7,032
VIEWS

Social Banking ดิสรัปชั่นลูกที่ 2 สถาบันการเงิน

Feb 16, 2021 A.Kanitha

หลายปีมานี้คนทั่วไปคุ้นชินกับการใช้ธุรกรรมผ่าน Digital Banking ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงิน และชำระบิลต่างๆ โดยมีธนาคารเป็นผู้ให้บริการ ความสะดวกรวดเร็วทำให้คนหันมาใช้ธุรกรรมออนไลน์มากขึ้น สังเกตได้จากตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ยอดการถอนเงินสดของไทยลดลงติดต่อกันจนถึงปีนี้ และคาดว่าจะลดลงอย่างต่อเนื่อง แสดงได้ชัดว่าคนหันมาใช้เงินทางออนไลน์มากขึ้น แต่เชื่อไหมว่าจากนี้ต่อไปภาพการใช้จ่ายเงินของคนไทยจะถูกเปลี่ยนครั้งใหญ่จาก Social Banking เหมือนที่เกิดขึ้นที่จีนมาแล้ว

ในวันนี้ประชากรจีน 1.4 ล้านคนไม่นิยมใช้เงินสดในการจับจ่าย และพวกเขาก็ไม่ได้ใช้เงินผ่าน Digital Bankingของธนาคารซะด้วย แต่เป็นการใช้ผ่านแพลตฟอร์ม WeChat และ Alipay ทั้งๆ ที่ 2 รายนี้เปิดให้บริการทางการเงินเพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

 จีนอาจจะเป็นประเทศแรกที่ Social Banking มีอิทธิพลแซงหน้าธนาคาร แต่ในอนาคตจะไม่ใช่ประเทศเดียว เพราะความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเกิดขึ้นในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและบราซิล ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ หลัง Facebook ให้บริการโอนเงินผ่าน Messenger ส่วนในบราซิลสามารถโอนเงินผ่าน WhatsAppได้โดยสะดวกง่ายดายไม่ต่างอะไรไปจากการส่งสติกเกอร์

 สิ่งต่างๆ เหล่านี้กำลังบอกจะบอกเราว่า วงการการเงินของไทยก็คงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทนั้นเช่นกัน !

คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งบริษัท Bitkubและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชนและคริปโตเคอเรนซี่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่าโซเชียลมีเดียมาเปลี่ยนวิธีการเสพข่าว หรือแชร์ข้อมูลและจากนี้ต่อไป Social Bankingก็จะมาเปลี่ยนวิธีการใช้เงินของคนทั้งประเทศในแง่วิธีการแชร์มูลค่า โดยทุกคนจะโอนเงินเหมือนส่งสติ๊กเกอร์ ๆ ถึงเมื่อไหร่เงินก็ถึงเมื่อนั้น

จุดได้เปรียบที่ทำให้ Social Banking ชนะขาด เพราะความสามารถในการทำในสิ่งที่สถาบันการเงินทำไม่ได้ในหลายต่อหลายเรื่อง มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

อย่างแรกคือ การทำธุรกรรมที่รวดเร็วทันใจ ในเมื่อระยะทางไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ดังนั้นจึงสามารถโอนเงินจากไทยไปที่ไหนทั่วโลกก็ได้เหมือนส่งสติกเกอร์โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ในขณะที่ Digital Banking ยังต้องรอเคลียริ่ง 1-2 วันในกรณีโอนจากต่างประเทศแถมยังต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนอีกต่างหาก

เรื่องต่อมาคือ ความนิยมของโซเชียลคอมเมิร์ซในเมืองไทยที่โตเร็วมาก สังเกตไหมว่าปกติถ้าไม่มีเทศกาลช้อปปิ้ง คนทั่วไปไม่ค่อยชอบซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มอย่างลาซาด้า ช้อปปี้ แต่ชอบซื้อขายกันเองผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่าง เฟสบุ๊คกรุ๊ป ไอจี และไลน์แต่ปัญหาอยู่ที่เวลาโอนเงินจำเป็นต้องออกไปเข้าแอพธนาคารซึ่งโดยเฉลี่ยเข้าๆ ออกๆ ประมาณ 7 รอบกว่าจะโอนเงินสำเร็จ แต่ Social Banking จะตัดปัญหาเหล่านี้ออกไป เพราะอย่างที่บอกว่าโอนเงินได้เลยโดยไม่ต้องออกจากแอพ ไม่ต้องมานั่งจำเลขที่บัญชี หรือการันตียอดเงิน แค่กดปุ่มเดียวโอนเงินได้เลยเหมือนส่งสติ๊กเกอร์

แต่ถึงธนาคารจะกำจัดจุดอ่อนเหล่านี้ไปได้ ด้วยการปรับตัวให้ใช้งานง่าย สะดวกรวดเร็ว ไม่มีค่าโอนเหมือน Social Banking ก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ธนาคารสู้ Social Media ไม่ได้ก็คือ จำนวนผู้ใช้งานและเวลาใช้งานที่มากกว่าแอพธนาคารหลายเท่าตัว

คนไทย 75% ของจำนวนประชากรในประเทศใช้ Social Media วันนี้ไลน์มีผู้ใช้งาน 47 ล้านบัญชี เฟสบุ๊ค 47 ล้านบัญชี และไอจี 12 ล้านบัญชี หรือแม้กระทั่ง Grab ยังมียอดการใช้งานไม่ต่ำกว่าวันละ 5 แสนครั้ง ที่สำคัญยังเป็นแอพที่คนใช้ทุกวันอยู่แล้วโดยเฉลี่ย 2 ชั่วโมง 55 นาทีต่อวัน ทั้งสื่อสาร เสพข้อมูลข่าวสาร ค้าขาย สั่งอาหาร และเรียกแท็กซี่ เป็นต้น ในขณะที่ Digital Banking โอนได้แค่เงิน นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ Digital Banking โตกว่านี้ได้ลำบาก

ที่สำคัญเมื่อเทียบการใช้งานระหว่างแอพธนาคารกับแอพโซเชียล ร้อยทั้งร้อยทุกคนต้องรู้สึกว่าใช้แอพโซเชียลแล้วสนุกกว่า

“สเตปการเข้ามาให้บริการ Social Banking ของ Social Media นั้นเขาจะเข้ามาในมุมที่ไม่ใช่ธนาคาร แต่เป็นแอพเรียกแท็กซี่ แอพส่งอาหาร หรือแอพแชต ที่เปิดให้ทุกคนใช้ฟรีเพื่อดึงดูดจำนวนคนใช้เยอะๆ พอคนมาใช้แล้วติดเขาก็จะเปิดสวิตช์โอนเงินทันที จากนั้นก็จะเพิ่มบริการทางการเงินไปเรื่อยๆ อย่างเช่นปล่อยกู้ ขายประกัน และลงทุน เหมือนอย่างที่ WeChat และ Alipay เคยทำมาแล้ว” คุณจิรายุส กล่าว

ตัดภาพกลับมาที่ประเทศไทย เราเริ่มเห็นความเคลื่อนไหวของ Social Banking จาก 2 รายใหญ่ นั่นคือ Grab ที่เริ่มปล่อยกู้สำหรับพาร์ทเนอร์แกร็บด้วยวงเงินขั้นต่ำ 7,500 บาท สมัครผ่าน KPLUS อนุมัติง่ายไม่ต้องใช้เอกสาร ผ่อนเริ่มต้นแต่วันละ 26บาท ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่ธนาคารทำไม่ได้ เพราะไม่มีบัญชีธนาคาร หรือมีแต่ยอดคงเหลือในบัญชีน้อย วัดผลไม่ได้ว่าเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แต่ Grab เห็นเงินเข้าออก มีดาต้าที่แบงก์ไม่มีและสามารถนำมาเป็นดัชนีความเสี่ยงในการปล่อยกู้

LINE BK เป็นอีก Social Banking หนึ่งรายที่จับมือกับธนาคารกสิกรไทย ด้วยคอนเซ็ปต์ “เรื่องเงินง่ายใน LINE คุณ” บริการแชต-โอน-ยืม-จ่าย ทำได้เสร็จครบจบใน LINE รวมถึงบริการสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มฟรีแลนซ์ หรือคนไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

“ผมว่า Social Banking มีโอกาสมากในเมืองไทย เพราะจำนวนคนที่มีสมาร์ทโฟนเยอะกว่าบัญชีธนาคาร อีกอย่างคนไทยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงบริการจากธนาคาร ทั้งการขอสินเชื่อ และทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งเราเชื่อว่า Line มีเทคโนโลยีที่น่าจะทำให้เรื่องเหล่านี้ง่ายขึ้น และน่าจะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกรรมกับทางธนาคารในอนาคต” ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท LINE ประเทศไทย จำกัด กล่าว

หากสังเกตรูปแบบการสื่อสารในผลิตภัณฑ์สินเชื่อก็จะพบว่า LINE BK เลือกที่จะคำว่า “ให้ยืม” มาสื่อสารแทนคำว่า “ให้กู้” ซึ่งคุณจิรายุสให้เหตุผลในข้อนี้ว่า เจ้าของแอพจะเลือกทำในสิ่งที่ไม่น่าเบื่อ ด้วยรูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงง่ายและหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่ทำให้เขามีต้นทุนสูง เช่น การเก็บเงินลูกค้า ทำรีพอร์ต ปปง. หรือแม้แต่การขอใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้าของแอพต้องจับมือกับธนาคารอยู่ดี

คำถามก็คือ บทบาทของธนาคารจะเป็นอย่างไรในอนาคต

“ทุกวันนี้แบงก์ในเมืองจีนได้เปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของตัวเองมาเป็นการทำงานหลังบ้าน (Utility Provider) หรือทำสิ่งที่น่าเบื่อ ส่วนแอพจะทำในสิ่งที่น่าตื่นเต้น และกำไรเยอะ ๆ โดยได้เปอร์เซ็นต์จากบริการโอนเงิน และทำการปล่อยกู้เอง โดยเป็นตัวกลางให้แบงก์นำเงินผ่านเข้ามาในระบบ ในขณะที่แบงก์ก็ต้องยอม เพราะแอพมีอำนาจในการต่อรองจากจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ในมือมหาศาล ผมคิดว่าในอนาคตแบงก์เมืองไทยก็คงไม่ต่างไปจากจีนมากนัก”

แม้จะยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่เมืองไทยต่างจากหลายประเทศคือ กว่า 50% ของคนไทยมีบัญชีธนาคาร จึงทำให้คนส่วนใหญ่ยังใช้ Digital Banking ไม่เหมือนประเทศจีนที่ใช้ธุรกรรมผ่าน Social Banking แซงหน้าแบงก์ภายใน 6 ปี ประกอบกับความน่าเชื่อถือสถาบันการเงินของไทยที่สั่งสมมา โดยบางแห่งเปิดให้บริการมามากกว่า 100 ปี เมื่อเทียบกับแอพที่มาได้เพียงไม่กี่ปี จุดนี้อาจจะทำให้แอพเสียเปรียบอยู่บ้าง

แต่อย่าลืมว่าความน่าเชื่อถือมันเป็นอะไรที่สามารถวิ่งตามกันได้ แม้วันนี้จะยังไม่แซงหน้าก็ตาม แต่มันวิ่งตามตลอดไม่เคยหยุด ถ้าเราลองไปส่องพฤติกรรมคนยุคนี้ที่คุ้นชินกับการโอนเงินไปฝากใน Payment Gateway ต่างๆ อย่างแรบบิทไลน์เพย์ หรือแม้แต่เงินที่ใส่เข้าไปในสตาร์บัคส์การ์ดทั่วโลกเยอะกว่าเงินฝากแบงก์อีก แสดงว่ากลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีความไว้ใจพอสมควร ไม่เช่นนั้นคงไม่นำเงินไปฝากไว้ในระบบเหล่านั้นเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อจำนวนคนใช้เยอะมากพอ เพื่อนๆ หรือคนใกล้ตัวใช้แล้วไม่มีปัญหาจะเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก ซึ่งแข็งแรงพอที่จะทำให้คนเชื่อมั่นกับการทำธุรกรรมผ่านSocial Banking ได้อย่างรวดเร็ว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.