7,090
VIEWS

เรียนรู้ 5 เทคนิคการทรานส์ฟอร์มฝ่ายทรัพยากรบุคคล จากองค์กรระดับโลกอย่าง ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮสเนสซี่

Mar 30, 2021 S.Vutikorn

ทุกวันนี้สภาพแวดล้อมในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย ตามบริบทของสังคมยุคใหม่

หลายคนเลือกที่จะหันหลังให้กับงานประจำ เพราะต้องการอิสระ ไม่อยากเป็นลูกจ้าง

หลายคนเลือกทำงานกับบริษัทโดยดูจาก Purpose ที่ตรงกับตัวเองมากกว่ารายได้

หลายคนชอบทำงานแบบ Remote หรือ Work From Anywhere

การบริหารความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่หลากหลายขึ้นเพื่อให้บาลานซ์กับวัฒนธรรมองค์กรที่มีอยู่เดิม จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับฝ่ายทรัพยากรบุคคล

วันนี้เรามี 5 เทคนิคการทรานส์ฟอร์มฝ่ายทรัพยากรบุคคลจาก รุ่งกานต์ รตนาภรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยา กรบุคคล ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด (DMHT) หนึ่งในองค์กรระดับโลกมานำเสนอ

 

1. สร้างความเท่าเทียม

รุ่งกานต์ เริ่มต้นการสนทนาว่า ความเท่าเทียมคือพื้นฐานที่องค์กรยุคใหม่จำเป็นต้องมี เพราะเป็นปัจจัยที่ทุกคนให้ความสำคัญ พร้อมกับยกตัวอย่างแผนงานพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อความเป็นเลิศด้านความหลากหลายภายใต้ SOCIETY 2030: SPIRIT OF PROGRESS

ในแผนงานนี้มีตัวอย่างที่น่าสนใจหลายด้าน เช่น เป้าหมายในระดับโลกที่ต้องทำให้สำเร็จภายในปี 2573 ไว้ว่าจะต้องมีสัดส่วนผู้นำหญิงให้ได้ 50%  มีผู้นำที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติให้ได้ 45% และจัดอบรมพัฒนาทักษะให้กับคนจำนวน 1.7 ล้านคน

สำหรับประเทศไทย DMHT ก็มุ่งมั่นผลักดันความเป็นเลิศด้านความหลากหลายและการมีส่วนร่วมภายในองค์กร เช่น นโยบายที่เปิดกว้างและสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศ โดยดิอาจิโอให้สิทธิ์พนักงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และ LGBTQIA+ ใช้สิทธิ์ลาคลอดได้ 26 สัปดาห์ พร้อมรับเงินเดือนเต็ม

“ปัจจุบัน DMHT มีสัดส่วนของผู้บริหารหญิงอยู่ที่ 50% แล้ว ในลำดับถัดไปคือ การเพิ่มสัดส่วนของผู้หญิงในตำแหน่งที่เตรียมก้าวขึ้นสู่ระดับบริหารให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้กับผู้หญิงในการก้าวสู่ตำแหน่งงานที่สังคมคุ้นเคยว่าผู้ชายมีบทบาทมากกว่า โดยริเริ่มออกแบบและดำเนินการโปรแกรม Female in Field Sales Incubation เพื่อปั้นผู้นำหญิงสู่การเป็นผู้จัดการเขต (District Manager) ภายในปี 2568”

2. เริ่มต้นสื่อสารจาก Why

ในมุมมองของผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่ผ่านงานมาจากอุตสาหกรรมยา รุ่งกานต์ มองว่า HR สมัย ใหม่ต้องมีการปรับตัวอย่างมากโดยเฉพาะภาพลักษณ์ที่คนส่วนใหญ่มองว่า HR คือผู้คุมกฎ

“HR ไม่ใช่ครูปกครอง ไม่ใช่ผู้คุมกฎ แต่คนส่วนใหญ่มีมุมมองว่าเราคือ ผู้รักษากฎหรือครูปกครอง มองว่าฉันทำอะไรผิด ทั้งที่บทบาทจริงๆ ของ HR คือช่วยพนักงานทุกคนให้ Empower ในทุกทาง แน่นอนว่าเรื่องของกฎระเบียบก็ยังคงต้องมี เพียงแต่ว่าวิธีการสื่อสารของ HR อาจจะต้องเปลี่ยนไปให้เข้ากับยุคสมัย

ปัจจุบันนี้วิธีการสื่อสารจะเริ่มต้นจาก Why เราต้องอธิบาย่าทำไมเราถึงต้องมีกฎนี้ แล้วถ้าคนไม่ทำตามจะเป็นอย่างไร จริงๆ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด กฎก็เป็นกฎเดิม เราก็ไม่ต้องสวมบทผู้คุมกฎอีกต่อไป”

 

3. Brand Purpose ต้องแม่น

รุ่งกานต์ อธิบายว่า พนักงาน คือหัวใจความสำเร็จขององค์กรมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่ง HR ในปัจจุบันจำเป็นต้องสร้างบรรยากาศที่เรียกว่า Positive Working

“หน้าที่เราคือทำให้พนักงานทุกคนอยากตื่นขึ้นมาแล้วตื่นเต้นกับการทำงาน เพราะฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องสื่อสารให้เกิด Brand Purpose ที่ตรงกัน ปรัชญาหลักของบริษัทคือ Celebrating Life, Every Day, Everywhere

Brand Purpose เราต้องแม่นว่า ทำอย่างไรให้คนอยากเฉลิมฉลอง แต่ไม่ใช่การเชียร์ให้คนดื่มจนขาดสติ เราต้องต้องเปลี่ยนมุมมองว่าการขายเหล้าไม่ใช่เรื่อง Negative และเราต้องเน้นการให้ความรู้เรื่องการส่งเสริมการดื่มอย่างรับผิดชอบ (Positive Drinking)"

สำหรับเป้าหมายของประเทศไทย DMHT มุ่งเน้นไปที่เป้าหมายหลักใน 3 ด้าน โดยจะดำเนินการผ่านโครงการที่มีอยู่แล้วเพื่อความต่อเนื่อง ได้แก่

1. การส่งเสริมการดื่มอย่างรับผิดชอบ (Positive Drinking) ผ่านโครงการ DRINKiQ และแพลตฟอร์ม Don’t Drink Drive E-Learning

2. การส่งเสริมความเป็นเลิศด้านความหลากหลาย (Inclusion and Diversity)

3. การเป็นผู้บุกเบิกในการสร้างความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการผลิต (Grain to Glass Sustainability) ผ่านการนำเข้าสินค้าของดิอาจิโอที่บรรจุในบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากวัสดุรีไซเคิลที่มีความปลอดภัยมาจำหน่ายในประเทศไทย และสานต่อโครงการรีไซเคิลขวดจอห์นนี่ วอล์กเกอร์หลังการบริโภค โดยการนำไปใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกล้วยไม้

4. เพิ่มความยืดหยุ่น

ทุกวันนี้ DMHT มีความยืดหยุ่นในการทำงานค่อนข้างมาก เพราะมีการนำเอาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่เข้ามาสร้างเป็นแพลทฟอร์มในการทำงานใหม่ๆ DMHT เรียกนวัตกรรมนี้ว่า DIAGEO Flex Philosophy โดย DMHT ให้อิสระพนักงานในการบริหารจัดการเวลาทำงานของตนเอง ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน หรือเข้างานตาม Office Hours เพียงสามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพได้ตามเวลาที่กำหนด

“ตอนนี้ระบบเราพร้อมสมบูรณ์ เมื่อก่อนเราก็ให้พนักงานทำงานที่บ้าน ปีที่แล้วเราปิดสำนักงานตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม แต่ก็ยังทำงานได้ตามปกติ แถม Productivity เพิ่มขึ้นอีก อย่างเช่นวันนี้มีพนักงานเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ 10 คน จาก 138 คน DMHT พนักงานสามารถทำงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา แค่รู้ว่า Commitment คืออะไร คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องเริ่มงาน 9 โมง 6 โมงเลิก บางคนเริ่มงานสาย ทำงานดึกหน่อย หลักสำคัญคือ ผลงานมากกว่าเวลาในการทำงานมากกว่า”

รุ่งกานต์ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานแล้ว เรื่องของสวัสดิการก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยทางบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขและสวัสดิการของพนักงานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด

 

5. คิดนอกกรอบ

บางครั้งวิธีคิดอะไรแบบนอกกรอบไปเลย ถือเป็นอีกหนึ่งหนทางของฝ่ายทรัพยากรบุคคลที่สามารถทำเพื่อลดและละลายพฤติกรรมบางอย่างได้เหมือนอย่างที่รุ่งกานต์ ได้มีการทดลองเอาระบบพี่เลี้ยงมาประยุกต์เป็น Reverse Mentoring เพื่อให้พนักงานมีการแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ในการทำงานกัน

โปรแกรม Reverse Mentoring ที่ DMHT ทำนี้เริ่มจากการหาอาสาสมัครจากคน 2 ช่วงอายุมาเป็นพาร์ทเนอร์กันแบบตัวต่อตัวเป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยคนที่สมัครใจเข้าร่วมโปรแกรมนี้ คือ มร.อัลแบร์โต อิเบอัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งจะถูกประกบคู่กับพนักงานใน Gen Y แบบตัวต่อตัว 6 เดือน เพื่อเรียนรู้การทำงานในมุมมองของธุรกิจ และไลฟ์สไตล์

“น้องที่ประกบคู่กับ มร.อัลแบร์โต เป็น Gen Y ที่เติบโตมาจากสาย E-Commerce โดยตรง ซึ่งเป็นอะไรที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้ มร.อัลแบร์โตที่ทำงานอยู่กับ DMHT มา 22 ปี ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ก็กล้าที่จะนำเสนอความคิดอะไรใหม่ๆ โดยตรง ถ้าโครงการทดลองนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ เราจะขยายไปทำทั้งองค์กร เพื่อให้มีแพลตฟอร์มที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์กันได้”

รุ่งกานต์ อธิบายว่า โปรแกรมดังกล่าวเกิดขึ้นมาเพื่อทดลองการทำงานเพื่อลดช่องว่างระหว่างคน 2 วัย เพื่อให้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และยังเป็น Prototype อยู่ ยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ เพราะวัฒนธรรมของคนไทยมีความแตกต่างจากประเทศอื่นๆ แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นการคิดนอกกรอบที่จะทำให้บริษัทได้คำตอบใหม่ๆ กลับมา

นอกจากโปรแกรม Reverse Mentoring ทาง DMHT ยังมีการดึงเอารูปแบบการทำงานใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ ใช้อีกหลายด้าน อาทิ การตั้งทีมแบบ Agile ที่ผู้ร่วมทีมไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งที่รับผิดชอบงานโดยตรง แต่สามารถฟอร์มทีมงานมารวมตัวกันได้ เพื่อทำกิจกรรม หรือแคมเปญต่างๆ ได้ ให้สามารถทำงานข้ามสายได้

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.