปทั้งในด้านการจับจ่ายใช้สอย การใช้ชีวิตประจำวัน การประกอบอาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือผลกระทบที่เกิดกับการจัดการศึกษาในประเทศไทยด้วย”

“ความเหลื่อมล้ำ” คือปัญหา

รศ.ดร.ดนุวัศ มองว่า ถ้าจะบอกว่าปัญหาเรื่องการศึกษาไทยคืออะไร อยู่ตรงไหน ก็คงจะต้องย้อนกลับไปก่อนการระบาดของโควิด-19 ประเด็นใหญ่ของทุกวงการไม่ใช่เฉพาะกับวงการการศึกษา คือ เรื่องของการปรับตัว โดยเฉพาะเมื่อมีการปฏิวัติดิจิทัลเกิดขึ้นที่ได้ยินกันบ่อยๆ กับคำว่า Digital Disruption หลายวงการ หลายอุตสาหกรรม หลายภาคส่วน ต้องปรับตัวกันมาก ความต้องการทักษะของแรงงานก็แตกต่างออกไป

“โจทย์หลักก่อนหน้าที่จะมีโควิด คือ ทำอย่างไรเราจะสามารถพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาคนของประเทศเราให้มีทักษะตอบโจทย์กับความต้องการในการทำงานยุคใหม่ เพื่อที่จะได้พัฒนาเศรษฐกิจไปได้ หลังจากเกิดโควิดขึ้นต้องยอมรับว่าโควิดมาเป็นตัวเร่งให้คนต้องปรับตัวมากขึ้นไปอีก คนที่มีการปรับตัวเก่งเท่าไหร่โอกาสที่จะอยู่รอด หรือประสบความสำเร็จก็ยิ่งมากเท่านั้น”

เทคโนโลยีดิจิทัล ถูกนำมาใช้มากขึ้นในหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวสู่สังคมไร้เงินสดในภาคการเงิน การธนาคาร การซื้อของช้อปปิงออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ การทำธุรกรรม e-Transaction ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย และในวงการการศึกษาเองจำเป็นต้องปรับตัวกับมาตรการ Social Distancing ที่หลายประเทศนำมาใช้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับโลก ทำให้เกิดการจัดการด้านการเรียนการสอนแบบออนไลน์ขึ้น

“ปัญหาสำคัญ คือ ความเหลื่อมล้ำที่ยังมีให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะความสามารถในการเข้าถึงการเรียน อย่างพวกอุปกรณ์ต่างๆ ในการใช้สำหรับการเรียนการสอน ซึ่งจะพบในกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย เขาจะมีความลำบากมากกว่าในการเข้าถึงเทคโนโลยี นี่ก็เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องแก้ไขตรงนี้ให้ได้ เน้นย้ำว่าตรงนี้อาจจะเป็นแค่ต้นเหตุของปัญหาเท่านั้น แต่ถ้าเราแก้ตรงนี้ไม่ได้แน่นอนว่าจะมีปัญหาตามมา”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ครู อาจารย์ต้องพบเจอในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงด้านระบบการศึกษาไทย การปรับตัวของครู อาจารย์ถือเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด แต่ไม่ใช่เพียงครูอาจารย์ที่ต้องปรับตัวเท่านั้น การถ่ายทอด องค์ความรู้ การปรับตัวให้นักศึกษานั้นก็สำคัญมากเช่นกัน

“โควิด-19 เป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสที่ดี ที่ผ่านมาครูอาจารย์หลายคนอาจจะไม่สอนออนไลน์ โควิดจึงเป็นปัจจัยที่เข้ามาเป็นแรงกดดัน บังคับให้กลุ่มคนที่ไม่อยากหรือไม่กล้าที่จะปรับตัวจำเป็นต้องปรับตัวเอง อย่างน้อยๆ ต้องปรับให้เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่วนกลุ่มผู้เรียนเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ นักเรียน นิสิต นักศึกษา ในยุคนี้ค่อนข้างเก่งเรียนรู้ที่จะปรับตัวได้ดี เขาเกิดมาในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการใช้ชีวิตของเขาพอสมควร ดังนั้นเขาจึงปรับตัวได้ง่าย จะต่างกับบุคลากรทางการศึกษาที่อาจจะยังปรับตัวยากอยู่ แต่จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี”

ดังนั้น การปรับตัวจึงสำคัญมาก คนที่ปรับถึงจะอยู่รอดได้ ดังนั้นครูอาจารย์ต้องปรับตัวและมีความสามารถมากพอในการถ่ายทอดด้วย แน่นอนว่าต้องใช้หลักปรับตัวให้เข้ากับผู้เรียน โดยใช้หลักผู้เรียนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง เช่นเดียวกันกับในภาคเอกชนที่มี Customer Centric ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และภาครัฐที่มี Citizen Centric ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“กฎระเบียบ” คือข้อจำกัด

ข้อจำกัดที่สำคัญทางการศึกษาของประเทศไทยที่ต้องได้รับการแก้อย่างจริงจัง คือ เรื่องของกฎระเบียบต่างๆ ที่ปรับ เปลี่ยนได้ช้า กลไกต่างๆ ยังมีความโบราณอยู่ อีกทั้งยังมีเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คุณภาพทางการศึกษาในเมืองใหญ่กับชนบท การศึกษาของผู้มีรายได้สูง รายได้ปานกลาง และรายได้น้อย รวมถึงเรื่องคุณภาพของโรงเรียนที่แตกต่างกัน นี่เป็นข้อ จำกัดที่จำเป็นต้องแก้อย่างจริงจัง

บุคลากรทางการศึกษา คุณภาพอาจจะยังไม่เท่ากันมีความเหลื่อมล้ำอยู่ นับว่าเป็นการเผชิญกับความท้าทายในหลาก หลายบริบททั้งเรื่องแรงจูงใจ ค่าตอบแทน ดังนั้นแนวทางที่แก้ไข หรือรับมือกับความท้าทายทางการศึกษาได้ จึงต้องมองเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

1.ต้องได้มาซึ่งบุคลากรที่มีคุณภาพ มีศักยภาพเข้ามาในวงการการศึกษา ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ พัฒนาทักษะ

2.เนื้อหา และวิธีการจัดการเรียนการสอนท้าทายมาก เพราะต้องปรับให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เข้ากับสถานการณ์ องค์ความรู้ต้องไม่ใช่ในอดีต ต้องทันสมัย อาจถึงขั้นต้องมองถึงอนาคตด้วย

3.สิ่งที่ท้าทายอีกอย่าง คือจะทำอย่างไรให้เชื่อมโยงกับการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน ภาครัฐ ผู้ใช้บัณฑิตหรือมหาบัณฑิต จะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้จบไปทำงานได้เร็วที่สุด กลไกการให้องค์ความรู้ เรื่องของการพัฒนาทักษะต้องตอบโจทย์ตลาดแรงงานซึ่งจะเชื่อมโยงไปในเรื่องของความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน

“มุมมองการแก้ไขปัญหา อนาคตการศึกษาไทยให้มีความยั่งยืนได้ จะต้องเป็นมุมมองที่ควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ ซึ่งต้องแก้ควบคู่กันไปกับความเหลื่อมล้ำ การศึกษาจะต้องตอบโจทย์ในทางเศรษฐกิจได้ตรงนี้สำคัญมาก จะทำอย่างไรให้ผลิตบัณฑิต ผลิตบุคลากรของประเทศชาติไปสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้ รวมถึงทำให้เขาสามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ถ้าทำได้จริงจะทำให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรเข้ามาที่นอกเหนือจากโควิด-19 เขาก็จะสามารถรับมือแล้วผ่านวิกฤตไปได้แน่นอน”

“การศึกษาไทย” ต้องปรับตัวได้

รศ.ดร.ดนุวัศ ย้ำว่า อนาคตการศึกษาไทย จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน เนื่องจากแรงกดดันที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น Disruption ก็ดี หรือความต้องการของผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ที่สามารถหาความรู้ได้ง่ายในโลกออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง กลุ่มภาคเอกชน สตาร์ทอัพ เกิดขึ้นมากมาย ความต้องการเปลี่ยนแปลงไปหมด

ดังนั้นในวงการศึกษา สถาบันการศึกษา ครูอาจารย์ ที่ไม่ต้องการปรับตัวก็จำเป็นต้องปรับ เนื่องจากสภาพแวดล้อมบริบทที่กดดัน ทั้งจากเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป อนาคตเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสำคัญมากขึ้น ระบบนักเรียน เป็นศูนย์กลางจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น บุคลากรที่ปรับตัวได้ดีปรับตัวได้เก่งจะมีบทบาทมากขึ้นในสถาบัน การศึกษา

นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงกับภาคเอกชน ภาครัฐ คงจะต้องมีให้มากขึ้นด้วย เพื่อตอบโจทย์การพัฒนา โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในโลกอนาคตให้ได้มากที่สุด

รศ.ดร.ดนุวัศ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตระหนักถึงเรื่องของการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตต่างๆ ไปได้ ไม่ใช่เพียงเฉพาะโควิด 19 แต่หมายรวมถึง วิกฤตทุกวิกฤตที่จะเกิดขึ้น เพราะหากทำเพียงภาคส่วนใดเพียงภาคส่วนหนึ่งคงไม่เกิดผล แต่ต้องเป็นการร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในสังคม

“ภาครัฐก็จะต้องมีนโยบายที่เข้มแข็งในการสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ภาคเอกชนเองเชื่อว่าที่ผ่านมามีการปรับตัวที่ดี แต่อาจจะมีความร่วมมือเชื่อมโยงกับภาครัฐ รวมถึงภาควิชาการมากขึ้นก็จะเป็นสิ่งที่ดี ส่วนภาคประชาชนการหมั่นหาความรู้ การพัฒนาตนเอง การศึกษาหาองค์ความรู้ใหม่ๆ การปรับตัวที่ดีจะเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้เราฟันฝ่าวิกฤตต่างๆ ทำให้ประเทศเราสามารถพัฒนาต่อไปได้ในทุกๆ มิติในอนาคต” รศ.ดร.ดนุวัศ กล่าว

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.