6,223
VIEWS

คิดแบบ “สามย่านมิตรทาวน์” ทำศูนย์การค้าต้อง “Agile และ Flexible”

Mar 25, 2021 R.Somboon

สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้การใช้กลยุทธ์ “Inspiring Everyday Experiences” เป็นกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการทำตลาดของสามย่านมิตรทาวน์ก็คือจะต้องมีความเป็น Agility และ Flexible ค่อนข้างสูง เพราะตามมุมมองของผู้บริหารอย่าง ธีรนันท์ กรศรีทิพา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจรีเทล เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) เจ้าของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ก็คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคนี้ ค่อนข้างจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นของเทรนด์ต่างๆ ในตลาด ก็มีอายุค่อนข้างสั้น การขับเคลื่อนของศูนย์การค้าจึงต้องมีความคล่องตัว และยืดหยุ่นค่อนข้างสูง

หากมองเข้ามาที่ความหมายของคำว่า Agile แล้ว จะพบว่า มันคือกรอบแนวคิด และวิธีการทำงานอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว เพื่อปรับเปลี่ยนให้สามารถตอบสนองลูกค้าได้อย่างรวดเร็วในสภาวะที่มีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งหน้าที่หลักของคนทำศูนย์การค้า ต้องมองเทรนด์ให้ออก และสามารถจับเทรนด์นั้นๆ เพื่อแปลมาเป็นการทำอีเวนท์ต่างๆ ที่เปรียบเสมือนคอนเทนต์ที่ใช้ดึงทราฟฟิกเข้ามาในศูนย์

“ปัจจุบัน เทรนด์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมันมาเร็ว ไปเร็ว ยกตัวอย่างก่อนหน้านั้น เรื่องของครัวซองต์ที่เป็นกระแสอยู่ไม่นานก็โดนเซิร์ฟสเกต เข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว ซึ่งเราต้องตามเทรนด์ให้ทัน ทำให้วิธีคิดในการทำอีเวนท์ในศูนย์การค้าต้องเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่อาจใช้เวลาในการเตรียมการ 6 สัปดาห์ ก็ต้องปรับลดลงให้เหลือไม่เกิน 2 สัปดาห์ เพราะไม่อย่างนั้นจะตามเทรนด์ไม่ทัน”

นอกจากจะต้องมีความหยืดหยุ่นสูง และคิดให้เร็วแล้ว การทำศูนย์การค้าในปัจจุบัน ยังต้องก้าวข้ามจากแค่การช้อปปิ้ง มาสู่การใช้ชีวิตของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม ทำให้ต้องมีการ Provide Space สำหรับการทำกิจกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งสามย่านมิตรทาวน์มีการให้พื้นที่ที่เรียกว่า Placemaking สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ มากกว่า 6,000 ตารางเมตร   

ด้วยเหตุผลของการที่ศูนย์การค้ากลายเป็น Community ของคนแต่ละไลฟ์สไตล์ โดยถูกครอบด้วยกรอบที่ไม่ใช่แค่การเป็นสถานที่ช้อปปิ้งเหมือนในอดีต แต่เป็นเรื่องของการใช้ชีวิต ตามเทรนด์ของศูนย์การค้าที่ต้องมีในเรื่อง New Live, Play, Work

กลยุทธ์ “Inspiring Everyday Experiences” จึงถูกวางให้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการทำตลาด ทำให้มิกซ์ของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ จึงออกมาที่ 3 ส่วนสำคัญคือ เรื่องของอาหารที่กินสัดส่วน 50% ของร้านค้าทั้งหมด เป็นการเพิ่มจาก 43% ในปีที่แล้ว โดยมีการเติมเต็มร้านอาหารใหม่ๆ เข้าไป อาทิ K-Streat ฟู้ดคอร์ทรวมอาหารเกาหลี, Lemon Farm Cafe ร้านสินค้าออร์แกนิกส์, Lhong Tou คาเฟ่สไตล์จีนชื่อดังจากเยาวราช, เพลินพุง Cafe ร้านอาหารราคาประหยัดไม่เกิน 100 บาท และร้านเนื้อแท้ของอดีตนักร้องดัง “โต ซิลลี่ฟูลส์” เป็นต้น

 

สัดส่วนที่เหลือจะเป็นพื้นที่สำหรับเปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ และการเรียนเสริมทักษะที่จะเติมเต็มจินตนาการสานให้ครบทุกด้านของชีวิตที่กินสัดส่วน 25% มีการเปิดพื้นที่อย่างโซนสามย่านโคออป (Samyan CO-OP) ที่นอกจากเป็นโคเลิร์นนิ่งสเปซที่เปิดให้บริการฟรีสำหรับทุกคนแล้ว ยังมีร้านมีเดียม แอนด์ มอร์ (Medium & More) ศูนย์รวมสินค้าอาร์ต แอนด์ คราฟต์ คอนเซ็ปต์ใหม่ โดยในทุกอีเวนท์เรายังพยายามสอดแทรกกิจกรรมที่เกิดการเรียนรู้ อาทิ การเพิ่มกิจกรรมสอนวิธีการใช้งาน ฝึกปฏิบัติ รวมถึงเวิร์คช็อปเข้ากับอีเวนท์ต่างๆ  อีกด้วย

ส่วนมิกซ์อีก 25% ที่เหลือจะเป็นโซน The Living Library ซึ่งเป็นพื้นที่รวบรวมสิ่งจำเป็นต่อไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคนเมือง โดยกลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย)  พยายามปรับตัวให้กลุ่มธุรกิจรีเทลตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาทิ การจับเอาเทรนด์ที่ทั่วโลกต่างนำมาใช้ในการพัฒนาพื้นที่รีเทลในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามาใช้ นั่นคือ Placemaking Trend หรือการเพิ่มพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์ในโครงการเชิงพาณิชย์ เพื่อเติมเต็มความต้องการของลูกค้าและชุมชนด้วยพื้นที่ในการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ผ่านการเตรียมพื้นที่กว่า 6,000 ตร.ม. ภายในสามย่านมิตรทาวน์ มาทรานส์ฟอร์มเป็น Placemaking Space อาทิ อุโมงค์เชื่อมมิตร ลานด้านหน้าของศูนย์ สวนลอยฟ้า และพื้นที่กิจกรรมต่างๆ รอบศูนย์การค้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อเติมเต็มให้สามย่านมิตรทาวน์เป็น Community ของสามย่านที่เป็นย่านของสถานศึกษา และคนทำงานรุ่นใหม่

 

“ปัจจุบันยอดผู้ใช้บริการสามย่านมิตรทาวน์กลับมาแล้วกว่า 53,000 คนหรือเทียบเท่า 84% กับช่วงก่อน  โควิด-19 ขณะที่ยอดร้านค้าเช่าพื้นที่แล้วกว่า 97% โดยเราพยายามที่จะครีเอทอีเวนท์ที่น่าสนใจเพื่อใช้ในการดึง ทราฟฟิกให้เพิ่มขึ้น แน่นอนว่า หัวใจสำคัญของการทำศูนย์การค้ายังคงต้องคิดแบบ Agile คือต้องรวดเร็ว และพร้อมที่จะปรับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่มันเปลี่ยนเร็วมาก ข้อดีของเราก็คือ เรามีจุดแข็งในเรื่องของพื้นที่ที่ค่อนจะมี Flexibility สูง พร้อมที่จะปรับมิกซ์ของร้านค้า หรือพื้นที่ต่างๆ ให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างปัจจุบันที่ร้านค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ต้องการพื้นที่ของร้านค้าไม่มากนัก เฉลี่ย 30 – 40 ตารางเมตร เพราะมองถึงการลงทุนไม่เยอะ และมีอัตราการคืนทุนที่รวดเร็ว โดยร้านค้ากลุ่มนี้ เราจะต่อยอดในการดึงเข้ามาอยู่ในศูนย์ด้วยการจัด Popup อีเวนท์ ที่เป็นการนำร้านอาหารหรือร้านค้าต่างๆ มาออกร้านในอีเวนท์ที่จัด ทำให้มีร้านค้าที่เป็นผู้เช่าหมุนเวียนเข้ามา ซึ่งจะกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงทราฟฟิกให้เข้ามาเพิ่มขึ้น”  ธีรนันท์ กล่าวสรุป

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.