4,734
VIEWS

LINE BK - แอสเซนด์ มันนี่ ปั้น Ecosystem เข้าถึงโอกาสใหม่ธุรการเงิน

Mar 15, 2021 R.Somboon

ดิจิทัล แบงกิ้ง อาจจะเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าในตลาดการเงิน แต่แพลตฟอร์มแบงกิ้ง จะเป็นคลื่นลูกใหม่ที่ทำให้สามารถเข้าถึงโอกาสใหม่ในธุรกิจการเงินกับกลุ่มที่ไม่เคยเป็นลูกค้าของแบงก์พาณิชย์มาก่อน

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ LINE BK ที่ใช้เวลาไม่ถึง 3เดือนดีนักในการกวาดลูกค้ากว่า 1 ล้านราย คือภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นถึงเทรนด์การเติบโตที่ดีของโซเชียลแบงกิ้ง

เมื่อแนวโน้มการเติบโตที่ดี จึงไม่แปลกที่จะมีเจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ กระโดดเข้ามาร่วมแจมในตลาดนี้ด้วย

บทพิสูจน์อย่างหนึ่งถึงการมีแนวโน้มที่ดีของโซเชียล แบงกิ้ง หรือแพลตฟอร์ม แบงกิ้งก็คือ การใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือน เต็มดีนักก็สามารถกวาดฐานผู้ใช้บริการของ LINE BK โซเชียล แบงกิ้ง ที่เกิดจากการร่วมทุนของ LINE และเคแบงก์ ที่มองเห็นโอกาสทางการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่งฐานกลุ่มนี้มีอยู่เป็นจำนวนมากในบ้านเรารวมถึงภูมิภาคอาเซียน

เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ของ “แพลตฟอร์ม แบงกิ้ง” ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากจะอธิบายถึงความหมายแบบเข้าใจง่ายๆ ของแพลตฟอร์ม แบงกิ้ง ก็คือ การที่เจ้าของแพลตฟอร์ม หันมาทำธุรกิจการเงินเอง โดยอาศัยฐานของลูกค้าที่อยู่ในแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นตัวต่อยอดในการทำธุรกิจ อาจจะเป็นการร่วมมือกับสถาบันการเงินทั้งนอนแบงก์ และแบงก์พาณิชย์ เพื่ออาศัยจุดแข็งของกันและกันมาใช้ในการทำตลาด ซึ่งในบ้านเรา นอกจาก LINE BK แล้วที่จะเป็นตัวหลักในอีกไม่นานนี้ก็มีแกร็บที่ร่วมทุนกับเคแบงก์ หรือในกรณีของการร่วมทุนของกลุ่มซีพีกับแอนท์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส กรุ๊ป ของอาลีบาบา ที่เข้ามาลงทุนในบริษัทแอสเซนด์ที่เป็นฟินเทคของกลุ่มซีพี เป็นต้น

ขณะการขับเคลื่อนตลาดโซเชียล หรือแพลตฟอร์ม แบงกิ้งนั้น ทั้งหมดจะถูกขับเคลื่อนผ่านดาต้าของลูกค้า โดยอาศัยอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มนั้นๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยเสริมให้การทำตลาดมีพลังมากขึ้น ซึ่งแพลตฟอร์ม แบงกิ้ง เกิดขึ้นจาก Pain Point ของแบงก์พาณิชย์ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าบางกลุ่มได้

LINE BK จะให้บริการทางการเงินและผลิตภัณฑ์ทางการเงินออนไลน์รูปแบบใหม่ ที่แชต-โอน-ยืม-จ่าย ในแอพพลิเคชั่นLINE พร้อมทั้งบริการสินเชื่อให้กลุ่มฟรีแลนซ์หรือคนไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นการร่วมทุนกับธนาคารกสิกรไทย จึงสามารถรับฝากเงินผ่านทางธนาคารกสิกรไทยได้ด้วย ซึ่งธุรกิจการเงินในยุคนี้ แทบจะไม่แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ตรงที่เรื่องของบิ๊กดาต้า จะเข้ามามีบทบาทต่อการวางแผนเพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ถูกที่ถูกเวลา ซึ่งไม่เพียงแค่การมีฐานลูกค้าจำนวนมากเท่านั้น แต่ยังต้องมีการ Engage ลูกค้าเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการมี Engagement ที่ดีจะช่วยในเรื่องของการต่อยอดการขายผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญยังสามารถต่อยอดไปสู่การ Cross selling ในระยะยาวได้อีกด้วย ซึ่งในส่วนหลังนี้ กลายเป็น Pain Point หนึ่งของแบงก์พาณิชย์ที่แม้จะสามารถย้ายการทำธุรกรรมการเงินเกือบทั้งหมดมายังดิจิทัล หรือโมบาย แบงกิ้ง ได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถทำ Cross Selling ได้เท่าไรนัก โดยเฉพาะกับการขายกองทุน ที่ยังคงต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของพนักงานแบงก์ที่เคาน์เตอร์เข้ามาช่วย

การมีดาต้าที่เกิดจากการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแค่จะสามารถเข้าถึงโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังสามารถเข้าถึงดาต้าที่จะทำให้สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาบริการทางการเงินให้ตรงกับความต้องการแบบถูกกลุ่ม ถูกที่ ถูกเวลา

 

ธนา โพธิกำจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า การมีฐานคนใช้งานแอพพลิเคชั่นของ LINE ถึง 47 ล้านคน กลายเป็นจุดแข็งสำคัญ เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลของคนในจำนวนมาก รวมถึงข้อมูลทางการเงิน ซึ่งการที่มีข้อมูลจำนวนมาก มันมีทั้งโอกาส ทั้งความรู้ที่สามารถทำให้เข้าใจเขาได้ ถือเป็นคอนเซ็ปต์ของแพลตฟอร์ม หรือโซเชียลแบงกิ้ง ที่เริ่มจากการมีฐานข้อมูลของคนจำนวนมาก ซึ่งโซเชียล แบงกกิ้ง จะเป็นอีกตัวแปรที่เข้ามาเปลี่ยนเกม ในการแข่งขันของวงการการเงินของบ้านเรา

จุดแข็งสำคัญของ LINE BK นอกจาก เรื่องของฐานคนใช้งานแอพพลิเคชั่น LINE ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากแล้ว หัวใจสำคัญอีกอย่างก็คือ การมีอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งของ LINE ที่วันนี้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว โดยมีเรื่องของการเงินสอดแทรกเข้าไปแบบไม่รู้ตัว

“ฐาน 47 ล้านคนที่ LINE มีอยู่มันใหญ่กว่าฐานลูกค้าของแบงก์ใหญ่ที่มีอยู่ 16-17 ล้านคนฐาน 47 ล้านคนนี้ถือเป็นปลาใหม่หมดเลย อะไรที่ได้เป็นปลาใหม่ ที่ยังไม่เคยเข้าไปอยู่ในระบบของแบงก์ นั่นคือโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างรออยู่”

หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อกลางเดือนตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมเกินความคาดหมาย และสามารถพิชิตเป้าหมายแรกคือ การมีจำนวนผู้ใช้บริการ LINE BK กว่า 1 ล้านราย ขณะที่ยอดการทำธุรกรรมทางการเงินทะลุ 6,000 ล้านบาท จากจำนวนลูกค้าดังกล่าว มีลูกค้าที่ยื่นขอวงเงินให้ยืมมากกว่า 20,000 รายต่อวัน ซึ่งจากตัวเลขพบว่า 30% ของผู้ที่ได้รับอนุมัติวงเงินให้ยืมเป็นผู้ที่ไม่เคยมีสินเชื่อกับที่อื่นมาก่อน สอดคล้องกับเป้าหมายที่วางไว้นั่นคืออยากให้ LINE BK  เป็นบริการทางการเงินที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดให้กับผู้ที่ไม่มีรายได้ประจำและไม่มีสลิปเงินเดือน

ว่าไปแล้ว โซเชียล หรือแพลตฟอร์มแบงกิ้ง เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการต้องการFinancial Inclusion ที่ต้องการให้การเข้าถึงบริการทางการเงินของคนไทยมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่จำเพาะต้องผ่านธนาคารพาณิชย์เท่านั้น การเข้าตลาดนี้ กลุ่มซีพี ที่ทำในนามทรู จึงมีการวางเป้าหมายในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

กลุ่มซีพี มีการสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งขึ้นมา โดยมีตัวเชื่อมต่อเข้าไปสร้างฐานลูกค้าหลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการวางให้ทรูมันนี่ที่เป็นดิจิทัล วอลเล็ท เป็นเกตเวย์สำคัญ การใช้เครื่องมือ CRM ของบริษัทในเครืออย่างบัตรทรูการ์ด หรือแม้แต่ตัวออลเมมเบอร์ ซึ่งทั้งหมดสามารถเข้าถึงดาต้าที่เป็นไลฟ์สไตล์การใช้จ่ายจริงในชีวิตประจำวันของผู้ถือบัตรได้เป็นอย่างดี

ในยุคที่ธุรกิจการเงินต้องแข่งกันที่เรื่องของดาต้านั้น การมีฐานลูกค้าอยู่ในมือจำนวนมากสามารถนำมาต่อยอดในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งขั้นตอนของการทำจะเริ่มจาก Acquire หรือการได้มาของฐานลูกค้าซึ่งก็ต้องใช้ทุกวิถีทาง ทั้งผ่านช่องทางขายปกติ และการใช้เครื่องมือที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล

หลังจากการได้มาซึ่งฐานลูกค้าจำนวนมากแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือ จะทำอย่างไรที่จะสามารถ Engage หรือการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขา ซึ่งไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการทำลอยัลตี้ โปรแกรม เพื่อทำให้เขาประทับใจ และเมื่อสามารถ Engageพวกเขาให้อยู่หมัด ก็จะเป็นเรื่องของการ Monetize หรือการสร้างรายได้ซึ่งก็คือการขายนั่นเอง ส่วนขั้นตอนสุดท้ายก็คือการ Cross Selling

ในปีที่ผ่านมา ทรูมันนี่ และแอสเซนด์นาโน เริ่มมีการปล่อยสินเชื่อที่เป็นไมโครเครดิตกับลูกค้าทรูมูฟเอชแบบรายเดือนที่มีตัวเลขอยู่ประมาณ 8.6 ล้านราย และผู้ถือบัตรทรูการ์ด ทั้ง 5 กลุ่ม ได้แก่ ทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีน และทรูไวท์ ที่เป็นลูกค้าทรูมูฟเอชแบบรายเดือน และมีประวัติการชำระค่าบริการดี ไม่มียอดคงค้าง โดยแต่ละประเภทของบัตร ทรูการ์ด ที่ลูกค้ากลุ่มทรูมูฟ เอชรายเดือนถือ จะได้วงเงินที่แตกต่างกันไป เช่น ทรูแบล็ค และทรูเรด จะได้วงเงินกู้สูงสุด 4 เท่า ส่วนทรูบลู ได้ 3 เท่า ทรูกรีน 2 เท่า และทรูไวท์การ์ดได้ 1 เท่า บัตรทรูการ์ดแต่ละประเภท จะคำนวณจากยอดบิลใช้จ่ายรายเดือนของทรูมูฟ เอช

การปล่อยสินเชื่อดังกล่าวจะมีวงเงินไม่เกิน 10,000 บาท ลูกค้าที่ได้สิทธิพิเศษเป็นวงเงินให้ยืมก่อน คืนทีหลัง สามารถนำเงินที่ได้รับการอนุมัติไปใช้จ่ายผ่านแอพ ทรูมันนี่ วอลเล็ท วงเงินสูงสุดถึง 4 เท่าของยอดบิลรายเดือน (ไม่เกิน 10,000 บาท) และเลือกผ่อนชำระได้นานสูงสุด 3 เดือนแคมเปญดังกล่าวมีการทำตลาดตั้งแต่เดือนสิงหาคมจนถึงสิ้นปีที่ผ่านมา

สินเชื่อที่ปล่อยในครั้งนี้ น่าจะเป็นการเทสต์ตลาด ผ่านการใช้อีโคซิสเต็มที่มีอยู่ โดยเฉพาะกับทรูมันนี่วอลเล็ท ที่ปัจจุบัน มีการสร้างรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ทั้งในเรื่องของการซื้อกองทุน และการโอนเงินไปยังต่างประเทศ

ถือเป็นอีกการขยับตัวที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.