20,422
VIEWS

Torpenguin - ผู้ชายขายบริการ “ปัญหาใหญ่ของร้านอาหาร คือเจ้าของร้านคิดว่าต้องทำเองทั้งหมด”

Jul 30, 2021 S.Vutikorn

หลายคนอาจจะคุ้นชื่อของคุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี มาจาก Penguin Eat Shabu เชนร้านอาหารขนานเล็กแต่มักจะมีลูกเล่นทางการตลาดที่แพรวพราวออกมาให้เราเห็นอยู่เสมอ

ช่วงที่ประเทศไทยถูกล็อกดาวน์เพราะ COVID-19 ในปีที่แล้ว Penguin Eat Shabu จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่ตลาด Food Delivery ทั้งๆ ที่โปรดักต์ของตัวเองไม่เหมาะที่จะทำ Delivery แต่คุณธนพงศ์ หรือที่คนส่วนใหญเรียกว่าต่อ Penguin ก็สร้างปรากฏการณ์ด้วยการออกแคมเปญสั่งชาบูแถมหม้อที่สามารถขายได้ถึง 1,300 ออร์เดอร์ใน 1 นาทีมาแล้ว

ด้วยการที่ Penguin Eat Shabu เริ่มต้นจากการเป็นสตาร์ทอัพร้านอาหารขนาดเล็กที่ปลุกปั้นมากับมือ ทำให้คุณธนพงศ์เข้าใจปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในธุรกิจร้านอาหารเป็นอย่างดี ในระยะหลังเราจึงเห็นคุณธนพงศ์ออกมาให้ความรู้กับคนที่อยู่ในแวดวงร้านอาหารผ่านเพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการ มากขึ้น

คุณธนพงศ์เองก็ยอมรับว่าทุกวันนี้เขาใช้เวลากว่าครึ่งไปกับการสร้าง Community ของผู้ประกอบการร้านอาหาร เพราะหวังว่าความรู้ ประสบการณ์และคอนเน็คชั่นที่เขามีจะสามารถช่วยประคับประคอง SME ในธุรกิจร้านอาหารให้แข็งแรงกว่าที่เป็นอยู่เดิม

บทบาทใหม่ของ คุณธนพงศ์ วงศ์ชินศรี เจ้าของเพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการ และผู้ก่อตั้งบริษัท เพนกวินเอ็กซ์ จำกัดในวันนี้จึงมีความน่าสนใจไม่แพ้กับบทบาทของเจ้าของร้านอาหาร Penguin Eat Shabu แม้แต่น้อย

ช่วงจังหวะที่ทีมงานสัมภาษณ์คุณธนพงศ์นั้นเป็นช่วงที่การระบาดระลอก 3 กำลังเริ่มต้นพอดี จนทำให้ต้องเปลี่ยนแผนจากการนัดสัมภาษณ์เป็นการคุยออนไลน์ ทีมงานจึงเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยการให้คุณธนพงศ์ มองปัญหาและความแตกต่างในการรับมือกับการระบาดครั้งใหม่ในธุรกิจร้านอาหารให้ฟัง

คุณธนพงศ์ อธิบายว่าเวฟ 1 2 และ 3 มีความแตกกต่างกันในรายละเอียดหลายด้าน เริ่มจากเวฟแรกทางภาครัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์ ทำให้ควบคุมโรคได้เร็ว แต่ร้านอาหารต้องปรับตัวอย่างหนัก ซึ่งยังโชคดีที่มี Food Delivery เข้ามาช่วยต่อลมหายใจได้ในระยะหนึ่ง

“รอบแรกเราเจอปิดเมืองทำให้ทุกคนแห่มาทำ Food Delivery พอมารอบ 2 นี่เราไม่ได้ปิดเมืองลูกค้าสามารถไปนั่งทานในร้านได้ แต่ลูกค้าก็มานั่งกินในร้านน้อยลง ทำให้ยอดขายเราตกลง จริงๆ ชาบูไม่ค่อยเหมาะกับ Food Delivery อยู่แล้ว คนก็จะสั่งค่อนข้างน้อย แต่รอบ 2, 3 ไม่ได้มีมาตรการช่วยเหลืออะไรออกมาจากทางภาครัฐ หรือแม้แต่ทางศูนย์การค้าเองก็ไม่มีการลดราคาลงมาเหมือนการระบาดรอบแรก ยังคงเก็บค่าเช่าเต็มจำนวนเลยทำให้ Fixed Cost เราเยอะ เรียกว่าหนักเลย”

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้คนกลับมารับประทานอาหารที่ร้านน้อยลง ต่อ Penguin มองว่ามีเหตุผลมาจาก 3 ปัจจัยหลักคือ

1. คนยังกังวลเรื่องการระบาดของ COVID-19 อยู่

2. เงินในกระเป๋าของผู้บริโภคมีน้อยลง หลายคนกังวลว่าปัญหานี้จะลากยาวก็เริ่มประหยัดขึ้น ประกอบกับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจทำให้หลายองค์กรเริ่มลดคนหรือตัดเงินเดือน ซึ่งส่งผลกับกำลังซื้อในประเทศพอสมควร

3. ปัญหากระแสเงินสดในร้านที่มีไม่เท่ากับการระบาดรอบแรก และพลังของแต่ละร้านในการทำการตลาดในการคิดอะไรใหม่ๆ ก็ไม่มีกำลังจะคิดได้เท่าการระบาดรอบแรก พอเริ่มเหนื่อยหน่ายกับปัญหาที่ต้องเจอจึงกลายเป็นว่าหลายร้านทำแค่ประคองธุรกิจไป

“ตั้งแต่เวฟ 2 ยังเป็นเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าพอทางภาครัฐเริ่มคุมโรคได้ดีขึ้นก็เริ่มมีความหวังออกมา ความมั่นใจก็เริ่มกลับมานิดนึง เราเริ่มเห็นยอดขายที่เป็นขาขึ้นมาบ้าง แล้วก็มาวีคนี้ที่กลับมาร่วงอย่างหนักเหมือนเดิม

ปัญหานี้ร้านอาหารเกือบทั้งหมดได้รับผลกระทบยกเว้นสตรีทฟู้ด เพราะกำลังซื้อคนน้อยลงแต่ว่าคนยังต้องกินอาหารนอกบ้านอยู่ สตรีทฟู้ดจึงกลายมาเป็นทางเลือกและได้อานิสงส์จากตรงนี้ สตรีทฟู้ดสามารถทำ Food Delivery ได้ง่ายจึงมียอดตรงนี้ที่เข้ามาช่วยเหลือมากขึ้น อีกเรื่องนึงก็คือร้านเหล่านี้ได้รับความช่วยเหลือจากมาตรการของรัฐทั้งเราชนะ, คนละครึ่ง หรือม.33 เรารักกัน”

ถึงตรงนี้ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า จากนี้ไปแนวทางในการขยายธุรกิจของร้าน Penguin Eat Shabu จะเป็นอย่างไร

“จากที่คุยด้วยกันเอง ศูนย์การค้าเริ่มไม่ตอบโจทย์ในประเด็นแรก คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จริงๆ COVID-19 รอบ 2 ที่เราเห็นสาขาที่อยู่นอกห้างยังพอไปได้ แต่สาขาที่อยู่ในห้างคนน้อยลงเยอะ แต่ว่าค่าเช่าไม่ได้ลดลงและมีแต่ที่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ Gab ค่าเช่าในห้างนอกห้างในขนาดพื้นที่เดียวกันอาจจะต่างกันถึง 3-4  เท่า ผู้ประกอบการก็เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเสียตังค์ค่าเช่าแพงกว่าเพื่อไปอยู่ในทำเลที่ไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่ก็เลยเริ่มมอกหาสถานที่นอกห้างมากขึ้น เราจึงเริ่มเห็นเชนร้านอาหาร ช่วงที่ผ่านมาแตกแบรนด์ไปอยู่นอกห้างมากขึ้น

Penguin Eat Shabu ก็เริ่มมมองรูปแบบนี้ในอนาคตบ้างแล้ว แต่ว่าช่วงนี้การขยายสาขายังไม่ต้องพูดถึงแค่ประคองสาขาที่มีอยู่ให้ได้ก่อน เผลอๆ ถ้าสาขาไหนที่มันดูแล้วกระทบยาวหรือว่าลูกค้าไม่กลับมาแน่ๆ เราอาจจะต้องตัดสินใจปิดสาขาด้วยซ้ำ ตอนนี้เรามี 8 สาขา ในห้างจริงๆ 5 สาขา นอกห้าง 3 สาขาตัวเลขนอกห้างขายดีกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า”

ขยับมาที่ประเด็นการเปิดเพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการ คุณธนพงศ์ เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า Penguin Eat Shabu เป็นร้านอาหารขนาดเล็กมาก่อน สิ่งที่ตัวเองต้องเจอตอนทำร้านยุคแรกๆ คือไม่มีอำนาจการต่อรองกับซัพพลายเออร์ซึ่งเป็นปัญหาส่วนใหญ่ที่ผู้ประกอบการขนาดเล็กต้องเจอ

“ร้านเล็กเกือบทั้งหมดไม่มีอำนาจต่อรอง ไม่มี Know How การบริหารจัดการ ไม่มีทีมงานมืออาชีพ ไม่มีเงินทุน เรียกว่าไม่มีอะไรที่สู้แบรนด์ใหญ่ได้เลย ยิ่งเจอสถานการณ์ที่ไม่ดีแบรนด์ใหญ่ก็ช้อนซื้อแบรนด์เล็ก และแบรนด์ใหญ่ก็ขยายสาขามาสู้กับแบรนด์เล็กนอกห้างมากขึ้น กลายเป็นว่าถ้าเราอยู่เฉยๆ เราจะค่อยๆ ตายโดยแบรนด์ใหญ่

เราก็เลยคิดว่าถ้าเราไม่ทำอะไรมันก็จะทำให้อีกหน่อยตลาดร้านอาหารจะไม่ใช่ที่สำหรับ SME อีกต่อไป มันเลยเป็นความตั้งใจของผมที่ทำมา 3-4 ปีแล้ว ที่พยายามออกไปช่วยเหลือ SME ออกไปให้ความรู้ที่เราพอช่วยได้ จนสุดท้ายเรามาทำเพจที่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้ร้านอาหารอย่างเดียวเลย”

คุณธนพงศ์ อธิบายความคืบหน้าในการทำงานให้ฟังว่าพอผู้ประกอบการเริ่มมีประสบการณ์ มีไอเดียทางการตลาดมากขึ้น แต่ปัญหาในเรื่องของอำนาจการต่อรองยังคงไม่หมดไป จึงมองว่าลำพังการให้ความรู้อย่างเดียวทางออนไลน์ หรือในงานสัมมนาคงไม่พอ แต่ทางออกของปัญหานี้อยู่ที่การสร้างชุมชนหรือ Community ขึ้นมา

“การสร้าง Community จะช่วยลดปัญหานี้ได้ COVID-19 รอบแรก รอบ 2 หลายร้านรอดมาได้เพราะสิ่งเหล่านี้ ช่วงที่ระบาดหนักๆ ร้านนี้ขายไม่ดีก็รับเมนูอีกร้านไปช่วยขาย แล้วก็แบ่ง GP กัน บางคนก็เอาเมนูเด่นๆ ของแต่ละร้านมารวมกันแล้วเปิดร้านค้าออนไลน์ ทุกคนเริ่มแชร์ซัพพลายเออร์กัน เอายอดที่มากขึ้นไปต่อรองกับซัพพลายเออร์ ตัวอย่าง เช่น เครื่องล้างจานถ้าร้านค้าซื้อสาขาเดียวจะมีค่าน้ำยาด้วย และราคาจะเป็นอีกเรทเราใช้วิธีให้คนไปรวมตัวกันให้ครบ 10 ร้านค้าแล้วเราไปช่วยต่อรองให้ได้ราคาที่ดีกว่าซื้อเครื่องเดียว แถมยังได้ค่าน้ำยาฟรี ซึ่งก็ประหยัดเงินไป 3,000-4,000 ต่อเดือน หรือเราไปติดต่อบล็อกเกอร์ให้ ปกติเขาคิดค่ารีวิวร้านละ 10,000 บาท เราก็คุยให้ว่าถ้ามี 10 ร้านรวมตัวกัน เราขอ 6,000 ได้ไหม เขาก็ยอม”

คุณธนพงศ์ กล่าวว่าที่ผ่านมา ก็มีการเดินสายไปให้ความรู้ในต่างจังหวัดเมื่อมีโอกาส เพราะร้านอาหารในต่างจังหวัดก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับในกรุงเทพฯ ซึ่งทางทีมงานเองได้มีการวางแผนก่อนการระบาดครั้งใหม่ไว้ว่าจะมีการเดินสายไปให้ความรู้อีกอย่างน้อย 10 จังหวัด

ปัจจุบันเพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการมีจำนวนผู้ติดตามอยู่ประมาณ 200,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่อยู่ในวงการร้านอาหารประมาณ 60% ที่เหลือก็เป็นคนทำธุรกิจทั่วไป และคนที่อยากจะเข้ามาในธุรกิจนี้ ซึ่งถือว่าเป็นชุมชนที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

จุดแข็งของเพจนี้ก็คือ สามารถเชื่อมโยงคนที่มีความสามารถในการบริหารร้านอาหารผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาแชร์ประสบการณ์เป็นจำนวนมาก ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่

“ที่ผ่านมาเราได้ผู้บริหารร้านดังๆ อาทิ Copper Buffet, Maguro, Momo Paradise, Au Bon Pain, สุกี้เรือนเพชร, เอี่ยวไถ่สุกี้ ฯลฯ มาถ่ายทอดความรู้ เชนร้านอาหารขนาดใหญ่ไม่ได้มองเราเป็นคู่แข่งเสมอไป กลุ่มหนึ่งเขาก็มองว่า SME รายเล็กๆ สามารถปรับตัวได้ดีกว่าเขา เพราะว่าความคล่องตัว เขาก็อยากจะมาเรียนรู้กับเราเหมือนกัน อยากรู้ว่าเราคิดแคมเปญอย่างไร เขาจะได้ Know How บางอย่างไป แต่เขาก็มาแชร์ประสบการณ์การขยายธุรกิจ เหมือนแลกกัน เราคาดการณ์ว่าปีนี้จะเห็นภาพการรวมตัวมากขึ้นแต่ว่าดันมาเจอการระบาดรอบใหม่เสียก่อน”

จากการที่มีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีกับผู้ประกอบการร้านอาหารมาพักใหญ่ คุณธนพงศ์ กล่าวว่าปัญหาใหญ่ของ SME ร้านอาหารของไทยคือ เรื่อง Mindset การบริหารการจัดการ ที่ว่าเจ้าของร้านส่วนใหญ่มักจะคิดว่าต้องลงมือเองทั้งหมด จนกลายเป็นว่าหมดเวลาไปดูภาพเล็กจนลืมดูภาพใหญ่

“เขาไม่ได้มองภาพใหญ่เป็นหลัก ว่าจริงๆ ทำธุรกิจปัจจัยคืออะไร โครงสรางต้นทุนคืออะไร วิธีการทำตลาดเชิงรุกคืออะไร หลายคนยังยึดติดกับการทำตลาดแบบเดิมๆ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องพวกนี้มากกว่า ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นปัจจัยภายนอก รชาติอาหารของแต่ละคนอาจจไม่เหมือนกัน กลุ่มลูกค้าอาจจะไม่เหมือนกัน ทำเลไม่เหมือนกัน กำลังทุนที่มีไม่เท่ากัน แต่ทุกคนสามารถมี Mindset การทำธุรกิจที่ดีเหมือนกันได้”

ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานว่า 70% ของร้านอาหารที่เปิดใหม่ไม่สามารถอยู่รอดได้ในปีแรก และ 2 ใน 3 ของร้านที่อยู่รอดก็อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี นั่นหมายความว่าร้านอาหารที่จะอยู่รอดเกิน 3 ปีมีสัดส่วนแค่ 10% เท่านั้น

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้คุณธนพงศ์ตั้งใจจะขยายชุมชนออกไปยังส่วนที่เป็น Offline ด้วยการออกหนังสือที่ให้ความรู้กับผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยในปีที่ผ่านมาทางเพจได้มีการออกพ๊อคเกตบุ๊คมาแล้ว 2 เล่มคือ Restaurant Bible คัมภีร์เริ่มต้นธุรกิจร้านอาหาร ที่สอนวิธีการเปิดร้านอาหาร เลือกทำเล การคิดต้นทุนเมนู เราขายไปเกือบหมื่นเล่ม และ Restaurant 101 บริหารร้านอาหารอย่างมืออาชีพ ที่เน้นสอนเรื่องการบริหารจัดการหลังเปิดร้าน

“เล่มที่ 3 ที่จะวางแผงคือ Food Delivery 101 คัมภีร์บริหารจัดการการส่งอาหารโดยตรง เพราะมันเป็นทางรอดทางเดียวเลยจริงๆ ในตอนนี้ สิ่งที่เราเจอคือ ข้อมูลเรื่องนี้หาออนไลน์ไม่ค่อยได้และเชนใหญ่ก็ไม่ค่อยบอกเรื่องนี้ แต่อาศัยว่าเรามีคอนเน็คชั่นที่เราพอดึงความรู้มาได้ เราเป็นเหมือนสะพานที่ทำให้ความรู้ถูกกระจายต่อ ถือเป็นอีกช่องทางการหาความรู้ เพราะว่าออนไลน์ไม่สามารถเจาะลึกลงไปได้ แต่ว่าหนังสื่อ 400 หน้าสามารถเจาะลึกลงไปได้เลย และเขากลับมาย้อนดูเมื่อไหรก็ได้

ส่วนเล่มที่ 4 เราวางแผนจะทำเรื่อง Café Startup เน้นสอนการทำธุรกิจร้านกาแฟและคาเฟ่ต์ เพราะผลวิจัยของวงในปีนี้พบว่า ร้านค้าที่เปิดสูงสุดในช่วง COVID-19 ผ่านมา คือร้านกาแฟ เพราะหลายคนที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ออกมาเปิดร้านกาแฟกัน แล้วเรารู้สึกว่าหลายคนเก็บเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตมาเปิดร้านกาแฟโดยที่เขาไม่มีความรู้ ก็มีโอกาสที่จะไม่ประสบความสำเร็จสูงมากจึงอยากจะรวบรวมความรู้พวกนี้แล้วมาออกเป็นหนังสือ”

ทุกวันนี้เพจ Torpenguin – ผู้ชายขายบริการ มีพนักงานประจำทั้งสิ้น 6 คน คอยทำหน้าที่ผลิตคอนเทนต์ป้อนให้กับเพจ รวมถึงรับผิดชอบจัดงานสัมมนาที่มีความถี่เพิ่มมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

“ถามว่าบริหารตัวเองอย่างไร เอาจริงๆ ปี 2 ปีที่ผ่านมางานเพจหรือว่างานช่วยเหลือคนน่าจะเป็นซัก 60-70% ของชีวิตแล้ว มันกลายเป็นเป้าหมายใหญ่ในชีวิตของเรา ผมแค่รู้สึกว่าเราทำธุรกิจถ้าเรารวยเราก็รวยคนเดียว และผมก็ไม่อยากเป็นร้านอาหารที่รวยขนาดนั้น พอวันนึงเราเจอว่าเราช่วยคนอื่นได้เราก็เลยอยากไปทางนั้น ที่ผ่านมาผมใช้เงินทุนส่วนตัวการทำงานไม่ได้เกี่ยงข้องกับทางร้านอาหาร แยกกันเด็ดขาด ผมเคยไม่เอาโปรโมชั่นร้านมาลงที่เพจไม่เช่นนั้นคนจะเข้าใจผิด จะมีก็แค่เอาเคสการตลาดของทางร้านมาแชร์ประสบการณ์

ตอนนี้เราเริ่มเห็น Business Model ที่สามารถทำรายได้จากตรงนี้ ตอนนี้เพจของเราก็เริ่มมีโฆษณาเข้ามา เริ่มมีกำไรบ้างแล้ว และเรากำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารโดยที่เราก็มีรายได้ด้วย ผมกำลังทำ E-Learning Platform เกี่ยวกับธุรกิจร้านอาหาร ที่คนทำร้านอาหารสามารถเข้ามาหาความรู้ทางช่องทางออนไลน์ได้ในราคาที่ถูกมากๆ เราคาดหวังว่าเดือนหนึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 500 บาท คุณจะเรียนรู้การนับสต๊อก การจัดการบัญชี การทำตลาดออนไลน์ เฉพาะธุรกิจร้านอาหารเลย นี่คือโมเดลที่เราวางไว้แล้วเรากำลังพัฒนาอยู่ อีกโครงการที่เรากำลังพัฒนาอยู่ คือเรากำลังรวบรวมซัพพลายเออร์ทั้งประเทศไทยมาอยู่ในแพลตฟอร์มของเรา เหมือนเป็นสมุดหน้าเหลืองสำหรับร้านอาหาร คนจะเปิดร้านอาหาร ไม่รู้ว่าจะใช้บริษัทออกแบบที่ไหน บริษัทก่อสร้างที่ไหน ซัพพลายเออร์ที่ไหน ซื้อจานชามที่ไหน คุณเข้ามาดูที่เราได้เลย โดยเราจะได้รายได้จากสปอนเซอร์”

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายในระยะยาว คุณธนพงศ์ กล่าววว่า บริษัทวางเป้าหมายจะเป็น Media Food Business ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีงานอีเวนท์ทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ที่เกี่ยวกับร้านอาหารทั้งหมด

“เราอยากมีงานแฟร์ของเราเอง เราเคยทดลองจัดงานเล็กๆ มาแล้ว ผลตอบรับถือว่าดีมาก เพราะอย่างที่บอกว่าพอ Community แข็งแรง เราสามารถทำอะไรต่อยอดไปได้มาก เราจะเป็นลมใต้ปีกให้ร้านอาหาร SME เราวางแผนไปไกลขนาดที่ว่าเราจะทำโรงเรียนสอนการเป็นผู้จัดการร้านอาหาร เพราะปัญหาของร้านอาหาร คือการไม่มีผู้จัดการร้านที่ดี เราอยากจะเป็นสถาบันผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งประเทศไทยนี่คือความฝันของเราในอีก 5 ปี

วันหนึ่งเราจะกลายเป็นซัพพลายเออร์ แต่เป็นซัพที่เอาเทคโนโลยีมาช่วยร้านอาหาร เราจะมีสินค้าของตัวเอง พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะเปลี่ยนตัวเองจาก B2C เป็น B2B โดยเน้นพวกอุปกรณ์บางอย่างที่หาซื้อยากๆ อะไรที่พาร์ทเนอร์เราทำดีอยู่แล้ว เช่น ระบบ POS คอนเซ็ปต์บริษัทที่เราตั้งขึ้นมาก็คือ เพนกวิน เอ็กซ์ คือเราจะไปร่วมมือกับทุกคนให้ธุรกิจทวีคูณขึ้น แข็งแรงขึ้น โดยที่เราจะไม่ทำธุรกิจแข่งกัน เป้าหมายของเราคือต้องการลดตัวเลขการเจ๊งของร้านอาหาร เราไม่สามารถการันตีได้ว่าร้านที่มาเรียนกับเราจะสำเร็จ เพราะการทำธุรกิจมันมีหลายปัจจัย แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็หวังว่าตัวเลขมันน่าจะลดลง ถ้าทำได้ตรงนี้ก็ถือว่าแฮปปี้แล้ว”

ถ้าดูจากสถิติตัวเลขของผู้ประกอบการร้านอาหารที่เข้ามาเป็นเครื่อข่ายและทำงานด้วยกันแบบใกล้ชิด จะพบว่าในช่วงที่ผ่านมาจากตัวเลขของผู้ประกอบการกว่า 200 ธุรกิจ มีร้านที่ไปไม่ถึงฝั่งฝันประมาณ 7-8 ร้านเท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก และเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจเล็กๆ ของคุณธนพงศ์

“ที่ผ่านมาเราเข้าไปปลดล็อกเรื่องวิธีคิดวิธีการจัดการมากที่สุด อย่างน้องคนนึงเปิดร้านอยู่ที่เชียงใหม่ ขายได้เดือนละล้านกว่าบาท แต่ว่ากำไรเขาไปหายจากการที่เขาไม่จัดการสต๊อกให้ดี ทำให้เขาต้องเอาตัวเองไปดูแลร้านในครัวตลอดเวลา เราก็สอนว่าจริงๆ สามารถวางระบบร้านทำให้มีเวลาไปจัดการอย่างอื่นได้มากขึ้น เขาก็ค่อยๆ เอาระบบเข้ามาจัดการ ก็มีกำไรมากขึ้น เขาเอาเวลาไปเรียนรู้เรื่องการตลาดออนไลน์ เราก็เอาคนไปสอนเรื่องการตลาดออนไลน์มากขึ้น”

จากประสบการณ์ในการเข้าไปให้ความรู้ คุณธนพงศ์อธิบายว่าปัญหาของผู้ประกอบการร้านอาหารในกรุงเทพฯกับต่างจังหวัดนั้นมีบางอย่างที่แตกต่างกัน คือ เจ้าของร้านในต่างจังหวัดส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่อง Mindset เจ้าของยังทำธุรกิจแบบเดิมๆ แต่ข้อดีของร้านอาหารในต่างจังหวัดคือ Fixed Cost ต่ำเลยยังไปได้อยู่

ส่วนปัญหาของผู้ประกอบการกรุงเทพฯ คือเจ้าของกิจการมีความคิดอะไรใหม่ๆ เพียงแต่ Fixed Cost สูงทำให้การแข่งขันยากกว่าต่างจังหวัด

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า การออกมาทำเพจให้ความรู้แบบนี้ เคยเจอข้อความที่บั่นทอนจิตใจบ้างหรือไม่ และบริหารจิตใจให้ผ่านมาได้อย่างไร

“มีตั้งแต่วันแรกๆ เลย ตั้งแต่แบบว่าแบรนด์ใหญ่ๆ เขายังไม่มาสอนกันเลย แบรนด์คุณเล็กแค่นี้ถือดียังไงมาสอนคน หรือบางคนก็บอกว่าสุดท้ายคุณอยากเป็นโค้ชออนไลน์ใช่ไหม? ธุรกิจขายไม่ดีแล้วเลยจะออกมาทำอะไรแบบนี้ใช่ไหม? บางคนก็จะบอกว่าไปทำร้านตัวเองให้ดีก่อนแล้วค่อยมาสอนคนอื่น คือโดนหมดเลย ถามว่ากระทบจิตใจไหมก็กระทบพอสมควร แต่สุดท้ายเราก็มานั่งคิดว่าถ้าดูคอมเม้นต์ในเชิงบวกมันอาจจะมี 99% แล้วทำไมเราต้องมาแคร์คอมเม้นต์ในเชิงลบนิดเดียว ในเมื่อคนที่ได้ประโยชน์ยังมีอีกเยอะมาก

มีครั้งนึงที่ทำให้เรายังยึดมั่นและทำต่อเนี่ย เมื่อตอนที่ผมเริ่มทำเพจใหม่ๆ เราไปบรรยายงานในงานของภาครัฐที่รวมตัวผู้ประกอบการที่กำลังมีปัญหาทางธุรกิจ เราบอกไปว่าจริงๆ Penguin Eat Shabu ก็เจ๊งไปเป็น10 ล้านแต่เราสู้ต่อ และอยากช่วยทุกคนให้สู้ต่อได้ หลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์มีคนฟัง Inbox มาบอกว่าเขาคือคนที่เข้าไปฟังในวันนั้น และขอบคุณที่เราไปแชร์ความรู้ เพราะว่าจริงๆ เขาตัดสินใจอยากจะฆ่าตัวตายแล้ว เพราะล้มหมดทุกอย่าง แต่พอเขาฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่เขาคนเดียวที่เจอ แล้วเรายังผ่านมาได้เลย เขาตัดสินใจว่าจะสู้ต่อ และขอให้เราอย่าหยุดทำสิ่งนี้ เพราะว่าเราเสียเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่มันอาจจะเปลี่ยนชีวิตหรือครอบครัวใครบางคนได้ มันทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความหมายต่อคนอื่น เป็นความรู้สึกที่ว่าเงินซื้อไม่ได้จริงๆ มันทำให้เรายังยึดมั่นและทำมันมาเรื่อยๆ”

ร้านอาหารและเครื่องดื่ม

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.