6,008
VIEWS

เปิดมุมมอง “ไอลีน ชูว” เมื่อโควิดกระตุ้นคนไทยให้เลือกการชำระเงินวิถีใหม่

Jul 08, 2021 P.Narata

เมื่อไม่นานมานี้ มาสเตอร์การ์ด ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกจากดัชนีผลสำรวจวิธีการชำระเงินวิถีใหม่ต่อ พฤติกรรมและทัศนคติของผู้บริโภคด้านการใช้จ่ายทั้งไทยและทั่วโลก และพบว่า มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย และรูปแบบการชำระเงินของผู้คนในแถบเอเชียแปซิฟิก อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งได้กระตุ้นให้เกิดวิธีการชำระเงินที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น

โดยเฉพาะในประเทศไทย มีข้อมูลระบุว่า 96% ของคนไทยจะเลือกใช้วิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่ อย่างน้อย 1 วิธี เช่น คิวอาร์โค้ด ดิจิทัลวอลเล็ท การผ่อนชำระ สกุลเงินคริปโต เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ เป็นต้น

ยังมีการอ้างอิงดัชนีผลสำรวจวิธีการชำระเงินวิถีใหม่ของมาสเตอร์การ์ด (Mastercard New Payments Index) ที่ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากประชากรใน 18 ประเทศทั่วโลก พบว่า 93% ของผู้บริโภคชาวไทยมีช่องทางการชำระเงินมาก ขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 84%

มิลเลนเนียนเชื่อมโยงดิจิทัล

ผลสำรวจในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นว่า กลุ่มมิลเลนเนียลชาวไทยเป็นกลุ่มที่เปิดรับการชำระเงินรูปแบบใหม่มาก   ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้บริโภคประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแปซิฟิก ด้วยเพราะกลุ่มประชากรวัยรุ่นมีการเชื่อมโยงกัน ในรูปแบบดิจิทัล มาสเตอร์การ์ดจึงคาดการณ์ว่า แนวโน้มการปรับใช้การชำระเงินแบบดิจิทัลในประเทศไทยจะเกิดการ ขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง และตลาดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ไอลีน ชูว ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมา มาสเตอร์การ์ด กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมของผู้คนในทุกมุมโลก ในช่วงเวลานี้จึงเห็นผู้คนจำนวนมากขึ้นชำระเงินด้วยดิจิทัล เพย์เม้นต์สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้นกว่าที่เคย ตั้งแต่การซื้อสินค้ามูลค่าต่ำไปจนถึงการผ่อนชำระ

“การแพร่ระบาดได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้คนลองชำระเงินด้วยวิธีการใหม่ๆ  แนวคิดของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยน ให้ตนเองเลือกใช้วิธี “ดิจิทัลเป็นอย่างแรก” กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และถาวร การเปลี่ยนแปลงทางความคิดดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคเต็มใจที่จะชำระเงินด้วยวิธีการใหม่ๆ โดยเฉพาะรูปแบบดิจิทัล

ในตอนนี้ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้นำของโลกในการนำเทคโนโลยีการชำระเงินใหม่ๆ มาใช้ โดยผู้บริโภค ชาวไทย 96% วางแผนที่จะเลือกใช้วิธีการชำระเงินรูปแบบใหม่อย่างน้อย 1 วิธีในปีหน้า เช่น คิวอาร์โค้ด กระเป๋าเงิน อิเล็กทรอนิกส์ การผ่อนชำระ คริปโตเคอร์เรนซีเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ ฯลฯ แซงหน้าจำนวนของผู้บริโภคในภูมิภาค เอเชียแปซิฟิกที่ 94% และทั่วโลกที่ 93%”

ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายด้วยบัตรคอนแทคเลส และแบบไร้สัมผัสกำลังโตขึ้นในทุกหมวดหมู่ เมื่อทั่วโลกทำการ ล็อกดาวน์ในปี 2563 ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่ายอย่างรวดเร็วโดยหันไปใช้บัตรคอนแทคเลส และเลือกซื้อ ของออนไลน์โดยเฉพาะสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวัน

ยกตัวอย่าง ผู้บริโภคชาวไทยที่มีการใช้จ่ายแบบไร้สัมผัสมากขึ้นกว่าในปีก่อนหน้าในหลายหมวดหมู่ เช่น ของชำ (84%) อาหารสำเร็จรูป(86%) ขนส่งสาธารณะ(72%) ฯลฯ ซึ่งตัวเลขการเติบโตเหล่านี้ตรงกับแนวโน้มการเติบโตในภูมิ ภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลกและเกือบ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคชาวไทยมีการซื้อสินค้าในหมวดหมู่ข้างต้นอย่างน้อย 1 หมวด หมู่ผ่านช่องทางออนไลน์บ่อยขึ้นกว่าในปีก่อนหน้า (หมวดหมู่ทั้งหมด ได้แก่ ของชำ อาหารสำเร็จรูป ค้าปลีก บันเทิง เภสัชกรรม บริการ ขนส่งสาธารณะ และท่องเที่ยว)

“คิวอาร์โค้ดถูกมองว่าเป็นวิธีที่สะอาดและสะดวกกว่าเงินสด ผู้ทำแบบสำรวจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกส่วนใหญ่ มองว่าวิธีการชำระเงินแบบใหม่อย่างคิวอาร์โค้ดสะอาดกว่า (76%) และสะดวกกว่า (71%) เงินสดสำหรับการใช้จ่ายตาม ร้านค้าเพราะผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง”

ในขณะเดียวกันชาวไทยมองว่า วิธีการชำระเงินแบบใหม่อย่างคิวอาร์โค้ดสะอาดกว่า (83%) และสะดวกกว่า (87%) สำหรับการใช้จ่ายตามร้านค้า แม้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ด้วยเป็นวิธีการชำระเงินที่ผสมผสาน ระหว่างการใช้งานสมาร์ทโฟนที่มีปริมาณผู้ใช้สูง และการแพร่ระบาด จึงผลักดันให้เกิดการใช้คิวอาร์โค้ดอย่างแพร่หลาย

ในมุมของผู้บริโภคมีความคาดหวังที่สูงขึ้นสำหรับตัวเลือก และความยืดหยุ่นในการชำระเงิน ผู้บริโภคชาวไทย เกือบ 90% คาดหวังที่จะสามารถซื้อสินค้าได้ทุกช่วงเวลาด้วยวิธีที่ต้องการ เปรียบเทียบกับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกซึ่งอยู่ที่ 85%

นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังมี “ความคาดหวังให้มีหลากหลายช่องทาง” มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 80% ของผู้บริโภค ชาวไทยและ 73% ของผู้บริโภคทั่วโลกกล่าวว่า พวกเขาจะเลือกซื้อสินค้าหรือภักดีต่อร้านค้าปลีกที่มีช่องทางการชำระเงิน ที่หลากหลาย ในขณะเดียวกัน 86% ของผู้บริโภคชาวไทยเลือกที่จะซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีทั้งหน้าร้าน และร้านออนไลน์ เมื่อเทียบกับผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งอยู่ที่ 80% และผู้บริโภคทั่วโลกที่ 79%

“ความกังวลด้านความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนไทยเมื่อต้องลองชำระเงินด้วยวิธีใหม่ ผลกระทบ ของการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือการเพิ่มขึ้นของการฉ้อโกงโดยที่อาชญากรใช้ประโยชน์จากความวิตกกังวล และ ความไม่แน่นอนของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว”

โดย 88% ของผู้บริโภคชาวไทยระบุว่าพวกเขาจะลองใช้เทคโนโลยีการชำระเงินใหม่ๆ หากเห็นว่าปลอดภัย เมื่อ เทียบกับ 79% ทั่วโลก ในขณะที่ 90% ต้องการให้แน่ใจว่าช่องทางการชำระเงินที่ร้านค้าให้บริการนั้นมีความปลอดภัย เมื่อเทียบกับ 85% ทั่วโลก

 

อนาคตของสกุลเงินดิจิทัล

มาสเตอร์การ์ดเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ดิจิทัลเคอร์เรนซีหรือสกุลเงินดิจิทัลใดๆ จะสามารถกลายเป็นตัวกลางใน การชำระเงินได้ โดยจะต้องมีความเสถียร ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมีการคุ้มครองผู้บริโภค

“แนวคิดของเราเกี่ยวกับคริปโตเคอเรนซีนั้นตรงไปตรงมา คือ การมอบทางเลือก มาสเตอร์การ์ดไม่ได้แนะนำให้ คนหันมาใช้คริปโตเคอร์เรนซีเพียงแต่เรามีหน้าที่ช่วยให้ลูกค้า ร้านค้า และธุรกิจต่างๆ สามารถทำธุรกรรมการเงินผ่านวิธี การชำระเงินที่ต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง และปัจจุบันการทำธุรกรรมบนระบบของมาสเตอร์การ์ดเป็นการทำธุรกรรมด้วย สกุลเงินที่เราใช้กันโดยทั่วไป (Fiat Currency) เท่านั้น โดยมาสเตอร์การ์ดมีโปรแกรมบัตรคริปโตที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถ เปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีเป็นสกุลเงินทั่วไป และสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทุกที่ทั่วโลกที่รับมาสเตอร์การ์ด และเรายังร่วมมือ กับ Wirex และ BitPay ในการทำบัตรคริปโต สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมด้วยคริปโตเคอร์เรนซีได้”

ไอลีน ยังมองว่า คนไทยมีความสนใจในคริปโตเคอร์เรนซีมากที่สุดในโลก โดยผลการศึกษาพบว่า 46% ของ ชาวไทยรู้สึกสบายใจที่จะใช้คริปโตเคอร์เรนซี เมื่อเทียบกับผู้บริโภคทั้งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 40% ขณะที่อีก 17% ของผู้ทำแบบสำรวจชาวไทยระบุว่า เคยชำระเงินด้วยคริปโตเคอร์เรนซีในปีที่แล้ว โดย 57% ของกลุ่มคน ดังกล่าวมีการใช้จ่ายด้วยคริปโตเคอร์เรนซีในปี 2563 มากกว่าในอดีต

ทั้งนี้ ชาวไทย 87% แสดงความสนใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับคริปโตเคอร์เรนซี และ 81% คาดว่าจะหันมาชำระเงิน ด้วยคริปโตเคอร์เรนซีหากพวกเขามีความเข้าใจมากขึ้น

“ไม่ว่าจะเป็นคริปโตเคอร์เรนซี สกุลเงินดิจิทัล หรือคิวอาร์โค้ด ท้ายที่สุดผู้คนย่อมต้องการใช้จ่ายได้อย่างสะดวก และปลอดภัยด้วยวิธีที่พวกเขาต้องการ และผ่านอุปกรณ์ที่พวกเขามี ดังนั้น มาสเตอร์การ์ดจึงได้ร่วมมือกับลูกค้า ธุรกิจ และพันธมิตรทั้งในประเทศไทย และทั่วโลก ในการเพิ่มช่องทางการชำระเงินให้กับผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือก ช่องทางที่ต้องการจ่ายและรู้สึกสบายใจว่าธุรกรรมของพวกเขานั้นปลอดภัย รวดเร็ว และไร้รอยต่อ”

นอกจากนี้ มาสเตอร์การ์ด ยังได้เปิดตัวแพลตฟอร์มทดสอบสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDCs) ซึ่ง ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ สามารถเข้าร่วมเพื่อจำลองตั้งแต่การออกสกุลเงิน (Issuance) การแจกจ่าย (Distribution) ตลอดจนการแลกเปลี่ยนสกุลเงิน CBDC ระหว่างธนาคาร ผู้ให้บริการทางการเงินและผู้บริโภค เพื่อที่ ธนาคารกลางจะสามารถประเมินวิธีการนำมาใช้ และควบคุมสกุลเงินดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น

“สำหรับการดำเนินงานของมาสเตอร์การ์ดในต่างประเทศตอนนี้ ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แชร์ว่า เราเพิ่งได้ประกาศความร่วมมือกับ Island Pay ในการนำเสนอบัตรเติมเงินใบแรกของโลกที่เชื่อมต่อกับสกุลดิจิทัลได้สำเร็จ ด้วย การสนับสนุนจากธนาคารกลางบาฮามาส ประชาชนจะสามารถใช้ “Send Dollar” หรือสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง ของบาฮามาส ในการชำระสินค้าด้วยบัตรเติมเงินได้”

โอกาสจากเทคโนโลยีการชำระเงินรูปแบบใหม่

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีการทำงาน และการดำเนินชีวิตของ ผู้คนอย่างถาวร ทุกอุตสาหกรรมตั้งแต่ธุรกิจบันเทิงไปจนถึงการศึกษา หรือธุรกิจสุขภาพ ฟินเทค ธุรกิจค้าปลีก ล้วนต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่จากกระบวนการเดิมที่ใช้กระดาษ และเชื่องช้า มาเป็นดิจิทัลมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นใน ส่วนของซัพพลายเชน หรืออีคอมเมิร์ซ เพื่อให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น และสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ธุรกิจดั้งเดิม ที่มีแต่หน้าร้านแบบออฟไลน์จำเป็นต้องหันมาเปิดร้านค้าออนไลน์เพื่อให้อยู่รอด สร้างความยั่งยืน และประสบความ สำเร็จ

“ในฐานะผู้บริโภค เราจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่บ้าน และการเข้าถึงสินค้าและบริการจากระยะ ไกลแบบไร้สัมผัส และด้วยความปลอดภัยจากที่บ้าน เราได้สร้างกิจวัตรประจำวันใหม่เพื่อให้เราสามารถก้าวต่อไปได้ เราเลือกที่จะใช้บริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น อีคอมเมิร์ซ การสตรีมมิ่งคอนเสิร์ต และหนัง  กีฬาเสมือนจริง หรือคลาสเรียนออนไลน์ แม้กระทั่งในตอนที่เราต้องออกไปข้างนอก เราเกิดความสบายใจ และกลาย เป็นสัญชาตญาณที่จะเลือกใช้จ่าย และรับบริการต่างๆ แบบไร้สัมผัส ในตอนนี้เราสามารถเข้าถึงสิ่งที่ต้องการในรูปแบบ ที่มีความสะดวกสบายขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเร็วขึ้นกว่าที่เคย”

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่เร็วขึ้น เป็นสิ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจเพื่อความอยู่รอดใน ยุคนิวนอร์มอล และความสะดวกสบาย และสุขอนามัยที่ผู้บริโภคต้องการมากขึ้นเพื่อดำรงชีวิต

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในปัจจุบันไม่ว่าจะเล็ก หรือใหญ่ ล้วนจำเป็นต้องเข้าใจถึงความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้อง การให้ธุรกิจปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ และบรรทัดฐานของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะคงอยู่อย่างถาวร ถึงแม้ว่าการแพร่ ระบาดจะจบลง

โดย 80% ของผู้บริโภคชาวไทยกล่าวว่า พวกเขาจะเลือกซื้อสินค้าหรือภักดีต่อร้านค้าปลีกที่มีช่องทางการชำระ เงินที่หลากหลาย ซึ่งเป็นไปในลักษณะเดียวกันสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก โดยที่ผู้ประกอบการชาวไทยกว่า 84% กล่าวว่า พวกเขาจะซื้อสินค้าจากธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้นหากธุรกิจเหล่านั้นเพิ่มช่องทางในการชำระเงินให้มากขึ้น

นอกจากนี้ 86% ของผู้บริโภคชาวไทยยอมรับว่าตอนนี้พวกเขาเลือกที่จะซื้อสินค้าจากร้านค้าที่มีทั้งหน้าร้านและ ร้านออนไลน์ อีก 84% อยากซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกที่รับชำระเงินด้วยวิธีการใหม่ๆ และ 59% เลือกที่จะหลีกเลี่ยงร้านค้า ที่ไม่มีช่องทางการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์

ธุรกิจเอสเอ็มอี คือกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ในปี 2561 จำนวนของธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศไทยคิดเป็น ถึง 99.8% ของบริษัททั้งหมด และคิดเป็น 86% ของการว่าจ้างทั้งหมด ด้วยผลกระทบ และมูลค่าอันมหาศาลของธุรกิจ เอสเอ็มอีจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการทำให้เอสเอ็มอีกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล

“ในก้าวแรกของธุรกิจเหล่านี้ จำเป็นต้องเสนอตัวเลือกการชำระเงินรูปแบบต่างๆ ที่ง่ายต่อการใช้งาน และ สามารถใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมงให้กับลูกค้า เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ ตลอดจน ขยายฐานลูกค้าให้เพิ่มขึ้นได้ สำหรับมาสเตอร์การ์ด เรามุ่งมั่นที่จะทำให้การชำระเงินทุกรูปแบบสามารถรับรองการขยาย ของระบบนิเวศดิจิทัลที่เหมาะกับคนทุกคน” ไอลีน กล่าว

บัตรเครดิต

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.