4,428
VIEWS

SHOPLINE ตอบโจทย์ Pain Point เอสเอ็มอีไทยด้วย Total Solution

Apr 05, 2021 -None-

“ผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่มี Pain Point ในเรื่องขาดแคลนทรัพยากร (Lack of Resources) และไม่มีเวลา (Lack of Time) ในการจัดการ ขณะที่เมื่อทำธุรกิจก็อยากประสบความสำเร็จให้เร็ว แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร จึงต้องการ ผู้ช่วยเข้ามาจัดการในเรื่องของ Lack of Resources เรามองว่า ทำอย่างไรที่จะมีโซลูชั่นมาตอบโจทย์ความต้องการของ เขา ส่วน Lack of Time ก็อาจจะด้วยตัวของ SMEs เอง ที่ต้องทำหลายอย่างแต่ไม่มีเวลามากพอ”

นี่คือมุมมองหนึ่งของ ชนนันท์ ปัญจทรัพย์ Country Manager, SHOPLINE ประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้ บริการแพลตฟอร์ม DIY สำหรับร้านค้า และธุรกิจออนไลน์ทุกประเภท ที่แม้ไม่มีความรู้ทางเทคนิคเกี่ยวกับการสร้าง เว็บไซต์ ก็สามารถสร้าง และจัดการร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้อย่างรวด เร็ว และง่ายดาย

“หากมองในแง่ของ Conversational Commerce ประเทศไทยก็จัดอยู่ในกลุ่ม Advance Market จากพฤติกรรม ของคนไทยเวลาซื้อของในช่องทางออฟไลน์ ปกติมักมีการสอบถามรายละเอียดต่างๆ ของสินค้า และต่อรองราคาก่อน ตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมนี้ก็ยังมีอยู่เมื่อมาซื้อของบนช่องทางออนไลน์ผ่านการแชต ซึ่ง 57% เป็นการสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า ตามมาด้วยการต่อรองราคา และการสอบถามพูดคุยเพื่อตรวจสอบเรื่องความน่าเชื่อถือ”

สิ่งเหล่านี้กลายเป็น Pain Point สำคัญของเหล่า SMEs ไทย กับการที่ต้องมาคอยตอบคำถามเดิมๆ ที่มาจาก หลากหลายช่องทาง เช่น ไลน์ เมสเซนเจอร์ และมาร์เก็ตเพลส เป็นต้น

ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสที่ SHOPLINE จะใช้เป็นจังหวะในการแจ้งเกิดในตลาดเมืองไทยได้ไม่ยากนัก หาก ตอบโจทย์ความต้องการของ SMEs ไทยได้อย่างตรงจุด

Social Commerce เทรนด์ที่กำลังมา

ทางด้านภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย จากการทำสำรวจของกูเกิลเมื่อช่วงต้นปี 2021 ระบุถึงมูลค่า การใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าของคนไทยใน 1 ครั้ง (Basket Size) เมื่อปี 2015 จะมีอยู่ประมาณ 20 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Online Transaction คนจะมีการซื้อของออนไลน์ 5 ครั้งต่อเดือน โดยคาดว่าในปี 2025 จะเพิ่มขึ้นเป็น 30 เหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% ส่วน Online Transaction จะเพิ่มขึ้นเป็น 13 ครั้งต่อเดือน

สำหรับวิธีการหาสินค้าที่ต้องการ 88% ของผู้บริโภคจะใช้วิธีสืบค้นข้อมูลจากออนไลน์ ถัดมาเป็นการหาข้อมูล จากเว็บไซต์ของแบรนด์ 84.9% และมีการซื้อขายของผ่านโทรศัพท์มือถือมากถึง 74%

จากการสำรวจยังพบว่า การซื้อของบน Brand.com หรือเว็บไซต์ของทางร้านค้าจะมีมากกว่าการซื้อจาก e-Marketplace ประมาณ 1.2 เท่า โดยให้เหตุผลในการเลือกซื้อตรงกับทางร้าน หรือแบรนด์ว่า ทางร้านมีข้อตกลง และ เงื่อนไขดีกว่า มั่นใจว่าเป็นของแท้เพราะซื้อจากแบรนด์โดยตรง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ที่ต้องการข้อมูล เพิ่มเติม รวมถึงเรื่องของบริการหลังการขายที่มั่นใจว่า ร้านค้าจะให้บริการที่ดีกว่า

ขณะเดียวกันยังมองเห็นความเคลื่อนไหวของเทรนด์ด้าน Social Commerce และ Conversational Commerce ในประเทศไทยที่กำลังขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยที่มีประชากรอยู่ราวๆ 69.88 ล้านคน แต่มีการใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือมากกว่าจำนวนประชากร หรือที่ 90.66 ล้านคน  ในจำนวนนี้มีคนที่แอ็กทีฟบนโซเชียลมีเดียมากถึง 55 ล้านคน

นั่นหมายถึงคนส่วนใหญ่ถนัดการใช้โซเชียลมีเดียเพราะใช้งานเป็นประจำ ซึ่งประเทศไทยติด 1 ใน 3 ของ ประเทศที่มีคนใช้เฟสบุ๊คมากที่สุด และนานที่สุดในโลก

โดยตลาดอีคอมเมิร์ซของประเทศไทยมูลค่าอยู่ที่ 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าที่นิยมซื้ออันดับต้นๆ มีตั้งแต่ แพ็กเก็จการเดินทางท่องเที่ยว สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาหารและของใช้ส่วนบุคคล ของเล่น เฟอร์นิเจอร์ ของใช้ในบ้าน เป็นต้น สะท้อนให้เห็นภาพว่า อีคอมเมิร์ซได้ขยายอาณาเขตเข้ามาเกือบทุกเซ็กเม้นต์ของสินค้ากันแล้ว

ตอบโจทย์ด้วย Total Solution

เมื่อมองเห็นช่องทาง SHOPLINE ก็ไม่ละทิ้งโอกาสที่จะเข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทย โดยที่ผ่านมา ปัญหา ต่างๆ ของ SME ไทย ถูกแก้ไขจากผู้ให้บริการโซลูชั่นเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง แต่การเข้ามาของ SHOPLINE มาแบบฟูล ออปชั่นในรูปแบบ Total Solution ที่จบครบในที่เดียว ด้วยแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ ผู้บริโภค และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างระบบการจัดการร้านค้าออนไลน์ที่รองรับทั้งการทำร้านค้าบน E-Commerce และ Social Commerce แบบครบวงจรครั้งแรกในไทย

“เรานำโซลูชั่นที่เรียกว่า Social Commerce จะเข้ามาช่วยจัดการกับ Pain Point จากคำถามเดิมๆ ที่เกิดขึ้นใน หลายๆ ช่องทาง ที่สามารถจัดการด้วยตัว Message Center โดยทุกข้อความไม่ว่าจากไลน์ เฟสบุ๊ค หรือจากเว็บไซต์ จะถูกรวมเข้ามาอยู่ในหนึ่งช่องทาง ทำให้เราสามารถเมเนจตัวออร์เดอร์ได้ ซึ่งเป็นโซลูชั่นที่สามารถซัพพอร์ต SMEs ได้ เพราะเราต้องการที่จะปลดล็อก และต้องการช่วยผู้ประกอบการในไทย อาจมีหลายๆ โซลูชั่นที่คล้ายๆ เราในหลายๆ เวอร์ดิคัล แต่ไม่มีใครที่เป็น One Stop Service ได้เท่ากับ SHOPLINE”

SHOPLINE ยังมี Live Commerce ที่มาช่วยขายสินค้าผ่านไลฟ์สดได้โดยไม่ต้องใช้คนจำนวนมาก ซึ่งการไลฟ์ สดเป็นวิธีการที่ร้านค้าให้ความนิยมกันมาก โดยใช้เพียงมือถือเครื่องเดียว รวมถึงบริการ Conversational Commerce ที่มีระบบ Chat Board เป็นตัวช่วยสำหรับร้านค้าออนไลน์ที่เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมงใน 7 วัน แต่แอดมินไม่สามารถ    ดูแลได้ตลอดเวลา โดยระบบ Chat Board สามารถตอบคำถามที่เจอบ่อยๆ ได้ และยังสามารถปิดการขายได้อีกด้วย

ชนนันท์ กล่าวเสริมว่า SHOPLINE คือผู้นำระบบการจัดการร้านค้าบน E-Commerce และ Social Commerce แบบครบวงจร ที่ช่วยผู้ประกอบการทั้งที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ และ SMEs ให้ประสบความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่ตลาด ดิจิทัลมาแล้วมากมายในหลายประเทศที่มีผู้ใช้บริการมากกว่า 250,000 รายทั่วโลก และมีการเข้าถึงลูกค้ามากกว่า 200 ล้านคนทั่วโลก

 SHOPLINE เริ่มให้บริการเมื่อปี 2556 โดยได้รับการสนับสนุนจากแหล่งเงินทุนชั้นนำระดับโลก มากมาย อาทิ 500 Startups, SXE Ventures, Ardent Capital, Coent Venture Partners, Alibaba Entrepreneur Fund, China Development Financial และ JOY Inc. ได้รับการยอมรับในฐานะพาร์ทเนอร์ กับแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Google ในการเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าแรกที่ได้เข้าไปทำตลาดในจีน รวมถึง Facebook Marketing Partner ล้วนตอกย้ำ ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของ SHOPLINE ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“เราถือว่าเราเป็น One Stop Service ที่ SMEs อยากเริ่มต้นทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซสามารถเดินเข้ามาหา โดยเริ่ม ต้นจากการทำ E-Commerce Website และ Social Commerce มีการทำ Membership Management และ Shoplytics ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำดาต้าเพื่อเก็บข้อมูล และทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เรามี 2 โซลูชั่น คือ E-Commerce และ Social Commerce ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง Product Management, Order Management และ Stock Management 

 

 

วางราคาที่ง่ายต่อการเข้าถึง

SHOPLINE ให้บริการแพลตฟอร์ม DIY สำหรับร้านค้าและธุรกิจออนไลน์ทุกประเภท โดยร้านค้าไม่จำเป็นต้องมี ความรู้ทางเทคนิคเกี่ยวกับการสร้างเว็บไซต์ แต่สามารถสร้างและจัดการร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และ ง่ายดาย โดย SHOPLINE เปิดให้ทดลองใช้ฟรี 14 วัน เพื่อให้ร้านค้าและธุรกิจทำความรู้จักกับแพลตฟอร์มและฟังก์ชั่น ต่างๆ โดยมีทีมงานที่ปรึกษาด้านอีคอมเมิร์ซคอยให้คำแนะนำและความช่วยเหลือในการเปิด ร้านค้าออนไลน์ โดยในช่วง เวลาทดลองสามารถใช้งานคุณสมบัติได้ทั้งหมด

อีกหนึ่งจุดเด่นของ SHOPLINE คือการวางราคาค่าบริการในระดับที่เข้าถึงได้ง่าย โดย SHOPLINE เปิดให้ บริการร้านค้าออนไลน์ และธุรกิจในประเทศไทยทั้งหมด 3 บริการ ได้แก่

E-Commerce Solution สำหรับร้านค้า และธุรกิจที่ต้องการแสดงสินค้า และขายผ่านทางเว็บไซต์ โดย SHOPLINE มาพร้อมกับเครื่องมือการจัดการหลังบ้านที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ใช้งานง่าย สะดวก และตอบโจทย์ผู้คน ทำให้ทุกคนสามารถสร้างเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย

Social Commerce Solution สำหรับร้านค้าออนไลน์และธุรกิจที่ทำต้องการทำการขายผ่านโซเชียล แพลตฟอร์ม อย่าง เฟสบุ๊ค เป็นต้น

All-in-One สำหรับร้านค้าและธุรกิจที่ต้องการทำการขายผ่านทางเว็บไซต์และโซเชียลแพลตฟอร์ม ซึ่งสามารถ ตอบโจทย์การค้าขายผ่านออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยมีอัตราค่าบริการทั้งแบบรายเดือน และรายปี เริ่มต้นที่ 599 บาท/เดือน สำหรับรูปแบบ E-Commerce และ Social Commerce หรือแบบ All-in-One ราคา 1,199 บาท/เดือน และรายปีในราคา 4,999 บาท สำหรับรูปแบบ E-Commerce และ Social Commerce หรือแบบ All-in-One ที่ราคา 7,999 บาท/ปี

ผู้ช่วย SMEs ไทยให้เติบโตเร็ว

SHOPLINE มีความคาดหวังว่า การเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยครั้งนี้ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับ SMEs อย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าว่า ปลายปีนี้จะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการประมาณ 3,000 ราย โดยขยายฐานจากกลุ่มลูกค้า เดิม ควบคู่ไปกับการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และการเข้าหาแบรนด์ที่มี Pain Point พร้อมการจัดสัมมนาเพื่อเป็นโค้ช แนะนำวิธีการใช้งานต่างๆ เช่น วิธีการทำไลฟ์ให้ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

“เราเป็นใน 4 ประเทศในเซ้าท์อีสต์เอเชียก่อนที่จะเข้ามาทำตลาดเมืองไทย จากพฤติกรรมของคนไทย ถ้าหากเข้า มาด้วย E-Commerce Website อย่างเดียว ถือว่ายังไม่ตอบโจทย์ จึงมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเรามองว่าตัวที่เป็น Conversational Commerce หรือ Social Commerce เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ Pain Point ที่ลูกค้ามีอยู่ได้ดี”

ด้วยความแตกต่างของการเป็น One Stop Service ที่ถือว่าเป็นเบอร์ 1 ในแถบเอเชีย ซึ่งก่อนที่จะเข้ามาทำ ตลาด SHOPLINE ได้ทำการศึกษาในเรื่องความต้องการของลูกค้าคนไทย และทำโซลูชั่นขึ้นมาที่จะตอบโจทย์กับความ ต้องการนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ E-Commerce หรือ Social Commerce ที่จะทำให้สามารถใช้งานได้ง่าย แบบว่าคลิก เพียงไม่คลิกก็สามารถที่จะมีร้านของตัวเองเกิดขึ้นมาได้ทันที

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของ After Sale Service และ Human Touch ซึ่งทีมของเราก็มองว่า เรามีประสบ การณ์จากการทำ E-Commerce กันมาก่อน จึงสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาแชร์เป็นประสบการณ์ให้กับเจ้าของร้านได้ เลยว่า ตรงไหน วิธีไหนที่ควรทำโปรดักต์ ทำอย่างไรให้ดีขึ้น เพื่อสุดท้ายแล้วจะเป็นการเพิ่ม Conversation ให้กับทาง ร้านของตัวเองได้อีก โดยคาดว่า ลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการ จะเป็นเป็นกลุ่ม SMEs, Micro SMEs และ Entrepreneur ประมาณ 70% และอีก 30% เป็นกลุ่ม Brand และ Enterprise”

การเข้ามาของ SHOPLINE จึงเหมือนเป็นตัวเชื่อมต่อเพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับเอสเอ็มอีไทยให้ สามารถเติบโตบนช่องทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว และสอดคล้องกับเทรนด์ของ Social Commerce ที่กำลังมา เป็นการ เตรียมความพร้อมให้กับ SMEs ไทยที่ยังขาดความเข้าใจในการทำตลาดออนไลน์ที่ค่อนข้างมีรายละเอียดทั้งในเรื่องของ การดีลกับโซเชียลมีเดีย หรือการดีลกับขนส่ง ด้วยอัตราค่าบริการที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

“จุดเด่นของ SHOPLINE ไม่ได้มีแค่การนำเสนอบริการที่ครบวงจรเท่านั้น แต่เรามาพร้อมโซลูชั่นที่ออกแบบ และพัฒนามาเพื่อคนไทยทั้งแบบ E-Commerce และ Social Commerce สามารถตอบโจทย์การใช้งานของธุรกิจทุก ขนาดที่ต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์ให้สามารถใช้งานได้ง่ายดาย สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เป็นตัวช่วยให้ผู้ประกอบการ ไทยขยายตลาดบนโลกออนไลน์ได้กว้างมากขึ้น นำไปสู่โอกาสการสร้างยอดขายที่เติบโตขึ้นในที่สุด” ชนนันท์ กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.