8,393
VIEWS

พ่อเหว่ง แห่ง Little Monster บอกเล่ากับเรื่องราว ต่อยอดคอนเทนต์สู่แบรนด์สำหรับครอบครัว

Jul 07, 2021 J.Wara

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าใครได้ดูคอนเทนต์ของ Little Monster เพจครอบครัวอันดับต้นๆ ในแพลตฟอร์มเฟสบุ๊คแล้วคงอดที่จะหลงรักความน่ารักสดใสของ 2 สาวน้อยจินกับเรนนี่ไม่ได้ ถ้าถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของเพจเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรมาก่อน หลายคนที่ติดตามเพจนี้คงพอตอบได้ว่า ความเป็นธรรมชาติ เป็นตัวของตัวเองก็คือสิ่งที่ดึงดูดให้เพจเล็กๆ อย่าง Little Monster เติบโตจนมีผู้ติดตามในเฟสบุ๊คถึง 3.4 ล้าน และในช่องยูทูปอีกกว่า 750,000 ราย ซึ่งนอกจากจะสร้างรายได้จากสปอนเซอร์ทั้งหลายแล้ว Little Monster ยังแตกไลน์สินค้าเมอร์เชนไดซ์ต่างๆ เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า ตุ๊กตาจากคาแร็กเตอร์ Little Monster ตัวเขียวที่เป็นโลโก้ของเพจ

คุณภูศณัฎฐ์ การุณวงศ์วัฒน์ หรือที่แฟนเพจคุ้นเคยกันในชื่อของ พ่อเหว่ง แห่งเพจ Little Monster เล่าให้ฟังถึงวิธีคิดในการทำคอนเทนต์ว่าสิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจตัวเองก่อนว่าเป็นใคร กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอคอนเทนต์เป็นใคร แล้วจึงนำเสนอคอนเทนต์ที่คนสนใจบนความเป็นตัวของตัวเอง

“Little Monster  เป็นเรื่องของครอบครัว การเลี้ยงลูกแบบของเรา ซึ่งมีทั้งผิดและถูก เป็นชีวิตที่เรียกว่าเป็นธรรมชาติจริงๆไม่ได้มีสคริปต์อะไรสำหรับเด็กๆ แต่กับตัวเราก็อาจจะมีการคิดหัวข้อแล้ววางเป็น Content เพื่อสร้างวิธีเล่าที่โยงไปยังจุดที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจตัวเราเองก่อนว่าเรามีอะไร จากนั้นจึงดูว่าคนที่ดูเราเขาสนใจหรือมองช่องของเราเป็นอย่างไร ซึ่งกลุ่มหลักที่ดูเราก็คือกลุ่มคนที่รักเด็กและกลุ่มครอบครัวที่สนใจวิธีการเลี้ยงลูกของครอบครัวเราเมื่อเข้าใจคนดูแล้วเราก็มองความแตกต่างของเรากับช่องอื่น ซึ่งนั่นก็คือเรื่องของความเป็นตัวตนที่เป็นธรรมชาติของเรา ช่อง Little Monster จะไม่ทำคอนเทนต์ด้วยกล้องโปรที่มีความละเอียดคมชัดมากๆ เราใช้แค่มือถือทั่วไปนำเสนอความเรียลของครอบครัวเรา”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จในส่วนของการนำเสนอคอนเทนต์สำหรับครอบครัวของ Little Monster ดึงดูดแบรนด์สินค้ามากมายให้เข้ามาเป็นสปอนเซอร์ ซึ่งพ่อเหว่งเล่าถึงวิธีการต่อยอดคอนเทนต์ให้กลายเป็นรายได้ว่า สิ่งสำคัญคือการตีโจทย์โฆษณาที่เข้ามาว่ามีจุดไหนที่จะสามารถสอดแทรกเข้าไปในคอนเทนต์ได้อย่างลงตัว

“เมื่อก่อนพอคนเห็นคอนเทนต์โฆษณาเขาก็จะเลื่อนผ่าน หลายรายจึงพยายามคิดคอนเทนต์โฆษณาให้แนบเนียนในลักษณะของการ Tie in แต่เรากลับคิดว่าโฆษณาเป็นโจทย์ที่แปลกใหม่ที่ทำให้เราคิดอะไรที่มีความแตกต่าง ได้ทดลองอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิดเห็นของลูก หรือแม้กระทั่งของตัวเราเอง พวกนี้คือสิ่งที่เราต้องคิดว่าจะทำคอนเทนต์ให้ลิงค์กับโฆษณาอย่างไร เราจะไม่พยายาม Tie in ให้เนียนแต่จะนำโฆษณามาตีโจทย์ว่าสามารถทำอะไรกับลูกหรือครอบครัวเราได้บ้าง จะเล่าเรื่องแบบไหน ที่สำคัญโฆษณาชิ้นนั้นจะต้องให้ประโยชน์ในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่งสำหรับคนที่ดูและสนใจมัน”

อย่างไรก็ตาม พ่อเหว่งย้ำว่า การเลือกสินค้าเพื่อรีวิวสินค้านั้นจะต้องเชื่อถือได้ มีช่องทางการขายที่ชัดเจน และการทำคอนเทนต์จะต้องไม่ฝืนใจลูกหรือละเมิดสิทธิ์บางอย่างของเด็กๆ อย่างเช่น การเห็นร่างกายมากเกินไป ต้องมีการพูดคุยกับแบรนด์ให้ชัดเจนว่าขอบเขตที่สามารถทำได้อยู่แค่ไหน

แม้ว่าตอนนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงแพลตฟอร์มต่างๆ มีการปรับอัลกอริธึมอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าคอนเทนต์ของเราดีก็จะสามารถดึงให้คนดูอยู่กับเราได้ ซึ่งนั่นเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับ Little Monster

เราปรับคอนเทนต์เรื่อยๆ อยู่แล้วเพราะเด็กๆ โตขึ้นทุกวันเอาจริงๆ วันหนึ่งถ้าเขาไม่อยากถ่ายแล้วเราก็เลิก เราถึงต้องต่อยอดส่วนอื่นๆ ขึ้นมารองรับ ซึ่งตอนนี้นอกจากคอนเทนต์ที่ทำประจำซึ่งถือเป็นมีเดีย เราก็มีการออกสินค้าของตัวเองมีร้านอาหาร Family Garden ซึ่งถือว่าเป็น Landmark หนึ่งที่ทำให้คนซึ่งชื่นชอบ Little Monster สามารถไปเจอครอบครัวเราได้และมีแบรนด์อาหาร Little Munchy ที่แม่ตุ๊ก นิรัตน์ชญา การุณวงศ์วัฒน์ ทำร่วมกับเพื่อนสนิท

“ทุกวันนี้แพลตฟอร์มต่างๆ มีการปรับอัลกอริธึมอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องทำก็คือต้องทำคอนเทนต์ให้ดีที่สุดพยายามสังเกตดูสถิติ เราต้องรู้ว่าแพลตฟอร์มแต่ละแพลตฟอร์มเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราสังเกตบ่อยๆ เราจะรู้ว่าวิดีโอไหนดีหรือไม่ดีแล้วถ้าวิดีโอตัวไหนไม่ดีเราต้องมาวิเคราะห์กับทีมว่าไม่ดีเพราะอะไร ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือตัวคอนเทนต์ต้องมีคุณค่า ต้องสร้างอะไรให้กับคนที่เข้ามาดูซึ่งมันยากมาก เราจึงต้องมีคอนเทนต์ที่หลากหลายรูปแบบ เช่น เป็นภาพนิ่งบ้างเป็นบทความ ลงเป็นอารมณ์ของแม่บ้าง เป็นการ์ตูนบ้างซึ่งมันก็จะเข้าไปตอบโจทย์ความสนใจของคนแต่ละกลุ่ม”

เป้าหมายของ Little Monster ในวันนี้อาจจะไม่ได้มองแค่เรื่องของการทำคอนเทนต์เฉพาะในประเทศเท่านั้นแต่ยังมองเป้าหมายที่ไกลกว่านั้นอย่างการขยายคอนเทนต์ไปสู่ต่างประเทศ และใช้ความแข็งแกร่งของแบรนด์ Little Monster ทำสินค้าที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการทั้งทางร่างกายและจิตใจของเด็ก

ตอนนี้ Little Monster มีเพจภาษาอังกฤษ รวมถึงเพจภาษาจีนไต้หวันซึ่งมีคนติดตามอยู่กว่าสองแสนคน และในอนาคตเรามองถึงการพัฒนาสินค้าด้วยแบรนด์ Little Monster ซึ่งต่อไปแบรนด์นี้จะเป็นแบรนด์ที่ผู้ปกครองและคนทั่วไปมองว่ามีสินค้าที่เชื่อถือได้และช่วยในเรื่องของพัฒนาการเด็กทั้งจิตใจและร่างกายเพื่อลูกซึ่งตรงนี้จะสามารถยืนระยะอยู่ได้ยาวนานกว่า

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.