3,582
VIEWS

มองโลก มองเศรษฐกิจ ผ่านสายตาของ Tadashi Yanai เจ้าของแบรนด์ Uniqlo

Apr 23, 2021 S.Vutikorn

ฟาสต์ รีเทลลิ่ง เป็นบริษัทโฮลดิ้งสัญชาติญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลกในธุรกิจค้าปลีก และเป็นหนึ่งในบริษัท ค้าปลีกเครื่องแต่งกายที่ใหญ่ที่สุดของโลกมีแบรนด์แฟชั่นในเครือรวมทั้งสิ้น 8 แบรนด์ คือ Uniqlo, GU, Theory, Helmut Lang, PLST (Plus T), Comptoir des Cotonniers, Princesse tam.tam และ J Brand บริษัทมียอด จำหน่ายทั่วโลกประมาณ 2.0088 ล้านล้านเยนในปีบัญชี 2020 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2020 (19,060 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ไม่นานมานี้ ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ได้เผยแพร่รายงานด้านความยั่งยืนประจำปี 2564 โดยในรายงานนี้ได้มี การนำเสนอบทสนทนาพิเศษระหว่าง Mr.Tadashi Yanai และ Dr. Jacques Attali ซึ่งเป็นทั้งนักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ และนักอนาคตศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส

BrandAge Online ได้สรุป 5 แนวความคิดในการบริหารองค์กรยุคใหม่ ตลอดจนมุมมองที่มีต่อการ เปลี่ยนแปลงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมของ Mr. Tadashi Yanai ซึ่งผู้อ่านสามารถนำเอาแนวคิดดังกล่าวนี้ ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ทันที

 

1. ปัญหาสิ่งแวดล้อม คือเรื่องใกล้ตัว

ในมุมมองของ Yanai เขารู้สึกว่าในปัจจุบันปัญหาใหญ่ที่สุดที่โลกกำลังเผชิญอยู่ คือปัญหาการทำลาย สิ่งแวดล้อม ความอยู่รอดของมนุษยชาติกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤต

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังเข้าสู่ภาวะอันตรายจนเราต้องถามกับตัวเองว่า เรายังเหลือเวลาอีก มากแค่ไหน แถมวิกฤตการณ์ครั้งนี้ยังถูกซ้ำเติมให้แย่ลงกว่าเดิมจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19”

พร้อมกันนี้ Yanai ยังได้ยกตัวอย่างแนวคิดการทำธุรกิจที่เรียกว่าเศรษฐกิจแห่งชีวิต จากหนังสือ "L’économie de la vie (เศรษฐกิจแห่งชีวิต)" ที่เขียนโดย Dr.Jacques Attali อาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จาก ประเทศฝรั่งเศส ที่ระบุว่าความเป็นอยู่ที่ดี การศึกษา สุขอนามัย อาหาร เกษตรกรรม รวมถึงพลังงานสะอาดจะมี บทบาทสำคัญสำหรับคนรุ่นต่อไป

“ผมรู้สึกว่าโรคระบาดครั้งนี้เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปอย่างมาก รวมถึงเสื้อผ้าที่ลูกค้าเลือกใช้ อีกด้วย เสื้อผ้าที่ให้สัมผัสสบาย ดีต่อสุขภาพ และช่วยให้เราแสดงออกถึงตัวตนได้ดียิ่งขึ้นเมื่อสวมใส่ นั้นกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก คงไม่ต้องบอกว่า วัสดุและกระบวนการผลิตที่มีความยั่งยืนเองก็มี ความสำคัญไม่แพ้กัน ในขณะเดียวกัน เสื้อผ้ายังมีบทบาทสำคัญในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น สำหรับคนรุ่นต่อไป”

2. ความสัมพันธ์ที่จางหาย

จากปัญหามากมายที่รุมเร้าเข้ามา Yanai มองว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั่วโลกในตอนนี้เริ่มมีแนว คิดเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้คนสนใจแต่ประเทศหรือสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเท่านั้น ซึ่งความคิดแบบนี้ ทำให้หลายแห่งบนโลกเกิดปัญหาขึ้น

“ถ้าแต่ละประเทศเอาแต่เห็นแก่ตัวกันแบบนี้ ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้ง หรือบาดหมางกันได้ แถมยังมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นกันน้อยลงด้วย บางคนมองว่าปัญหาในเรื่องนี้เกิดจากความแตกต่าง ในเรื่องเผ่าพันธุ์หรือเชื้อชาติ ก็เลยไม่พยายามที่จะมองดูหรือคิดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมตรงนี้

พอไม่มีมุมมองสัมพันธ์แล้ว เราก็กลายเป็นคนโลกแคบที่เคารพแต่วัฒนธรรมของตัวเอง เท่านั้น มุมมองแคบๆ แบบนั้นมันไม่มีพลังเชิงบวกเลย แถมโรคระบาดก็มาทำให้สถานการณ์ตรงนี้ แย่ลงไปกว่าเดิมอีก เรื่องนี้เป็นภาวะเร่งด่วนที่คนทั่วโลกจะต้องมีความสามัคคีกัน แต่ดูเหมือนจะไม่มี วี่แววอะไรเลย อีกสิ่งหนึ่งที่ผมกังวลคือ เราเริ่มที่จะพิจารณาอะไรจากมุมมองในด้านประวัติศาสตร์ น้อยลง สภาพในปัจจุบันนี้เกิดจากการสั่งสมของสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งสิ้น ถ้าเราไม่รู้หรือไม่สนใจ  สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต เราจะ ไม่เข้าใจปัจจุบันได้อย่างแท้จริง

 

3. ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

Yanai ได้อธิบายถึงโครงสร้างทางสังคมของประเทศญี่ปุ่นไว้อย้างน่าสนใจว่า คนญี่ปุ่นในอดีตมักคิดว่า รัฐบาลหรือฝ่ายปกครองมีหน้าที่ในการเลือกแนวทางและการทำงานในอนาคต ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนคนใด คนหนึ่ง ซึ่งเป็นความคิดที่ฝังแน่นอยู่กับคนญี่ปุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมที่ส่งต่อมาถึงองค์กรหลายแห่งที่ว่า ผู้มี อำนาจจะต้องเป็นคนตัดสินใจและแก้ไขปัญหาทุกครั้งไป แต่ในความเป็นจริง Yanai มองว่า ทุกคนในองค์กร สามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในองค์กรได้

“ทุกคนจะต้องเริ่มลงมือทำด้วยตนเองไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคลหรือบริษัท เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว สิ่งที่ควรเปลี่ยนแปลงได้ก็จะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง แล้วก็จะสายเกินไปถ้ามัวแต่รอให้รัฐบาล หรือ ฝ่ายบริหารตัดสินใจ พวกเรามีชีวิตอยู่ในสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ผมเชื่อว่า การตัดสินใจและการลงมือ ทำใดๆ ก็ตามที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนได้จะสามารถแพร่กระจายไปได้เร็ว และน่าเชื่อถือมากกว่า ถ้ามีคนหรือบริษัทเป็นคนเริ่ม”

4. ศึกษาและเข้าใจ Gen Z

Yanai ยังได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างหนึ่งว่า ความคิดของคนรุ่นใหม่ในเรื่องของการทำงานมีความ แตกต่างจากคนรุ่นเก่าพอสมควร โดยเฉพาะในมุมมองของการเป็นพนักงานหรือลูกจ้างประจำ เพราะฉะนั้นทุก องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อดึงคนที่มีความสามารถให้อยู่กับองค์กร นานที่สุด

“เดี๋ยวนี้ความคิดเกี่ยวกับการเป็นลูกจ้างชั่วชีวิตของคนส่วนใหญ่ลดน้อยลงเรื่อยๆ เราปฏิเสธ  ไม่ได้เลยว่าโอกาสการเปลี่ยนอาชีพมีส่วนช่วยในการพัฒนาความสามารถของแต่ละคนจริงๆ แต่ถ้าเรา มองถึงผลลัพธ์และไม่ได้มองว่าเป็นระบบ ผมคิดว่าการเป็นลูกจ้างชั่วชีวิตเป็นสิ่งที่ดีทั้งกับบริษัท และ ตัวบุคคล หากบริษัทกลายเป็นบุคคลที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ ก็ยากที่จะพัฒนาทั้งความรู้สะสม และความรู้ แบบฝังลึก หากพูดถึงแง่การทำงาน และการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ

ผมคิดว่าการสื่อสารและความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น กับเพื่อนร่วมงานจะช่วยพัฒนาทักษะ ส่วนบุคคลและช่วยสนับสนุนบริษัทได้ แม้แต่คนที่มีพรสวรรค์อาจจะไม่ได้ทำงานเก่งในทันที ถ้าคุณ เปลี่ยนบริษัทถึงจะเก่ง แค่ไหนสุดท้ายก็ต้องเจอกับงานที่ต้องเรียนรู้ใหม่หมดอยู่ดี เราจะได้ใช้ศักยภาพ ของเราอย่างเต็มที่เมื่อจุดมุ่งหมายของเราและบริษัทตรงกัน และทำงานโดยมีมุมมองในระยะยาว เหมือนกับการเล่นฟุตบอลเป็นทีม ผมคิดว่าการที่ทุกคนมองไปในทิศทางเดียวกันและมีเป้าหมาย เดียวกันกับผู้จัดการทีมเป็นเรื่องที่ดีกว่า

 

5. ทุกองค์กรต้องมี Brand Purpose ที่จัดเจน

มุมมองของ Yanai ในฐานะประธานบริษัทแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น เขามองว่าลูกค้าใน ปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางในการสร้าง Customer Lifetime Value ทุกองค์กรจำเป็น ต้องสื่อสาร Brand Purpose ให้ชัดเจน ว่าเป้าหมายขององค์กรคืออะไร

ที่ผ่านมา Fast Retailing Group ได้วางเป้าหมายที่จะช่วยผลักดันการพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นผ่าน ธุรกิจเครื่องแต่งกาย ภายใต้พันธกิจด้านความยั่งยืนที่ว่าด้วยการปลดล็อกพลังแห่งเสื้อผ้า (Unlocking the Power of Clothing) โดยบริษัทได้เผยแพร่รายงานด้านความยั่งยืนเป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี 2549

“เราจะส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร และกิจกรรมในเชิงธุรกิจประเภทใด ที่จะนำทางไปสู่โลกที่น่าอยู่นั้น เราต้องใช้หัวใจคิดหาคำตอบให้กับคำถามทั้งหมดนี้แล้วลงมือทำ เราหวังว่ารายงานด้านความยั่งยืนฉบับล่าสุดของเราจะช่วยตอกย้ำความมุ่งมั่นและความตั้งใจในการ เป็นธุรกิจที่ทั้งสามารถให้คำตอบสำหรับคำถามเหล่านั้น และสามารถนำคำตอบนั้นไปปฎิบัติให้ เกิดขึ้นจริง”

นอกจากนี้แล้ว Yanai ยังมองว่าเป้าประสงค์ที่ชัดเจนขององค์กรนี้เอง คือเครื่องมือในการซื้อใจ พนักงานที่มีประสิทธิภาพ

“ผมคิดว่าเราในฐานะบริษัทจะต้องมีเป้าหมายในการสร้างลูกค้าชั่วชีวิตขึ้นจากการดำเนินการ ของเรา แน่นอนว่าลูกค้ามีอิสระในการเลือก ถ้ามองในเรื่องการเป็นลูกจ้างชั่วชีวิต ผมก็ไม่คิดว่าเป็น ระบบที่ดีเลิศนักหรอก การเป็นลูกจ้างชั่วชีวิตที่ไร้แก่นสาร นี่แหละที่อันตราย ผู้คนมีอิสระ บริษัทก็มี อิสระ เป็นหลักการที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ผมก็คิดว่าเราควรมีเป้าหมายเพื่อเป็นองค์กรที่นำความรู้สะสม ของพนักงานมาประยุกต์ใช้ การเป็นลูกจ้างชั่วชีวิตมีจุดเด่นในแง่มุมนี้ การดำเนินการของบริษัทจะ เกิดความสำเร็จไม่ได้หากไร้ซึ่งพลังของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง”

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.