เมืองไทยประกันชีวิต ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์บนโลกวิถีใหม่ ทั้ง Digital และ Non-Digital

Mar 16, 2021 -None-

ความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ในแง่การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ถูกนำเสนอออกมาอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ “เมืองไทยประกันชีวิต” หรือ MTL ยังคงรักษาภาพลักษณ์ความแข็งแกร่ง ในฐานะผู้นำธุรกิจการประกันชีวิตของกลุ่ม ประกันชีวิตดิจิทัล (InsurTech) ในประเทศไทยได้อย่างเหนียวแน่น จากผลวิจัย Thailand’s Most Admired Brand 2021 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2  

ในปีที่ผ่านมา แม้ว่าอุตสาหกรรมการประกันชีวิตโดยภาพรวมจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจต่อการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น กลายเป็นโอกาสที่ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตมองเห็นโอกาสการเติบโตของตลาด จึงตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพ ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม 

ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ MTL ในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health & CI) อยู่ที่ 21% มีสัดส่วนการขายแบบประกันชีวิตประเภทคุ้มครองชีวิต และประกันชีวิตควบการลงทุน (Protection and Investment Linked Product Portion) สูงถึง 76% ขณะเดียวกันมีผลงานจากช่องทางการขายผ่าน Online Sales เติบโต 120% เมื่อเทียบกับปี 2562  

ขณะที่ด้านความแข็งแกร่ง และด้านเสถียรภาพทางด้านการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) จาก S&P Global Ratings อยู่ที่ระดับ BBB+ โดยแนวโน้มมีเสถียรภาพ และจากฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) อยู่ที่ ‘A-’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินภายในประเทศ (National IFS) ที่ ‘AAA(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ถือเป็นอันดับเครดิตในระดับประเทศที่สูงที่สุด และยังมีความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง สะท้อนจากอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนที่ 309% ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2563 นับว่าสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ถึง 120% 

คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวถึง แนวคิดในการมองหาโอกาส และวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ของวิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นว่า ต้องสร้างแนวคิดว่า MTL ยังเป็นเพียงองค์กรที่มีความรู้น้อยเพื่อผลักดันตัวเองให้อยากเรียนรู้มากขึ้น และรู้จักเปิดใจหากบางเรื่องทำเองไม่ได้ก็ต้องให้คนอื่นที่เก่งกว่าเข้ามาทำ เพื่อให้องค์กรสามารถวิ่งตามโลกได้ทัน และรวดเร็ว ยิ่งขึ้น 

“เพราะวันนี้ดิจิทัลไร้พรมแดน และเมื่อมี Digital Disruption เกิดขึ้น เราจึงมองเป็นโอกาส และปรับตัวให้ทัน ในขณะที่คนในธุรกิจประกันยังไม่เชื่อ ยังคิดอยู่บนหลักการของออฟไลน์ซึ่งวันนี้ก็ยังมีภาพของออฟไลน์ แต่ถ้าเราไม่ทำไม่เตรียมตัวให้ดีจะมีปัญหา และสิ่งที่ทำให้ยากคือการทำเป็นจุดเล็กๆ ไม่ได้มาปะติดปะต่อ ไม่ได้มองให้เห็นภาพแบบบูรณาการ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องโควิดก็เรื่องหนึ่ง แต่เรื่องที่น่ากลัวมากกว่า คือ Digital Disruption ที่ยังคงอยู่ และแรงมากขึ้นทุกวัน” 

คุณสาระ ยังมองว่า วันนี้เรื่องของดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน คนรุ่นก่อน หรือคน Gen X จึงต้องอยู่ให้ได้ปรับตัวตามให้ทัน แม้จะไม่เก่งเท่ากับคนรุ่นลูกอย่าง Gen Z หรือคน Gen Y ที่ปรับตัวได้เร็วกว่า และในอนาคตยังมีเด็ก Gen Alfa ที่จะเกิดมาพร้อมกับสังคมดิจิทัล วันนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เรื่องของดิจิทัลจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ขึ้นอยู่ที่ว่าจะปรับ Mindset อย่างไรให้อยู่รอดได้ทั้งในแง่ของตัวบุคคลและองค์กร   

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2564 เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าตามนโยบาย MTL Trusted Lifetime Partner”  เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในแบบเฉพาะตัวบุคคล (Personalization) มากยิ่งขึ้น ผ่านแพลตฟอร์ม Digital และ Non-Digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์  

“การมุ่งตอบโจทย์ความต้องการในแบบ Personalize ทำให้เรามีการนำเรื่องของ User Experience มาประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เช่น การออกแบบประกัน และการทำการตลาดเพราะยุคนี้เป็นยุคของดาต้า ซึ่งเรามีการวิเคราะห์ตามหลักการของ Persona ส่งผลไปถึงเรื่องการปรับเปลี่ยนแบบประกันจากที่เคยเป็นแบบ One for All ที่แม้จะยังไปได้ในมุมของการเป็น Basic Insurance แต่ก็ไม่ได้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทั้งหมด  

แม้ว่าเราจะนำเรื่องของ User Experience มาปรับใช้เพื่อให้ได้แบบประกันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากที่สุด แต่ก็ไม่มีวันจะได้แบบประกันที่สมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นยังต้องปรับแต่งอยู่เสมอตราบเท่าที่ยังมองเห็นช่องโหว่อยู่ นี่คือหลักการทำงานเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคตามแนวทางแบบ Outside-in”  

เมืองไทยประกันชีวิต ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องสุขภาพอยู่อย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดยังได้เปิดตัว “โครงการ ดี คิดส์” (D Kids Campaign) ที่มีจุดขายด้วยความคุ้มครองตั้งแต่วัยเด็กอายุ 30 วัน เพื่อช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ทั้งในเรื่องค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) ค่าหมอ ค่ายา ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาลกรณีแอดมิดเหมาจ่ายในวงเงินเดียวสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวในครั้งหนึ่ง  

อีกทั้งยังได้ขยายอายุรับประกันภัยสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบอีลิท เฮลท์ เพื่อให้การดูแลแบบเหนือระดับ ครอบ คลุมไปยังกลุ่มเด็กมากยิ่งขึ้น จากเดิมอายุรับประกันอยู่ที่ 18-80 ปี ขยายเป็นเริ่มรับประกันตั้งแต่อายุ 11-80 ปี  คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี ครอบคลุมทั้งโรคระบาด โรคร้ายแรง โรคทั่วไป และอุบัติเหตุ 

โดยก่อนหน้านี้ ยังเปิดตัวโครงการ Super Health” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกเซ็กเม้นต์ เข้าถึงกลุ่มอายุที่หลากหลาย สามารถเลือกซื้อได้ตามไลฟ์สไตล์ ทั้งการดูแลแบบเหนือระดับ แบบที่ดูแลค่าใช้จ่ายตั้งแต่บาทแรกหรือแบบที่ช่วยดูแลค่ารักษาส่วนเกินจากสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ รวมไปถึงสามารถเลือกความคุ้มครองแบบผู้ป่วยนอก (OPD) แบบผู้ป่วยใน (IPD) หรือเลือกความคุ้มครองได้ทั้ง 2 แบบ สามารถยืดหยุ่นได้ตามความต้องการ 

เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงเดินหน้ายกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล (Regional Company) ที่โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ในความเป็นองค์กรร่วมสมัย มีความเป็นมืออาชีพที่สามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน รวมทั้งการ เดินหน้าการพัฒนาบุคลากรให้สามารถรับมือ และปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว พร้อมให้ความสำคัญ กับการขยายตลาดไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง   

หนึ่งในความท้าทายของการทำธุรกิจในปีนี้ นอกเหนือจากเรื่องผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลให้ต้องมีการปรับตัว ยังมีเรื่องการปรับ Mindset และการปรับ Skillset ของคนในองค์กรเพื่อให้สามารถวิ่งให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง หรือความไดนามิคของโลกยุคดิจิทัล  

ทางบริษัทจึงมุ่งเน้นการยกระดับทักษะ และความรู้ของบุคลากรทุกระดับ ทั้งกลุ่มตัวแทน พนักงาน และผู้บริหาร ให้สามารถปรับตัว และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ชื่อ LearnRU” (เลิร์นรู้) ที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัย รวดเร็ว และเข้าได้จากทุกที่ ตอบโจทย์การเรียนรู้ทั้งแบบออนไลน์สด (Live Streaming) และสัมมนาแบบเสมือนจริง (Virtual Workshop) สามารถถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความรู้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงการเข้าถึงคลังความรู้ที่หลากหลาย ทั้งแบบ Micro Learning และแบบ Online Content   

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้กำลังเสริมจากหน่วยงานพันธมิตรในเครือข่ายของบริษัทที่คอยสนับสนุน ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ Fuchsia Venture Capital และ AIgen (ไอเจ็น) รวมถึง Gettgo ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างเข้าถึง 

คุณสาระ ย้ำว่า การจัดการเรื่องคนต้องมีการกระตุ้น ชี้นำ และสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ทำให้รู้สึกถึงความตื่นตัว มองเห็นภาพกว้างในเรื่อง Risk Management ภายใต้ข้อกำหนดใหม่ และพฤติกรรมใหม่ ๆ ของผู้บริโภค รวมถึงการสร้างวิธีคิดแบบการคิดนอกกรอบ การคิดแนวนอนเพื่อมองในมุมของลูกค้าแบบ Outside-in ไม่ใช่ Inside-out ในบริบทของการให้คำปรึกษา นำเสนอ ขาย บริการ ดูแล และ Engagement 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หัวใจสำคัญที่จะทำให้ความเป็น Most Admired Brand ยังคงอยู่ คือการสร้างมุมมองแบบ Outside-in  โดยมีลูกค้าเป็นที่ตั้ง โดยมีโจทย์ในเรื่องของการให้คำแนะนำ กระบวนการขาย ผ่านสินค้าที่ใช่ และบริการที่ใช่ และต้อง Beyond Service ด้วยการผูกไปกับ Live Stage และ Lifestyle ของลูกค้า หรือการไปกับ Ecosystem ของพาร์ทเนอร์ ผ่านการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ง่าย สะดวก เกิดความเชื่อมั่น และเรื่องของ Engagement จะตามมาในที่สุด”  คุณสาระ กล่าว

ประกันชีวิต

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.