31,397
VIEWS

ถอดแผนรุก “บิ๊กซี” จากปากคำของ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล”

Apr 02, 2021 R.Somboon

“คนไทยมีเวลาน้อยลง จะทำอย่างไรให้เขามาใช้เวลาที่บิ๊กซี ซึ่งไม่ใช่แค่การช้อปปิ้งในสโตร์ แต่ยังรวมถึงการใช้ชีวิตในรูปแบบอื่นๆ ในพื้นที่ช้อปปิ้งมอลล์ของเรา นั่นคือเหตุผลที่เรามีการปรับคอนเซ็ปต์ให้บิ๊กซี เป็น Happy Space ของคนทั้งครอบครัว โดยเราจะปรับแบบ 360 องศา ทั้งบรรยากาศของสโตร์ การนำเสนอสินค้า และบริการ พร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อให้เขามองเราเป็นสถานที่ที่ให้ความสุขกับพวกเขา”

นั่นคือคำกล่าวของ อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี ที่เกริ่นนำถึงแผนรุกตลาดของบิ๊กซีในปี 2564 นี้ โดยสิ่งที่เป็นไฮไลต์ของการทำตลาด จะอยู่ที่การรีโนเวทสโตร์ใหม่ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ในเรื่องที่ว่านี้ได้ โดยมีแผนที่จะรีโนเวทสโตร์ที่เป็นแฟล็กชิพ 3 สาขา คือที่พระราม 2 สำโรง 1 และ รัชดา

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการรีโนเวท 9 สโตร์ใหญ่คือที่เมกะ บางนา สะพานควาย ลาดพร้าว 2 พระราม 4 เอกมัย บางนา บางใหญ่ เพชรเกษม 2 และอ่อนนุช ซึ่งจะเติมเต็มสินค้าประเภทอาหารสดพร้อมยกระดับขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคระดับบนมากขึ้น โดยสินค้าประเภทอาหารสดจะเป็นไฮไลต์ของการทำตลาดในปีนี้ที่จะมีการเติมเต็มสินค้าคุณภาพที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองรุ่นใหม่

แผนรุกตลาดในครั้งนี้ ยังรวมถึงการปรับบิ๊กซีในฟอร์แมทซูเปอร์มาร์เก็ต ให้เป็น Big C Foodplace ฟอร์แมทซูเปอร์มาร์เก็ตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คนเมืองรุ่นใหม่

 

อัศวิน บอกกับเราว่า ปัจจุบันสินค้าในกลุ่มอาหารสดทำสัดส่วนยอดขายประมาณกว่า 10% โดยมีสินค้าในกลุ่มโกรเซอรี่ เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนการขายมากที่สุด แต่สินค้าในกลุ่มอาหารสดจะเป็นตัวดึงลูกค้าให้เข้ามาช้อปในความถี่ที่มากขึ้น เราต้องการที่จะเพิ่มความถี่ในการมาช้อปที่สโตร์จากสัปดาห์ละครั้งเป็นสัปดาห์ละ 1.5 ครั้ง จึงให้ความสำคัญกับการทำตลาดสินค้าในกลุ่มอาหารสดอย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การหันมาให้น้ำหนักกับการทำตลาดอาหารสดมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นการรองรับกับการขยายตัวของความเป็นสังคมเมืองมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาฟอร์แมทสโตร์อย่าง Big C Foodplace ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนเมืองรุ่นใหม่ คือคำตอบในเรื่องนี้

“อาหารสดจะเป็น Priority ของเราในปีนี้ โดยเราจะใช้งบรวม 4,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนขยายสาขาใหม่ รีโนเวทสาขาเดิม เพื่อยกระดับ และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการช้อปให้กับลูกค้าของบิ๊กซี โดยเราจะมีการเติมเต็มสินค้าประเภทอาหารสดที่มีคุณภาพระดับพรีเมียมเข้ามามากขึ้น รวมถึงการทำแบรนด์อาหารสดของเรา อาทิ We are fresh และการเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ ที่จะมีฟอร์แมทสโตร์ใหม่ที่จะเปิดตัวในไตรมาสที่ 3 เป็นอีกก้าวของบิ๊กซีในการทำตลาดค้าปลีกของบ้านเรา”   

ผู้บริหารของบิ๊กซี ย้ำให้เห็นว่า หัวใจสำคัญของการทำตลาดคือ ต้องเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนต้องปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป โดยบิ๊กซี มีการใช้ดาต้า เข้ามาเป็นตัวช่วยในเรื่องนี้ นอกจากตัวบัตรบิ๊ก การ์ด ที่มีเมมเบอร์อยู่ 15 ล้านคน โดยมีบริษัทในเครืออย่าง C Smart Solution เข้ามาดูในเรื่องของดาต้า ซึ่งบิ๊กซี เริ่มมีการนำเสนอสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละโลเกชั่น โดยใช้ดาต้าเข้ามาเป็นตัวช่วยวิเคราะห์

บิ๊กซี พยายามที่จะนำเอาข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อมองหาเทรนด์ในเรื่องของสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาด ผ่าน 4 เทรนด์สำคัญ ไล่ตั้งแต่

1.สินค้าที่เป็นพรีเมียม โปรดักท์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น ตามเทรนด์การเติบโตของชนชั้นกลางที่ต้องการสินค้าเพื่อมาตอบโจทย์ความต้องการของตัวเองซึ่งเป็นการยกระดับการใช้สินค้า ทำให้ภาพของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ไม่ใช่แค่เพียงการนำเสนอสินค้าราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตอบโจทย์ความคุ้มค่า คุ้มราคา และช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของพวกเขา

2.สินค้าในกลุ่ม Adult & Nutrition จะมีเทรนด์การเติบโตที่ดี ตามการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ

3.เช่นเดียวกับสินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าออร์แกนิกส์ และสินค้าที่เป็นอาหารสด ก็มีเทรนด์การเติบโตที่ดีตามการขยายตัวของความเป็นสังคมเมืองของบ้านเรา ทำให้บิ๊กซี หันมาให้น้ำหนักกับการทำตลาดของสินค้าในกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอาหารสดที่จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของคนเมืองรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

4.ขณะเดียวกันสินค้าในกลุ่ม Herbal Product ก็มีแนวโน้มการเติบที่ดีเช่นกัน

“ในยุคแรกของไฮเปอร์มาร์เก็ต จะนำเสนอในเรื่องของราคาถูกเป็นหลัก แต่ปัจจุบันคนจะสนใจหรือตื่นเต้นกับสินค้าราคาถูกน้อยลง แต่ต้องการของที่ถูกใจ ซึ่งดาต้าจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์ความต้องการ และทำให้เราสามารถเลือกนำเสนอสินค้าให้เหมาะหรือตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเกชั่นได้ โดยแผนในปีนี้ เราจะมีการปรับ สโตร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ใหม่ทั้งหมด เพื่อให้สอดรับกับทิศทางการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค”

 

ปัจจุบัน บิ๊กซี มีสาขาในรูปแบบของไฮเปอร์มาร์เก็ต 152 สาขา กระจายอยู่ในต่างจังหวัดประมาณ 80 – 90 สาขา ในปีนี้มีแผนจะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา สาขาในรูปแบบของบิ๊กซีมาร์เก็ต บิ๊กซีฟู้ดเพลส และบิ๊กซีดีโป้ มีสาขารวมกันทั้ง 3 ฟอร์แมท 61 สาขา ขณะที่ค้าปลีกไซส์เล็ก บิ๊กซีจะมีมินิบิ๊กซี 1,267 สาขา มีแผนเปิดเพิ่มอีกประมาณ 100 – 200 สาขาในปีนี้ ส่วนอีกรูปแบบคือร้านยาเพียว มีสาขารวมกัน 144 สาขา โดยบิ๊กซีมีสาขาในต่างประเทศอยู่ที่กัมพูชา 1 สาขา และใน สปป.ลาว อีก 51 สาขา

นอกจากนี้ ยังมีร้านค้าในรูปแบบของออนไลน์ ที่ในปีนี้มีการเข้าไปเปิดร้านใน T Mall ของอาลีบาบา เพื่อรุกเข้าหาลูกค้าในประเทศจีนที่ไม่สามารถเดินทางเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยได้ โดยบิ๊กซีมีแผนที่จะเพิ่มช่องทางขายใหม่ๆ อย่างตู้เวนดิ้ง แมชชีน ที่เน้นขายสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่ม และอาหารพร้อมทาน เพื่อเข้าไปช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า

“บิ๊กซี เป็นเบอร์ 2 ในกลุ่มค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับ เราจะผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นมาเป็น Happy Space ของครอบครัวคนไทย การปรับกลยุทธ์ทั้งหมดในปีนี้ จะเป็นตัวช่วยเติมเต็มให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายของการเป็น Happy Space ได้ไม่มากก็น้อย” อัศวิน กล่าวทิ้งท้าย

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.