33,549
VIEWS

เมืองไทยประกันชีวิต ท็อปฟอร์มเรื่อง Social Commerce

May 17, 2021 -None-

ปี 2563 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่ก็ถือว่าเป็นปีแห่งความสำเร็จของ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ด้วยภาพลักษณ์ที่มีความโดดเด่นในฐานะผู้นำธุรกิจประกันชีวิตของไทย วางกลยุทธ์ทางการตลาดและบุกขยายช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ ในใจผู้บริโภคและได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดแบรนด์หนึ่ง ทำให้เมืองไทยประกันชีวิตได้รับ รางวัล Thailand’s Most Admired Brand 2021 ต่อเนื่องเข้าเป็นปีที่ 2 และได้รับคัดเลือกให้รับรางวัลพิเศษ Top Social Commerce Brand Award

คุณสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ประเทศไทยมีการปรับตัวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น นับว่าเป็นโอกาสครั้งใหม่ที่ทำให้เมืองไทยประกันชีวิต มองเห็นช่องว่างการเติบโตของตลาด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพ ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างเหมาะสม

ภายใต้รูปแบบการใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ของผู้บริโภค เมืองไทยประกันชีวิตยังคงดำเนินธุรกิจด้วยนโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ในการเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความวางใจพร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต โดยเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการขายที่หลากหลาย ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ต้องสื่อสารเนื้อหาคอนเทนต์แบบ Personalized มากขึ้น สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกแบบ Customer Journey ผ่านแพลตฟอร์มทั้งแบบ Digital และ Non-Digital ที่สามารถเข้าถึงความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัทไปยังตัวแทน คนขาย  พนักงานและผู้บริหารทุกระดับ

ในมุม Branding เป็นอีกมิติหนึ่งที่ผู้ประกอบการธุรกิจในปัจจุบันต้องให้ความสำคัญ โดยพิจารณาว่าปัจจุบันบริษัทกำลังเน้นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใด และอะไรคือความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ ดังนั้นการทำ Branding ในวันนี้ต้องตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม และรู้ว่าช่วงระยะเวลาจังหวะใดบ้างที่ควรเน้นเข้าถึงแต่ละกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม

สำหรับช่องทางการขาย บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตมีการทำการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channels) ประกอบด้วย ช่องทางตัวแทนประกันชีวิต ช่องทางธนาคาร ช่องทางโบรกเกอร์ รวมถึงการขายประกันออนไลน์ที่เป็นแบบออนไลน์ ทั้งระบบการขาย (Online E2E) หรือผสมผสานการขาย (Hybrid) ที่ผสมผสานการเสนอขายผ่านช่องทาง Face to Face และ Digital Face to Face ด้วยมาตรฐานของตัวแทนประกันชีวิต ที่มีความเป็นมืออาชีพที่มุ่งสู่การเป็นผู้ออกแบบทางการเงิน (Life Planner) สามารถออกแบบให้คำปรึกษา และวางแผนทางการเงินที่เหมาะสมแก่ลูกค้าแต่ละราย

ขณะเดียวกัน ทางบริษัทยังได้จัดเตรียมการพัฒนาระบบ และเครื่องมือสนับสนุนการขายที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ อย่างครบถ้วน พร้อมส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดีเหมาะสมกับลูกค้า ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุมแบบ End to End Serviceทั้งหมดนี้ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ให้ได้มากที่สุด

ผลงานความสำเร็จที่ผ่านมาด้านแพลตฟอร์มออนไลน์ ยังสะท้อนภาพผ่านงานด้านการบริการที่เมืองไทยประกันชีวิตเติมเต็มการให้บริการที่เหนือระดับ (Beyond Insurance Service) หลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่าง เช่น แอพพลิเคชั่น “MTL Click” ที่ให้บริการในรูปแบบ Digital Face to Face และรูปแบบ Video Call เพื่อให้ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมกับบริษัทได้ทุกที่โดยไม่ต้องออกจากบ้าน สามารถพูดคุย หรือรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมทำธุรกรรมได้แบบ Real Time เช่น การซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ การชำระเบี้ยประกันภัยออนไลน์ บริการกู้ตามสิทธิ์กรมธรรม์ บริการต่ออายุกรมธรรม์ เปลี่ยนแปลงชื่อ-นามสกุล การสมัครรับเงินผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ผ่านบัญชีธนาคารอัตโนมัติ รวมถึงบริการอื่นๆ เหมือนยกศูนย์บริการลูกค้ามาไว้บนมือถือ

นอกจากนี้ยังมีบริการ “MTL Mini Click” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัลคนรุ่นใหม่ให้เข้าถึงข้อมูลได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพียงเพิ่ม @Muangthailife เป็นเพื่อนใน LINE App ด้วยจุดเด่นของบริการที่ไม่ซับซ้อน ทำให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับกรมธรรม์ได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านปลายนิ้วสัมผัส เป็นอีกหนึ่งรูปแบบการให้บริการ ที่ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา

ด้านการพัฒนาบุคลากรหรือพนักงานของเมืองไทยประกันชีวิต มีเป้าหมายต้องการยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล และโดดเด่นด้วยภาพลักษณ์องค์กรที่มีความทันสมัย เป็นมืออาชีพ เพื่อสามารถดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมงาน ทั้งนี้ต้องศึกษาว่าคนรุ่นใหม่ต้องการอะไร และตั้งเป้าความสำเร็จของชีวิตไว้อย่างไร รวมถึงภาพลักษณ์องค์กรที่เขามองเห็นเป็นอย่างไร บริษัทต้องเรียนรู้วิธีที่จะดึงเขาเข้ามาในองค์กรควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่มีลำดับขั้นหรือมีศักดินาเหมือนองค์กรยุคก่อน โดยหัวหน้าต้องเป็นผู้ฟังที่ดีและต้องรู้จักที่จะเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กรุ่นใหม่

“Virtual Working Team เป็นสิ่งสำคัญในทุกองค์กรในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรใหญ่ๆ ที่มักมีลักษณะเป็นไซโล ต่างคนต่างทำและไม่คำนึงถึงส่วนรวม การจัดตั้ง Virtual Working Team ในที่นี้เป็นการดึงคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพในแต่ละส่วนงานเข้าร่วมเป็นสมาชิกในทีมเฉพาะกิจ และมีรุ่นพี่คอยทำหน้าที่ประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นสมาชิกใน Virtual Working Team ซึ่งในฐานะคนที่เป็นผู้บริหารและคนที่เป็นรุ่นพี่จะต้องหมั่นเรียนรู้และเข้าใจแนวคิดของคนรุ่นใหม่ บางเรื่องต้องให้อิสระแก่คนรุ่นใหม่ให้มีความกล้าที่จะลองคิดและลองทำแนวคิดใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าผู้ใหญ่อย่างพวกเราไม่กล้าเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้ลองทำหรือได้ลองผิดพลาดบ้าง การเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งใหม่ๆ ก็จะไม่เกิด การที่บริษัทได้พบแนวคิดใหม่ๆ เกิดสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้บริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับทรานส์ฟอร์มองค์กร”

นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทมีนโยบายยกระดับทักษะและความรู้ของบุคลากรทุกระดับ ทั้งตัวแทน พนักงาน และผู้บริหาร ให้สามารถปรับตัว และรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Technology พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ในชื่อ “LearnRU” (เลิร์นรู้) เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยรวดเร็ว สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ในแบบออนไลน์ ทั้งแบบออนไลน์สด (Live Streaming) หรือการสัมมนาแบบเสมือนจริง (Virtual Workshop) ที่สามารถถาม-ตอบ แลกเปลี่ยนความรู้ได้อย่างเต็มที่ รวมถึงสามารถเข้าถึงคลังความรู้ที่หลากหลายทั้งแบบ Micro Learning และแบบ Online Content เช่น VDO, Infographic, E-book และ Podcast ที่เปรียบเสมือนเป็นห้องเรียนและคลังความรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายๆ บนมือถือ

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้แรงสนับสนุนจากเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งของบริษัทอย่าง Fuchsia Venture Capital, Aigen (ไอเจ็น) และ Gettgo ทำหน้าที่ในการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อมาตอบโจทย์ ให้กับทุกความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว

“วันนี้เมืองไทยประกันชีวิต ถึงแม้ว่าจะเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย แต่เรามีจุดยืนที่ชัดเจนบนความมุ่งมั่นในการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการให้ครบในทุกด้าน ตอกย้ำนโยบาย “MTL Trusted Lifetime Partner” ให้สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกเพศทุกวัย พร้อมเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ ของลูกค้าในแบบเฉพาะตัวมากขึ้น และเชื่อมต่อกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ หรือ Ecosystem Partner เพื่อดูแลลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกมิติ” คุณสาระ กล่าว

ประกันชีวิต

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.