17,272
VIEWS

ใช้ Big Data อย่างไรให้เวิร์ค เรียนรู้ผ่าน 5 กรณีศึกษา

May 13, 2021 R.Somboon

ว่ากันว่า Big Data และ กลายเป็นเรื่องที่ทุกองค์กรจะต้องมี และมันไม่ใช่แค่แฟชั่น แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ที่จะทำให้สามารถเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นตัวช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ในโลกการ ตลาดที่การทรีตลูกค้าต้องเป็นแบบ Personalized

หากจะอธิบายให้เข้าใจแบบกระชับแล้ว จะพบว่า Big Data คือ ข้อมูลที่มีลักษณะสำคัญ 3 ข้อ ไล่ตั้งแต่ในเรื่องของ

1.Volume หรือข้อมูลมีปริมาณมาก อยู่ในระดับ Terabytes ขึ้นไป จนทำให้การจัดเก็บในรูปแบบฐานข้อมูลเดิมๆ ทำได้ยาก อีกทั้งยังไม่สามารถจัดเก็บได้หมด

2.Variety ที่หมายถึง ข้อมูลมีรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ Structure: Relational Database Semi-Structure: XML Data Files Quasi-Structure: Text Document Unstructured: Image and Video

3.Velocity ที่หมายถึง ข้อมูลจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรวดเร็ว ซึ่งมักจะเป็นข้อมูลประเภท “Real-Time” เช่น ข้อมูลจาก Social Media ข้อมูล Transaction ทางการเงินต่างๆ โดย Big Data จะเกี่ยวพันกับทุกอุตสาหกรรม เพราะ จะเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิตไปสู่ปลายน้ำคือเรื่องของการค้าปลีก ที่เป็นการนำข้อมูลที่ได้จากการจัดเก็บมา วิเคราะห์เพื่อวางแผนและนำไปปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการ

ดร.ธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์ CEO บริษัท JIB Digital Consult กล่าวกับ BrandAge Online ถึงเรื่องนี้ว่า การมีข้อมูล ขนาดใหญ่เปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ซึ่งทุกองค์กรสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับใช้ได้ในทุกๆ ขั้นตอนของ ธุรกิจ แต่อย่าลืมว่า Big Data นั้นเปรียบเสมือนน้ำมันดิบ ที่ต้องผ่านกระบวนการกลั่นก่อน ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ อันได้แก่ Data Engineer, Data Analyst และ Data Scientist

Big Data เป็นแฟชั่นที่ทุกองค์กรต้องมี แต่ขาดความเข้าใจอย่างแท้จริง ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องสร้าง ความเข้าใจ เพื่อตระหนักในประโยชน์ของมัน และนำทั้ง Big Data and AI มาพัฒนาเพื่อให้เกิดการใช้งานจริงใน องค์กร”          

 

หากมองเข้ามาที่ผลของการนำ Big Data  เข้ามาใช้นั้น จะพบว่า เครื่องมือตัวนี้เข้ามาช่วยในเรื่องของ การลดต้นทุน ตัวอย่าง เช่น AirAsia ที่นำระบบ AVA Chatbot เข้ามาแทนที่ Call Center ซึ่งช่วยในการลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด เพราะ ตอนนี้ทุกประเทศปิด Call Center ไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ยังมีพนักงานรองรับการให้บริการสำหรับ Tier 2 เป็นต้น  นั่นหมาย ความว่า AirAsia ลดต้นทุนด้านดังกล่าวได้แบบ 100%

นอกจากลดต้นทุนแล้ว Big Data ยังช่วยเพิ่มรายได้ อย่างในกรณีของ ธุรกิจ E-Commerce ที่มีการนำระบบ Recommendation System มาใช้เพื่อแนะนำสินค้าที่คาดว่าลูกค้าจะสนใจ ซึ่งเป็นการกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การเพิ่มยอดขายนั้น ยังรวมถึงการนำเสนอ Offer ที่ Personalized ไปยังลูกค้าแต่ละคน ซึ่งการเข้าสู่ยุค Internet of things อย่างทุกวันนี้ ทำให้มีเครื่องมือในการทำตลาดในรูปแบบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างในเรื่องนี้ก็คือ บทบาทของ Big Data ที่เข้าไปในทุก Journey ของลูกค้าในการมาศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการค้าปลีกเองจะทำตั้ง แต่ก่อนที่ลูกค้าจะเข้ามาเดินในศูนย์การค้า โดยมีเมสเสจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมาที่ศูนย์การค้า ผ่านการนำเสนอสิทธิพิเศษ ต่างๆ

เมื่อลูกค้าเช็กอินเข้ามาเดินในศูนย์ แอพพลิเคชั่นที่ค้าปลีกพัฒนาขึ้นจะสามารถจับได้ว่าลูกค้าอยู่ส่วนไหนของห้าง และสามารถมอบโปรโมชั่นดีๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อหรือการใช้บริการของร้านค้าอาหารในศูนย์ เป็นต้น

ขณะที่ระบบ Recommendation ที่บรรดายักษ์ใหญ่ในแวดวงอีคอมเมิร์ซนำมาใช้นั้น สามารถกระตุ้นการซื้อใน ครั้งต่อไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยจะมีการกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ หากซื้อเสื้อแล้ว ยังมีการกระตุ้นให้ เกิดการซื้อรองเท้า หรือกางเกงเพิ่ม ซึ่ง Amazon  เคยออกมาให้ข้อมูลว่า 35% ของยอดขายเกิดจากการ Recommend เช่นเดียวกับ Alibaba มีการสร้าง Personalize Page หรือเพจที่สร้างมาเพื่อลูกค้าคนนั้น ๆ มากถึงวันละ 6,700 ล้านเพจ โดย Alibaba มองว่าการสร้าง Personalize Page จะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากถึง 20% เลยทีเดียว

ในส่วนที่เป็น “ต้นน้ำ” การมี Big Data ที่มีประสิทธิภาพ ยังสามารถเข้ามาช่วยวางแผนในการผลิตสินค้าใหม่ๆ ได้ ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง เช่นเดียวกับการมีข้อมูลที่ดี ยังเข้ามาช่วยตัดสินใจบางอย่างได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างในกรณีของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่ในอดีต ข้อมูลส่วนหนึ่งที่นำมาประกอบใน การตัดสินใจให้สินเชื่อก็คือข้อมูลทางการเงินทั้งจากเครดิตบูโร และการเดินบัญชีของตัวผู้ขอกู้

แต่เมื่อ Big Data เข้ามามีบทบาทจะช่วยให้สถาบันการเงินเข้าถึงข้อมูลที่เป็นไลฟ์สไตล์ทางการเงินของลูกค้าได้ ทำให้ทั้ง LINE และ Grab ต่างมีการตั้งสถาบันการเงินของตัวเองเพื่อปล่อยกู้ให้กับคนที่อยู่ในอีโคซิสเต็ม อย่างคนขับรถ หรือขี่มอเตอร์ไซค์ส่งอาหาร โดยพวกนี้จะมีข้อมูลว่าแต่ละคนที่จะปล่อยกู้นั้น มีรายได้จากการให้บริการในแต่ละวันอย่างไร ทำให้สามารถนำมาวิเคราะห์ จนกลายเป็นโอกาสทางการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มคนที่ไม่สามารถใช้บริการกับธนาคาร พาณิชย์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากได้

สิ่งที่น่าสนใจคือ Big Data ยังช่วยยกระดับ Customer Experience ซึ่งถือเป็นหัวใจของการทำตลาดในยุคใหม่ ตัวอย่างบริษัทระดับโลกที่จัดอยู่ในกลุ่มประเภทธุรกิจด้าน Artificial Intelligence ได้แก่ ByteDance ซึ่งมีผู้ใช้งาน TikTok จำนวนมากทั่วโลก และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในขณะนี้ หากใครเคยใช้แอพพลิเคชั่นนี้ คงได้รับประสบการณ์ที่ ประทับใจในการรับชมคลิปต่างๆ ที่มีการ Personalized คลิปที่มีเนื้อหา สอดคล้องต่อความสนใจของ User แต่ละคน

 

Insights-Driven

อาจจะกล่าวได้ว่า บริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Insights-Driven จะมีส่วนแบ่งทางการตลาดในสัดส่วนที่มากกว่าบริษัท ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้หลายเท่า ซึ่งการเข้าถึง Big Data เหล่านั้น จะมีเครื่องมือต่างๆ ที่เข้ามาช่วยทำให้เข้าถึง Insight ของลูกค้าได้

การจะเชื่อมต่อกับลูกค้าเพื่อเข้าถึง Insight ของพวกเขานั้น มีเครื่องมืออย่าง CRM ที่ทำผ่านทั้งตัวบัตรลอยัลตี้ การ์ด และแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นมา รวมถึงเครื่องมือที่ถูกพัฒนาขึ้นจากผู้ประกอบการที่เป็นโซเชียลมีเดีย อาทิ LINE Official Account  ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือในการช่วยสร้าง Engagement โดยช่องทาง LINE Official Account นั้นถือเป็นช่องทางที่นิยม และคนคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และมีฐานคนใช้แชตแอพของ LINE สูงถึง 47 ล้านราย จึงสามารถนำมาเป็นช่องทางเพื่อนำเสนอได้ ทั้งตัวสินค้า บริการ และโปรโมชั่นต่างๆ

ข้อมูลที่เป็น Deep Insight ของลูกค้าที่ได้ผ่านแอพพลิเคชั่นนั้น บางครั้งจะลงลึกแบบ Personalized ได้ อย่างการ เปิดตัวไอโฟนใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการค้าปลีกรู้ว่า ลูกค้าของตัวเองใช้โทรศัพท์รุ่นอะไร หรือใช้ไอโฟนรุ่นก่อนหน้าอยู่ ทำให้ สามารถ Offer สิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของสินค้า เป็นการนำ Big Data เข้ามาช่วยกำหนดการวาง กลยุทธ์ได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา CRM เป็นเสมือนเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Engagement ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่นำเสนอให้กับลูกค้านั้น จะเป็นเสมือนตัวช่วยร้อยเรียงในการทำลอยัลตี้ โปรแกรมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังมาสู่ข้อมูลที่ เปลี่ยนจากแค่การทำ Transaction มาสู่การสร้าง Relation ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมการซื้องของลูกค้าได้อย่าง ลึกซึ้งมากขึ้น

เทรนด์ที่กำลังมาแรงก็คือ การจับคู่แต่งงานของพันธมิตรที่มีแนวคิด หรือแนวทางในการทำตลาดไปในทิศทาง เดียวกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์จากคู่ของพันธมิตรที่ร่วมจับมือแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การได้ Data ในส่วนที่แบรนด์หนึ่งอาจจะยังไม่สามารถเข้าถึงได้

หัวใจสำคัญของการดำเนินกลยุทธ์ CRM ผ่านบัตรลอยัลตี้ การ์ด ก็คือจะทำอย่างไรให้ลูกค้านึกถึงตลอดเวลา แม้ใน ช่วงเวลาที่ไปใช้บริการที่อื่นๆ การครีเอท เน็ตเวิร์ค ในเรื่องของพันธมิตรจึงเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไม ถึงต้องมี การ Collaboration กับพันธมิตรที่ไม่เพียงแค่ในประเทศ แต่ยังรวมถึงต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นเดสติเนชั่น ยอด นิยมที่คนไทยชอบไปเที่ยว

ตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ก็คือ การทรานส์ฟอร์มของบัตรเดอะ 1 การ์ด ของกลุ่มเซ็นทรัล มาสู่การเป็น แพลตฟอร์ม ลอยัลตี้ โปรแกรม ภายใต้ชื่อ “The 1 Biz” ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลต้องการสร้างให้เป็นอีโคซิสเต็มในรูปแบบเปิดที่ไม่จำกัดเฉพาะ ธุรกิจในกลุ่มของเซ็นทรัลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นอีโคซิสเต็มที่ทำเรื่องของลอยัลตี้ โปรแกรมในรูปแบบเปิดที่พร้อมให้พันธมิตร เข้ามาร่วมอยู่ในอีโคซิสเต็มที่สร้างขึ้นนี้ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทั้งหมด โดยอาศัยจุดแข็งของการเป็นลอยัลตี้ โปรแกรม ที่มี ฐานสมาชิกถึง 16 ล้านราย หรือคิดเป็นสัดส่วน 23% ของจำนวนประชากรในบ้านเราทั้งหมด โดยมีทัชพ้อยท์ในการทำถึง 20,000 จุด มีพ้อยท์ถึง 24,000 พ้อยท์ต่อปี

ครั้งนี้ถือเป็นอีก 1 จุดเปลี่ยนของการทำลอยัลตี้โปรแกรมก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีก ที่มีธุรกิจครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช้อปปิ้ง ธุรกิจอาหาร – เครื่องดื่ม ธุรกิจเพื่อการอยู่อาศัย ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ท่องเที่ยว การเดินทางและขนส่ง ธุรกิจบันเทิง ธุรกิจการเงิน และธุรกิจอุปกรณ์ และพื้นที่สำนักงาน มีการสร้างระบบแบบเปิดเพื่อให้พันธมิตรนอกเครือสามารถเข้ามาร่วมแชร์ในเรื่องของลอยัลตี้ โปรแกรมที่ทำอยู่ได้ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่ต้องแชร์ในส่วนที่เป็นการแลกพ้อยท์ ซึ่งสิ่งที่จะได้กลับมาถือว่าคุ้ม เพราะจะเป็นการช่วยแชร์ ต้นทุน ในการทำลอยัลตี้ โปรแกรมที่ไม่ต้องลงทุนเอง รวมถึงการได้ข้อมูลที่เป็นไลฟ์สไตล์ของลูกค้าทั้งในเชิงลึก และกว้างที่ สามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อทำการตลาดได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

ในสเตปแรก จะเป็นการดึงพันธมิตรที่เป็นร้านค้าในศูนย์การค้าของเซ็นทรัลพัฒนาที่มีอยู่ 33 ศูนย์ทั่วประเทศ มีร้าน ค้าพันธมิตรกว่า 15,000 ร้านค้าหรือคิดเป็นจำนวนแบรนด์ทั้งหมดกว่า 7,000 แบรนด์ ส่วนสเตปต่อไป จะเป็นการขยายฐาน ความร่วมมือออกไปยังร้านค้านอกศูนย์ทั่วประเทศ ตามเป้าหมายนั้นจะมีการเพิ่มฐานลูกค้าปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านราย ทำให้ ภายในปี 2021 จะมีฐานลูกค้าของ The 1 Biz คิดเป็น 28% ของจำนวนประชากร และภายในปี 2022 จะเพิ่มเป็น 30% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ

กลุ่มเซ็นทรัล ต้องการสร้างอีโคซิสเต็มในเรื่องของลอยัลตี้ โปรแกรมที่มีฐานเป็นคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลบิ๊กดาต้าที่นำมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจได้เป็นอย่างดี  เพราะสามารถเข้าใจไลฟ์สไตล์ของคนไทย ที่พร้อมจะปรับการทำตลาดทั้งหมดให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ทั้งหมดตามวิชั่นของการเป็น “Center of Life” หรือศูนย์กลาง การใช้ชีวิตของคนไทยที่กลุ่มเซ็นทรัลวางเอาไว้นั่นเอง

ไม่เพียงจะช่วยในเรื่องของการกระตุ้นการซื้อสินค้าเท่านั้น แต่ Big Data และ AI ยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการลด ต้นทุน เพราะการบริหารจัดการระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องเริ่มจากการเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริง ที่จะนำไปสู่การ หาสินค้าเพื่อให้สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้อย่างตรงจุดนั่นเอง....

 

Big Data กับ 5 กรณีศึกษา

อย่างที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ย่อหน้าต้นๆ ว่า Big Data และ AI กลายเป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำการตลาดในยุคนี้ ไปแล้ว เพราะ Data ที่ได้มา ไม่เพียงจะทำให้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดต้นทุน การผลิตสินค้าที่ตรงกับความ ต้องการของลูกค้าจริงๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นตัวช่วยในการนำมากำหนดกลยุทธ์การตลาดที่วันนี้ต้องสู้กันด้วยการทำ Personalized Marketing ไม่ใช่การทำตลาดแบบแมสที่หว่านแหไปทั่วแบบในอดีตอีกต่อไปแล้ว

การมี Data ที่ดี ยังนำไปสู่การสร้าง Engagement ที่เหนียวแน่นกับลูกค้า ซึ่งการตลาดในยุคปัจจุบันนี้ แค่แวลู่ ของสินค้าที่มอบให้ไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว แต่ต้องเป็นความผูกพันแบบแยกไม่ออกระหว่างแบรนด์กับลูกค้า จึงเป็นที่มา ของการนำเสนอ Cover Story ในเล่มนี้ โดยจะมีการรวบรวม 5 กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำ Big Data และ AI มาใช้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ โดยกรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้ง 5 แบรนด์ประกอบไปด้วย

1.ร้านสมใจ แบรนด์ร้านขายเครื่องเขียนที่ทำตลาดแบบออมนิแชนแนล เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของร้านค้าปลีก ไซส์เล็กที่นำ Big Data และ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการทั้งในเรื่องของสต๊อกสินค้าไปจนถึงการวิเคราะห์ความต้องการของ ลูกค้า ซึ่งทั้ง 2 เรื่องจะสัมพันธ์กันแบบแยกไม่ออกเพราะการเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า จะนำไปสู่การหาสินค้าที่ ตรงกับความต้องการทำให้ช่วยลดปัญหาการมีสินค้าล้นสต๊อก ที่เกี่ยวพันกับการแบกรับภาระต้นทุนของสินค้า

การตัดสินใจนำเอาระบบ Data มาใช้ทำให้สมใจสามารถลดความอุ้ยอ้ายลงไปได้อย่างชัดเจน จนคุณนพนารี เข้าใจว่าแท้ที่จริงแล้ว Data ไม่ใช่แค่ระบบแต่เป็น Strategy ที่เป็นเหมือนกระดูกสันหลังของการทำธุรกิจสมัยใหม่ ซึ่งเป็น ที่มาของการลงทุนเพื่อขยับสเกลขึ้นไปสู่ Big Data เริ่มจากการอัพเกรดระบบไปใช้ระบบ SAP Business One ซึ่งเป็นที่ ยอมรับทั่วโลก รวมถึงมีการอัพเดทระบบ ERP ที่ใช้อยู่เดิมให้ทันสมัยและทำงานเข้ากับ SAP ถือเป็นอีก 1 ตัวอย่างทางการ ตลาดที่ดีของการนำ Big Data และ AI มาใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ของผู้เล่นรายเล็กในตลาดค้าปลีกของบ้านเรา

2. โลตัส ยักษ์ค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ตของกลุ่มซีพีที่ใช้ Big Data และ AI เข้ามาช่วยกำหนดกลยุทธ์การทำตลาด ตั้งแต่ต้นน้ำคือเรื่องของการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า กลางน้ำ ที่เป็นการสเปซ แมเนจเม้นต์ หรือการบริหารพื้นที่ขายบน เชลฟ์สินค้า ไปขนถึงปลายน้ำที่เป็นการกระตุ้นการซื้อ

แคมเปญโปรโมชั่นราคามหาชน คือภาพสะท้อนได้ดีถึงการใช้ Big data และ AI เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนกลยุทธ์ โดยโปรโมชั่นลดราคาสินค้าที่ทำออกมานี้ จะเป็นการนำ Data ที่เป็นการซื้อจริงมาเป็นตัวกำหนดสินค้าที่จะนำมาลดราคา ซึ่งถือเป็นการทำแคมเปญที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้แบบตรงจุด

3.SCG Experience อีก 1 กรณีศึกษาของร้านค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านที่นำ Big Data และ AI เข้ามา ช่วยวิเคราะห์ Journey ของลูกค้า เพื่อที่จะช่วยขับเคลื่อนทั้งยอดขาย และการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า การเป็นร้าน ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และของตกแต่บ้านรายใหญ่ของบ้านเรา ที่เปลี่ยนเกมการแข่งขันของตลาดจากแค่การขายโปรดักต์ มาสู่การขายโซลูชั่น ทำให้ความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งกลายเป็นเรื่องสำคัญที่จะเข้ามาช่วยในการกำหนดกลยุทธ์ เพื่อตอบ โจทย์ลูกค้าที่ในท้ายที่สุดจะนำไปสู่การต่อยอดของการสร้างฐานลูกค้าประจำที่นิยมชมชอบแบรนด์

4.LINE TV ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ทั้งการสร้าง คอนเทนต์และการดึงผู้ชมให้เข้า มาดูรายการผ่านแพลตฟอร์มของ LINE TV ที่เป็น OTT Platform โดย LINE TV มีจุดแข็งและข้อได้เปรียบในเรื่องของการมี Data เพราะ LINE ถือเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการค่อนข้างหลากหลาย ทำให้มี Data หลายชุดที่จะนำมาวิเคราะห์ข้อมูลของ ผู้ชมได้อย่างแม่นยำ           

ความสำเร็จของซีรีส์วาย ที่ออนแอร์ในแพลตฟอร์มของ LINE TV คือตัวอย่างของความสำเร็จที่มีจุดกำเนิดมาจาก การนำ Big Data เข้ามาขับเคลื่อน โดยข้อมูลที่มีอยู่ทำให้ LINE TV รู้ว่าคนกลุ่มนี้ต้องการเสพคอนเทนต์แบบไหน จึงเป็นที่มา ของการทำซีรีส์วายออกมาจนสามารถสร้างความฮือฮาได้ในวงกว้าง

5.ฟู้ดแพชชั่น อีก 1 กรณีศึกษาของการนำ Big Data เข้ามาขับเคลื่อนการทำตลาด โดยฟู้ดแพชชั่น จะเป็นเคสที่ สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างเครื่องมือในการเข้าถึง Data ผ่านการใช้ดิจิทัลที่ผสมผสานกับการใส่ Creativity เข้าไปได้อย่าง ลงตัว

ภาพที่ชัดเจนในการทำตลาดในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปก็คือ Big Data จะเข้ามามีบทบาทต่อการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ธุรกิจ เพื่อให้สามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าและบริการให้เหมาะสมตามความ ต้องการของแต่ละคน ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยลดต้นทุน ตลอดจนการสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ๆ และช่วยคาดการณ์ สถานการณ์ล่วงหน้า

ทั้งหมดนั้นมี Big Data เข้ามาเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง....

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.