6,243
VIEWS

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อธุรกิจการเงิน - ประกันของเจ้าสัวเจริญ หันมาทำตลาดด้วยแนวคิดแบบ “Tech Company”

Mar 22, 2021 R.Somboon

ภาพของการขับเคลื่อนธุรกิจของ เครือไทย โฮลดิ้งส์ หนึ่งในสายธุรกิจหลักด้านประกันและการเงินของกลุ่มทีซีซี ภายใต้การเข้ามาดำรงตำแหน่งซีอีโอของ “ฐากร ปิยะพันธ์” ที่ถูกเจ้าสัวเจริญ ดึงตัวมาจากธนาคารกรุงศรี ก็คือ การนำเรื่องของเทคโนโลยี เข้ามาเป็นแกนหลักในการทรานสฟอร์มตัวเองจากแค่ธุรกิจประกันมาสู่การให้บริการทางการเงินครบวงจร

แนวคิดในการขับเคลื่อนธุรกิจของเครือไทย โฮลดิ้งส์ นับจากนี้ จะมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นแกนหลักในการทำธุรกิจ ที่จะขับเคลื่อนผ่านการสร้างอีโคซิสเท็มที่แข็งแกร่งของตัวเองขึ้นมาโดยส่วนหนึ่งจะมีธุรกิจในเครือของกลุ่มทีซีซีเข้ามาเป็นตัวสนับสนุนให้อีโคซิสเท็มที่สร้างขึ้นนี้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดย Transform ตัวเอง จากแค่ธุรกิจประกัน มาสู่การเป็นธุรกิจการเงินครบวงจรที่มีวิธีคิดในการขับเคลื่อนธุรกิจไม่ต่างจากบริษัท Tech Company ชั้นนำ เพราะมีการหยิบเอาดาต้า เข้ามาเป็นแกนหลักในการทำตลาด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ได้ตรงใจลูกค้า ขณะเดียวกันก็มีเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคาอีกด้วย

บมจ.เครือไทย โฮลดิ้งส์ (TGH) จดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 มีลักษณะการประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจประกันชีวิต ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจลีสซิ่ง และธุรกิจ อื่นๆ ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน โดยมีการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจหลัก 3 ธุรกิจ กล่าวคือ ธุรกิจ ประกันชีวิต ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจการเงิน ได้แก่ ธุรกิจประกันชีวิต ผ่านบริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ธุรกิจประกันวินาศภัย ผ่านบริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ธุรกิจการเงิน ผ่านบริษัท อาคเนย์แคปปิตอล จำกัด และบริษัท อาคเนย์มันนี่ จำกัด

 

ฐากร บอกว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์แต่ละตัวของบริษัทในเครือจะมีการใช้ดาต้าเข้ามาเป็นตัวสนับสนุนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับใจของลูกค้า ที่สำคัญยังมีเรื่องของความคุ้มค่าคุ้มราคา ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์ที่จะมีการหยิบเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของการเคลมในกรณีที่มีอุบัติเหตุซึ่งจะทำให้นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการแล้ว ยังได้ต้นทุนที่ต่ำกว่า โดยดาต้าที่มีอยู่นี้ จะเข้ามาช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์การใช้รถยนต์ของลูกค้าผ่านกลยุทธ์ราคาที่เรียกว่า Dynamic Price ตามความหลากหลายของการใช้รถยนต์ของลูกค้าแต่ละคน เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าแบบ Personalized

ที่ผ่านมา เครือไทยโฮลดิ้งส์ มีการลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีค่อนข้างมาก โดยมีการตั้งบริษัทอย่าง Sentrics เข้ามาดูแลในเรื่องของการทำ Data Analytic   รวมถึงบริษัท Sofin ที่รับผิดชอบในการสร้างเครื่องมือดิจิทัลสำหรับการทำตลาดเป็นต้น โดยมีการใช้งบลงทุน 1,500 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีตลอด 3 ปี

“ประเทศไทยกำลังปลดล็อกก้าวสู่การทำธุรกิจประกันและการเงินบนโลกดิจิทัลได้อย่างแท้จริง จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ ตอบสนองความต้องการที่มากขึ้น เราไม่สามารถดำเนินธุรกิจแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการผ่านการใช้ Data Analytics เพราะธุรกิจประกันมี Big Data ดังนั้น สิ่งที่ Thai Group จะทำคือการนำข้อมูลที่มีในระบบมาเชื่อมต่อกันเพื่อทำให้เราแตกต่างจากคนอื่น ทั้งในแง่ของผลิตภัณฑ์และบริการ สามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเข้าใจ และบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพไร้รอยต่อและครบทุกบริการ เพื่อให้เราสามารถเข้าไปอยู่ในทุกที่ที่เชื่อมต่อไปยังลูกค้าเป้าหมายใน Ecosystems ได้อย่างยั่งยืน”

 

เมื่อมองเข้ามาในรายะละเอียดของการขับเคลื่อนแต่ละธุรกิจในเครือแล้ว กลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต จะมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างโดยใช้ดิจิทัลและดาต้าขยายฐานลูกค้าใหม่จากปัจจุบันที่มีลูกค้าอยู่ประมาณ 4 ล้านราย ตลอดจนสร้างการรับรู้ของแบรนด์อาคเนย์ประกันภัย อาคเนย์ประกันชีวิต ผ่าน Winning Product และการดูแลลูกค้าให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไร้ความกังวลใจ

ขณะที่ธุรกิจการเงินจะเน้นสร้างประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างกำไร พร้อมวางโครงสร้างพื้นฐานและหาพันธมิตรทางธุรกิจที่ดี โดยเริ่มมีการทำตลาดสินเชื่อกับคู่ค้าทางธุรกิจของเครือทีซีซีไปเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนในปีนี้จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อาทิ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อรถมือสอง สินเชื่อรถมอเตอร์ไซค์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ รวมถึงการทำตลาดสินเชื่อบุคคลในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย โดยการเข้าตลาดสินเชื่อรถยนต์นั้น มีการมองถึงการทำตลาดที่เชื่อมโยงกับอาคเนย์แคปปิตอลที่ทำธุรกิจเช่ารถยนต์ หากมีรถที่หมดสัญญาเช่า ก็จะนำมาขายเป็นรถยนต์มือสองโดยมีอาคเนย์มันนี่เป็นคนปล่อยสินเชื่อให้

ส่วนการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมานั้น อาคเนย์ประกันชีวิต มีเบี้ยประกันภัยรับรวมปี 2563 คือ 8,345 ล้านบาท  คิดเป็นอันดับทางธุรกิจ อันดับ 9  มีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ 96 %สูงกว่าอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 82% ด้านอาคเนย์ประกันภัย  มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงปี 2563 คือ 10,556 ล้านบาท คิดเป็นอันดับทางธุรกิจ อันดับ 6 ครองส่วนแบ่งทางการตลาดที่ร้อยละ 4.1 ขณะที่ไทยประกันภัย มีการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ เน้นการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยนวัตกรรมประกันภัยที่ทันสมัย มีเบี้ยประกันภัยรับตรงจำนวน 1,321 ล้านบาท และมีสัดส่วนเบี้ยออนไลน์ 332 ล้านบาท คิดเป็น 25% จากเบี้ยประกันภัยรับตรง สำหรับอาคเนย์แคปปิตอล ครองความเป็นผู้นำรถเช่าอันดับ 1 ในปี 2563 ด้วยรถจำนวน 22,100 คัน โดยมีลูกค้าภาครัฐ 50% ลูกค้านอกกลุ่มทีซีซี 30% และลูกค้ากลุ่มทีซีซี 20 %

“การ Transform สู่การเป็นบริษัทที่ให้บริการทางการเงินครบวงจรในครั้งนี้ มั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของธุรกิจในภาพรวมให้ติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาด เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจการเงินในประเทศไทยและขยายการให้บริการไปยังภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2568” ฐากร กล่าวสรุป

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.