4,162
VIEWS

5 รูปแบบออฟฟิศโมเดล ที่จะเกิดขึ้นหลังจบโรคระบาดโควิด : กรณีศึกษาออสเตรเลีย

Jun 10, 2021 M.Pussapol

ทุกวันนี้พวกเราหลายคนยังคงทำงานแบบ ”เวิร์คฟอร์มโฮม” กันอยู่ แต่ถ้าจะถามว่าชีวิตการทำงานจะเป็นอย่างไรหลังที่สถานการณ์โควิดสงบลงแล้วละก็ กรณีของประเทศออสเตรเลียจะเป็นตัวอย่างที่มองข้ามไปเสียไม่ได้ ทั้งนี้เพราะออสเตรเลียถือว่าเป็นประเทศแรกๆ ของโลก ที่สามารถควบคุมโรคระบาดโควิดได้ดีเยี่ยม โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมามีพนักงานองค์กรทั่วประเทศ กลับมาทำงานตามปกติแล้ว 41% และในเมืองใหญ่บางแห่ง เช่น เพิร์ธและแอดิเลด มีจำนวนผู้กลับมาออฟฟิศแล้วถึง 70%

ก่อนเกิดโรคระบาดโควิด ธุรกิจส่วนใหญ่ถือกันว่าออฟฟิศหรือสำนักงานเป็นส่วนจำเป็นที่ขาดไม่ได้ แต่หลังจากถูก สถานการณ์บังคับให้ต้องหันมาทำงานแบบเวิร์คฟอร์มโฮม ผู้นำองค์กรต่างๆ ล้วนแปลกใจที่ productivity ของพนักงานไม่ได้ต่ำลงเลย

ปัจจุบันทั่วโลกเริ่มมีการฉีดวัคซีนมากขึ้นเรื่อยๆ ความเสี่ยงของโรคเริ่มต่ำลง มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมและมาตรการอื่นๆ เริ่มผ่อนคลาย ถึงเวลาที่ผู้บริหารจะต้องเตรียมคิดและตัดสินใจว่าจะกลับมาใช้รูปแบบการทำงานในออฟฟิศแบบเดิม หรือยังคงทำงานที่บ้าน หรือจะถือโอกาสนี้สร้างระบบทำงานใหม่ที่ดีกว่าไปเลย

กรณีตัวอย่างออสเตรเลีย ทำการศึกษาโดย Dr. Daniel Davis นักวิจัยอาวุโสแห่งค่าย Hassell ซึ่งเป็นบริษัทสถาปนิกยักษ์ใหญ่ระดับโลก โดยทำการสำรวจผู้นำธุรกิจและพนักงานออฟฟิศกว่า 1,600 คน ซึ่งผลการวิจัยสรุปออกมาได้ว่า ทั้งผู้นำองค์กรและพนักงานมีความคิดเห็นที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป บางรายคิดว่าจะยังคงทำงานแบบรีโมท คือไม่ต้องเข้าออฟฟิศเลย ส่วนบางคนเห็นว่าจะต้องกลับมาเข้าระบบสำนักงานเหมือนก่อนเกิดโรคระบาด หรือแบบไฮบริดผสมผสาน แต่สามารถสรุปออกมาได้เป็น 5 โมเดล ที่เป็นไปได้ ดังนี้

  1. As-It-Was: พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศเหมือนเดิม เข้าเช้ากลับเย็นตามปกติ แต่อาจเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัยขึ้นบ้าง และมีความยืดหยุ่นในการทำงานกว่าเดิม แต่โดยรวมคือยังเป็นออฟฟิศแบบรวมศูนย์เหมือนก่อนเกิดโรคระบาด
  2. Clubhouse: คือแบบไฮบริดหรือผสมผสาน พนักงานมาออฟฟิศเฉพาะเมื่อมีโปรเจ็กต์ หรือต้องประสานงานกับผู้ร่วมงานเท่านั้น นอกจากนั้นอยู่บ้านมุ่งทำงานที่ตนรับผิดชอบ ส่วนออฟฟิศเป็นศูนย์กลางเชื่อมทางสังคม เป็นที่พนักงานพบปะสังสรรค์ และทำงานร่วมกัน
  3. Activity-based Working: เป็นออฟฟิศแบบเน้นที่กิจกรรมเป็นหลัก โดยพนักงานเข้าทำงานในออฟฟิศแต่ไม่มีโต๊ะประจำตัว เคลื่อนย้ายไปตามกิจกรรมที่ต้องทำ เช่น ห้องประชุม โต๊ะกลาง มุมสำหรับโทรศัพท์ หรือห้องพักผ่อน โดยจะมีโต๊ะทำงานกลางไว้ไม่ครบตามจำนวนคน ซึ่งก่อนโควิดออฟฟิศแบบนี้จะมีโต๊ะกลางไว้ให้ 8 ตัว สำหรับพนักงาน 10 คน (เพราะคนส่วนหนึ่งต้องออกไปติดต่องานภายนอก) แต่หลังจบโควิดคาดกันว่าจำนวนโต๊ะจะลดลงเหลือเพียง 5 ตัว สำหรับทุกๆ 10 คน เนื่องจากจะมีพนักงานอีกส่วนทำงานที่บ้าน 2-3 วันต่อสัปดาห์
  4. Hub and Spoke: แทนที่จะเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ในย่านธุรกิจกลางเมือง พนักงานจะเข้าทำงานที่ออฟฟิศย่อยหรือสาขาเล็กๆ ที่กระจายอยู่ตามมุมเมือง บ้านใครใกล้ที่ไหนก็มาทำที่นั่น ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในขณะที่ยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์แบบเห็นหน้าเห็นตากับเพื่อนร่วมงานได้
  5. Fully Virtual: ออฟฟิศเสมือนจริงเต็มรูปแบบ เป็น Remote Working พนักงานทำงานจากที่บ้านหรือที่อื่นใดก็ได้ โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือออนไลน์ช่วยเต็มที่ เช่น การประชุมทางไกล Project Management การประสานงานแบบ Collaboration หรือ Time Control ต่างๆ เป็นต้น ช่วยให้บริษัทประหยัดค่าเช่าสถานที่ราคาแพง และสืบทอดระบบเวิร์คฟอร์มโฮมที่พวกเขาเริ่มต้นไว้ในช่วงการระบาดใหญ่

ความจริงรูปแบบทั้งห้านี้ก็ไม่เชิงว่าเป็นของใหม่ แม้แต่แนวคิดออฟฟิศเสมือนจริงก็ถูกทดลองมานานแล้วโดยบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Yahoo!, IBM และ HP ต่างล้วนเคยอนุญาตให้พนักงานทำงานจากพื้นที่ห่างไกลมาแล้วก่อนเกิดโรคระบาด หรืออย่างในปี 1993 บริษัทโฆษณา Chiat/Day ก็เคยนำการทำงานแบบ Activity-based Working มาลองใช้แต่ไม่สำเร็จ

การสำรวจวิจัยครั้งนี้ ให้บทสรุปว่า พนักงานบริษัทในประเทศออสเตรเลียส่วนใหญ่ชื่นชอบการทำงานแบบไฮบริดมากที่สุด คือ Clubhouse และ Activity-based Working และมีพนักงานเพียงไม่ถึง 20% ทีjชอบการทำงานแบบ Fully Virtual ส่วนพนักงานระดับตำแหน่งผู้จัดการนั้นส่วนใหญ่ต้องการ As-It-Was คือกลับเข้าออฟฟิศ

อย่างไรก็ตามโมเดลออฟฟิศ 5 รูปแบบนี้ ต่างก็มีข้อดีข้อเสีย เช่น Activity-based Working สามารถประหยัดค่าเช่าพื้นที่ได้แต่ก็ต้องลงทุนด้านการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรอย่างแรง ส่วน Hub and Spoke นั้น แม้จะฟังดูเข้าท่าแต่ก็ต้องแบ่งกำลังพลตามพื้นที่ แทนที่จะแบ่งกำลังพลตามฟังชั่นของงานอย่างที่ควรจะเป็น หรือแม้แต่แบบ As-It-Was ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด แต่ก็จะมีพนักงานอีกมากมายที่ไม่อยากกลับมาทำงานเหมือนเดิม

และถึงแม้ว่าจะมีอีกหลายบริษัทที่เลือกที่จะใช้โมเดล Fully Virtual ต่อเนื่องไปเลย เพราะพิสูจน์แล้วว่าช่วยประหยัดในหลายด้าน แต่รูปแบบนี้ก็คงไม่เหมาะกับอีกหลายๆ บริษัท โมเดลออฟฟิศทั้ง 5 รูปแบบดังกล่าวจะกลายเป็นสิ่งที่ผู้นำองค์กรต้องตัดสินใจ ชั่งน้ำหนักจากวัตถุประสงค์ และกลยุทธ์ของบริษัท รวมถึงความชอบและสไตล์การทำงานของพนักงาน โดยต้องตระหนักไว้ว่ารูปแบบที่บริษัทหนึ่งใช้ได้ อาจไม่เวิร์คเลยกับอีกบริษัทหนึ่ง โดยไม่ว่าจะเลือกเดินตามโมเดลไหน ต่างต้องเกิดขึ้นจากการมีวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง ความสามารถของผู้นําในการเลือกเส้นทางแห่งอนาตค และต้องสื่อสารวิสัยทัศน์ให้เข้าใจตรงกันทั้งองค์กร

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.