รถปิกอัพอีซูซุ ตำนานความแข็งแกร่ง และความเป็นที่ 1 อย่างยั่งยืน

Mar 15, 2021 -None-

หากจะกล่าวถึงบริษัทรถยนต์ที่มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้นำตลาด ที่มีความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้เห็นอยู่เสมอ ก็ต้องมีชื่อของ “ตรีเพชรอีซูซุเซลส์” ต้นสังกัดผู้สร้างแบรนด์ “อีซูซุ” ให้แข็งแกร่ง และก้าวสู่การ เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคยอมรับ และให้ความไว้วางใจ  

ตอกย้ำความจริงผ่านผลวิจัย Thailand’s Most Admired Brand 2021 ที่ “อีซูซุ” ยังคงรักษาความเป็นเบอร์ 1 ได้อย่างเหนียวแน่น และต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 ในฐานะของแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ และได้รับความไว้วางใจสูงสุด ในกลุ่มรถกระบะ 

เมื่อมองย้อนกลับไปในเรื่องราวที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการจัดจำหน่ายรถอีซูซุในประเทศไทย รวมทั้งการบริการหลังการขายและอะไหล่ตลอดระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา คือ การวางนโยบายหลักที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในการสร้างคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) ในทุกด้าน ด้วยความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้จำหน่ายอีซูซุ ซึ่งมีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ ในการนำนโยบายต่างๆ ของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ใช้รถชาวไทยเกิดความเชื่อมั่นอย่างสูงในแบรนด์อีซูซุ  

ส่งผลให้อีซูซุเป็นแบรนด์ที่ได้รับความสนใจ และอ้างถึงมากที่สุดในด้านรถเพื่อการพาณิชย์ ทั้งรถปิกอัพ และรถ บรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่เดินหน้าสร้าง “ความคุ้มค่าสูงสุด” 

หนึ่งในนโยบายสำคัญของอีซูซุ คือ “การไม่ร่วมสงครามราคา” ในตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ทุกประเภท แม้ว่าจะมีการแข่งขันที่รุนแรงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ราคาขายต่อของรถอีซูซุในตลาดรถมือสองดีที่สุด เนื่องจากลูกค้าสามารถ ใช้รถอีซูซุในการทำธุรกิจหารายได้ และใช้ส่วนตัวในกรณีของรถปิกอัพ และรถอเนกประสงค์ จึงเกิด “ความคุ้มค่าเงินสูงสุด” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อรถของลูกค้า 

คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ในการสร้างคุณค่าของแบรนด์อีซูซุนั้น ได้ใช้ประโยชน์จากกิจกรรมการตลาดหลากหลายรูปแบบทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างความ ภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) เพื่อให้ลูกค้าเกิดการ “ซื้อซ้ำ” และ “บอกต่อ” ให้ญาติสนิทมิตรสหายมาซื้อรถอีซูซุที่ตนเองมั่นใจจากประสบการณ์ตรงทั้งในเรื่องคุณค่าในการใช้งาน และคุณค่าด้านอารมณ์ความรู้สึก  

“สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้อีซูซุยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงในตลาดรถยนต์เมืองไทยคือการรักษา “ความเชื่อมั่นและไว้วางใจของลูกค้า” ว่าอีซูซุนั้นคือแบรนด์พรีเมียมที่มีคุณค่าสูงตลอดระยะเวลากว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมา” 

ทางด้านการทำกิจกรรมการตลาดในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ 2 รุ่น คือ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพรุ่นล่าสุด “All-New Isuzu X-Series” ในวันที่ 2 ตุลาคม พร้อมนิยามใหม่ “ท้าทายทุกลิมิต...สุดขีดสไตล์เอ็กซ์” (Infinite X-Life) ยนตรกรรมดีไซน์เท่เหนือชั้น ที่จัดเต็มด้วยชุดแต่ง X-Stylish Package ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน ถ่ายทอดเอกลักษณ์แห่งจิตวิญญาณสายพันธุ์สปอร์ตที่หลงใหลใน ความเร็ว แรง เร้าใจ และสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ทั้งแนวสปอร์ตเรซซิ่งในรุ่น SPEED และสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น HI-LANDER รถปิกอัพ “All-New Isuzu D-Max” ซึ่งรวม “All-New Isuzu X-Series” ด้วยนั้น สามารถทำส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 43.9% ครองอันดับ 1 ในตลาดรถปิกอัพของเมืองไทยไว้ได้อย่างมั่นคง 

ต่อมาเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 อีซูซุได้จัดงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อแนะนำยนตรกรรมอเนกประสงค์ “All-New Isuzu MU-X” ซึ่งเป็นรุ่นที่มีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมด (Full Model Change) ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ... เหนือทุกความสำเร็จ” (Originality Redefined) และออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 พฤศจิกายนปีเดียวกัน

  โดย All-New Isuzu MU-X ได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้น ด้วยยอดจองสูงกว่า 7,000 คัน ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ สามารถสร้างยอดขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 2,806 คัน ในเดือนธันวาคม ครองอันดับ 1 ในตลาดรถ อเนกประสงค์ PPV ไปโดยปริยาย 

“ปรับแผน” รับ New Normal 

ในปี 2563 ยอดจำหน่ายรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยมีเพียง 792,146 คัน ลดลง 21.4% เมื่อเทียบกับปี 2562 อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทั่วโลก ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจไทยที่ซบเซาอยู่แล้วอยู่ในภาวะที่สาหัสยิ่งขึ้น ในขณะที่คู่แข่งแบรนด์หลักๆ ต่างมียอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีซูซุเป็นเพียงแบรนด์ รถยนต์หลักแบรนด์เดียวที่มียอดขายสูงกว่าปี 2562 ด้วยยอดจำหน่าย 168,215 คัน เพิ่มขึ้น 7.7% ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ทั้งในส่วนของรถปิกอัพ และรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ 

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อีซูซุประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งในปีที่ผ่านมา นอกจากผลิตภัณฑ์อันโดดเด่นแล้ว คือ วิสัยทัศน์อันยาวไกลของอีซูซุในการให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการตลาดดิจิทัล โดยได้เริ่มดำเนินการมาก่อนบริษัทคู่แข่งส่วนใหญ่ จึงทำให้อีซูซุสามารถใช้การตลาดออนไลน์เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ในขณะที่กิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายแบบออฟไลน์ไม่สามารถทำได้ในสถานการณ์ดังกล่าว 

คุณปนัดดา ยังมองว่า การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2563 ทำให้ Digital Disruption ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้การดำเนินชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิมสู่ “ชีวิตวิถีใหม่” (New Normal) การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลให้เกิด “เส้นทางใหม่ของผู้บริโภค” (The New Customer Journey) เพราะขั้นตอนในการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคมีความซับซ้อนมากขึ้น  

ดังนั้น ในการวางแผนการตลาดเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุค “ชีวิตวิถีใหม่” นี้ จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์ในทุกจุดที่อีซูซุมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภค (Touchpoints) ตลอดเส้นทางของผู้บริโภคตั้งแต่ก่อนซื้อ ระหว่างซื้อและหลังการซื้อสินค้าหรือบริการ เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมมากขึ้น วางแผนกลยุทธ์ใหม่เพื่อสร้างความพอใจให้แก่ลูกค้า และรักษาฐานลูกค้าไว้ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอนาคต 

“อีซูซุให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย (Omni-Channels) ทั้งแบบออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ดี และใช้ข้อมูลต่างๆ ให้เกิดประโยชน์ เรามีฐานข้อมูลลูกค้าขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Big Data มีประโยชน์มากในการวิเคราะห์พฤติกรรม

และความต้องการของลูกค้า เพื่อให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างตรงความต้องการมากที่สุด”            

การตลาดที่เน้นการ “ปฏิรูป” 

ตามที่ได้กล่าวมาในเบื้องต้นว่าจุดขายที่สำคัญของแบรนด์อีซูซุ คือ “ความคุ้มค่าเงินสูงสุด” (Best Value for Money) ดังนั้น การสร้าง Brand Key Message ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายจึงมีพื้นฐานมาจาก Brand Character ดังกล่าวนั้นด้วย  

สำหรับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ “All-New Isuzu D-Max” ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิศวกรอีซูซุที่มีความเชี่ยวชาญและ ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยียานยนต์อย่างสูง เพื่อให้เป็น “ยนตรกรรมที่เหนือกว่าคำว่าปิกอัพ” (Beyond the Pickup) ภายใต้แนวคิด Bold, Emotional and Smart นำไปสู่ดีไซน์ใหม่หมดในทุกมิติจากภายนอกจรดภายใน เครื่องยนต์ใหม่ แพลตฟอร์มใหม่ ความปลอดภัยใหม่ พร้อมนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ ความสมบูรณ์แบบในทุกฟังก์ชั่นที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น  สร้างมาตรฐานใหม่ของรถปิกอัพให้เป็นรถที่สะท้อนรสนิยมของผู้ที่ได้ครอบครอง  

“เราจึงสร้าง Brand Key Message สำหรับรถรุ่นนี้ว่า “พลานุภาพ...พลิกโลก” เพราะพลังและอานุภาพของรถ รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่หมดนี้ทั้งในด้านดีไซน์และเครื่องยนต์จะพลิกประวัติศาสตร์ของวงการรถปิกอัพ ซึ่งได้ผลตามความคาดหมายเพราะ “All-New Isuzu D-Max” ออกจำหน่ายในช่วงปลายปีเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 และได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่ง จนลูกค้าบางส่วนเรียกรถรุ่นนี้ว่ารุ่น “พลานุภาพ...พลิกโลก” ส่งผลให้รถปิกอัพ “All-New Isuzu D-Max” ครองอันดับ 1 ในปี 2563 โดยมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการดำเนินงานของอีซูซุ คือ 43.9%” 

อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลักในการดำเนินงานของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ในปีที่ผ่านมา และปีนี้ คือ “การปฏิรูป” (Transformation) หมายถึง การปฏิรูปด้านดิจิทัล (Digital Transformation) และการปฏิรูปการดำเนินงาน (Operational Transformation) โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายนปีที่แล้ว อีซูซุได้จัดตั้ง “สำนักงานวางแผนและบริหารยุทธศาสตร์ดิจิทัล” (Chief Digital Officer Office) ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการปฏิรูปด้านดิจิทัลเชิงรุก  

ไม่เฉพาะแต่เพียงธุรกิจของบริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด แต่ยังรวมถึงธุรกิจของบริษัทอื่นๆ ในกลุ่มตรีเพชรด้วย และยังได้เพิ่มจำนวนพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล ดีไซเนอร์ ด้าน UX หรือ User Experience กับ UI หรือ User Interface อีกด้วย 

ในด้านการปฏิรูปการดำเนินงานนั้น การทำงานจากบ้าน (Work From Home) ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้บริษัทมองเห็นโอกาสที่จะปรับปรุงวิธีการทำงานต่างๆ มากมายว่ามีการงานใดในหน่วยงานใดบ้างที่สามารถยกเลิกลดความถี่ลง หรือปรับรูปแบบให้ง่ายขึ้นได้ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการติดต่อสื่อสารออนไลน์โดยพิจารณาจากด้านต้นทุนและประสิทธิภาพเป็นสำคัญ 

อีซูซุประสบความสำเร็จอย่างสูงยิ่งในปี 2563 เป็นปีแห่งสถิติสูงสุดในหลายๆ ด้าน กล่าวคือ การเป็นแบรนด์ รถยนต์หลักเพียงแบรนด์เดียวในตลาดรถยนต์เมืองไทยที่มียอดจำหน่ายสูงกว่าปี 2562 ถึง 7.7% ในขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมหดตัวลงอย่างมากถึง 21.4% 

ขณะที่อีซูซุครองอันดับ 1 ในตลาดรถปิกอัพด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์คือ 43.9% และครอง อันดับ 1 ในตลาดรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 50%  

“ความท้าทาย” ครั้งใหม่ 

สำหรับปี 2564 เสมือนเป็น “ช่วงเวลาทอง” ของอีซูซุที่ได้รับกระแสความแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด และผู้จำหน่ายอีซูซุทั่วประเทศจะผนึกกำลังร่วมกันปรับปรุงประสิทธิภาพการ ดำเนินธุรกิจให้สูงขึ้น เพราะถ้าเป็นกรณียอดขายตกต่ำต่อเนื่อง การปรับปรุงการดำเนินงานจะทำได้ยาก  

นอกจากนี้ อีซูซุ ยังเน้นความสำคัญของการบริการตามแนวคิด “Omotenashi” หมายถึง “จิตวิญญาณการ บริการแบบญี่ปุ่น” โดยเราได้เริ่มนำแนวคิดนี้มาเริ่มปฏิบัติจริงตั้งแต่ปี 2562 เพื่อสร้างความแตกต่างจากบริษัทคู่แข่ง และขยายขอบข่ายประชาคมอีซูซุให้กว้างขวางยิ่งขึ้น  

“เรายังขยายธุรกิจรถมือสองภายใต้ชื่อ บริษัท โอมาคาเสะ คาร์ จำกัด (Omakase Car Co., Ltd.) อย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับมาตรฐานการซื้อ-ขายรถมือสองในประเทศไทย ด้วยการเปิดสาขาใหม่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเน้นการจำหน่ายรถมือสองคุณภาพสูง ประวัติชัดเจนเชื่อถือได้ พร้อมการันตีการซ่อมบำรุงจากช่างผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำเพื่ออำนวยความสะดวก และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าในการซื้อขายรถยนต์มือสอง” 

คุณปนัดดา ยังคาดการณ์ว่าหลังจากนี้เศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นจากการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ขณะที่ตลาดรถยนต์โดยรวมอาจจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 10% ด้วยยอดจำหน่ายในตลาดรวมกว่า 860,000 คัน แต่ยังต้องมี การประเมินสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะมีปัจจัยที่น่ากังวลหลายประการที่จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ของไทย เช่น การระบาดระลอกใหม่ๆ ของ COVID-19 ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย  

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสดังกล่าวว่า จะมีผลอย่างไรต่อประสิทธิภาพของวัคซีน การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย รวมถึงนโยบายของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่มีต่อประเทศจีน เป็นต้น 

“มาถึงวันนี้ อีซูซุ ได้ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเป็นระยะเวลาต่อเนื่องมากว่า 64 ปี ประวัติศาสตร์ดังกล่าวเป็นทั้ง “ความภูมิใจ” และเป็นบทพิสูจน์ของ “ความเชื่อมั่น” ที่ผู้ใช้รถชาวไทยมีต่อแบรนด์อีซูซุ เราไม่ต้องการที่จะ “ป่วย” เป็น “โรคขององค์กรขนาดใหญ่” (Big Company Disease) คือการที่ประสบการณ์จากความสำเร็จในอดีต ทำให้องค์กร ติดอยู่กับธรรมเนียมเดิมๆ  ลังเลที่จะรับวิธีการใหม่ๆ และขาดสปิริตแห่งความท้าทาย   

“เพราะด้วยขนาดขององค์กรที่ขยายใหญ่ขึ้น อาจจะก่อให้เกิดการแบ่งแยกการทำงานและไม่ยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ ได้โดยง่าย เปรียบเสมือนเรือบรรทุกน้ำมัน หรือเรือสินค้าขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวช้าไม่คล่องตัว และไม่สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการเดินเรือได้โดยง่าย” 

โดยเป้าหมายของตรีเพชรอีซูซุเซลส์ คือ ความต้องการจะเป็นองค์กรที่มีความคล่องตัวสูง มีบรรยากาศการทำงานแบบ SME ที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความท้าทายใหม่ๆ ของพนักงานที่มีความสามารถรอบด้านในการขับเคลื่อนบริษัทให้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม  

“เปรียบได้กับ “เรือลาดตระเวน” ที่มีเครื่องยนต์อันทรงพลัง น้ำหนักเบา รวดเร็ว และเคลื่อนไปยังทิศทางที่ต้องการได้โดยง่าย ดังนั้น แนวคิดหลักเรื่อง “ความยืดหยุ่น” (Flexibility)” และ “ความสามารถรอบด้าน” (Well-roundedness)” จึงเป็น “สปิริต” ที่ขาดไม่ได้สำหรับทั้งผู้บริหาร และพนักงานทุกคน เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์เมืองไทยไว้ให้ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” คุณปนัดดา กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.