3,177
VIEWS

ธนพล ธรรพสิทธิ์ กับบทเรียนของ“ซีอาร์จี” ทำดิลิเวอรี่อย่างไรให้ปัง!!!!

Aug 18, 2021 R.Somboon

ความน่าสนใจของการนำ “ดิลิเวอรี่” เข้ามาใช้ในการเป็นช่องทางขายสำคัญของร้านอาหารในกลุ่ม Thai & Chinese Cuisine ของบริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือซีอาร์จีนั้น ไม่ใช่อยู่แค่การเข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนยอดขายในภาวะการระบาดของโควิด –19 เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการในภาพรวมที่เข้ามาช่วยเพิ่มแรงส่งในการสร้างการเติบโตของธุรกิจในกลุ่มนี้ที่มีแบรนด์ร้านอาหารที่ประกอบไปด้วย ไทยเทอเรส อร่อยดี เกาลูน โตเกียว โบวล์ และส้มตำนัว ที่ในปีนี้น่าจะบรรลุเป้าหมายการทำยอดขายรวมที่ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นจาก 270 ล้านบาทที่ทำได้ในปี 2563 ที่ผ่านมา

ธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่ม Thai & Chinese Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า ผลจากการล็อกดาวน์ ทำให้สัดส่วนการขายแบบดิลิเวอรี่โดยเฉพาะร้านอร่อยดีเพิ่มขึ้นเป็น 80% ซึ่งแม้จะมีการมองว่าหลังการคลายล็อกดาวน์แล้ว ลูกค้าอาจจะกลับมานั่งทานในร้านโดยเฉพาะร้านที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น แต่รูปแบบการสั่งอาหารผ่านดิลิเวอรี่ก็กลายเป็นพฤติกรรมที่คนไทยคุ้นเคยไปแล้ว และยังน่าจะมีเทรนด์การเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เขาบอกว่า ต้องมีการปรับความคล่องตัวเพื่อให้รับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ให้ได้ โดยนอกจากเรื่องของการปรับเมนูให้สอดคล้องกับรูปแบบของการขายผ่านช่องทางดิลิเวอรี่แล้ว การเลือกวัตถุดิบที่จะมาทำอาหารก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่างเรื่องของข้าวที่เรามีการศึกษาและคัดเลือกให้เหมาะกับพฤติกรรมการบริโภคที่ลูกค้ามักจะเอาเข้าไมโครเวฟ จึงต้องเลือกข้าว หรือแพ็กเกจจิ้งที่เหมาะสมกับรูปแบบการบริโภคของลูกค้าด้วย

“การเพิ่มโอกาสในการขายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อย่างการเพิ่มร้านอาหารทั้งในเครือและร้านพันธมิตรเข้าไปในแอปฟู้ดดิลิเวอรี่ของร้านอร่อยดี ที่มีการวมเมนูจากร้านโจ๊กกองปราบ หมูทอดเจ๊เกียง และร้านโตเกียว โบวล์ เข้าด้วยกันเพื่อรับกับพฤติกรรมการสั่งอาหารของคนไทยที่สั่งวันละ 3 – 4 ครั้ง ทำให้มีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น”

 

ก่อนหน้านั้น ซีอาร์จี มีการพัฒนารูปแบบครัวที่เป็นคลาวด์ คิทเช่น ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่เป็นครัวกลางในการป้อนให้กับดิลิเวอรี่ โดยนอกจากร้านอาหารในเครือแล้ว ยังมีการร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อช่วยกันเพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ซีอาร์จีมีแผนที่จะหาพื้นที่ใหม่ๆ เพื่อเปิดคลาวด์คิชเช่นเพิ่มขึ้น ซึ่งการเปิดคลาวด์คิชเช่นในอนาคต ธนพล คิดดีไซน์ไว้ 2 รูปแบบคือ รูปแบบเป็นคาราโอเกะโมเดล เป็นห้องๆ แบรนด์ใครแบรนด์มัน และมีจุดล้างจุดเดียว และมิกซ์ยูสโมเดล คล้ายๆ กับคอฟฟี่ช้อปในโรงแรม ที่มีเมนูหลากหลาย แต่ทำจากคนครัวไม่กี่คน

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการใช้โมเดลในการขยายสาขาในรูปแบบของคีออสที่ทำให้สามารถขยายเข้าไปยังพื้นที่ชุมชนมากขึ้น โดยรูปแบบของการขยายสาขาแบบคีออสนี้ ยังเป็น 1 ในกลยุทธ์การขยายสาขาสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาซีอาร์จี ขยายสาขาของร้านอาหารจีนเกาลูนในรูปแบบของคีออสตั้งแต่ปี 2563 ได้ผลออกมาค่อนข้างดี ปัจจุบันมีสาขาในรูปแบบที่ว่านี้อยู่ 10 สาขา มีแผนที่จะเปิดเพิ่มอีก 15 สาขา เนื่องจากเป็นรูปแบบการขยายสาขาที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างต่ำคือเฉลี่ย 2 แสนบาท ต่างจากการเปิดร้านที่มีต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 2 ล้านบาท

สำหรับจำนวนสาขา ปัจจุบันมีทั้งสิ้น  67 สาขา ทุกสาขาตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร  แบ่งเป็น แบรนด์ไทยเทอเรส มีจำนวน  17 สาขา  อร่อยดี  33 สาขา  เกาลูน  10 สาขา ส้มตำนัว  7 สาขา นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ โตเกียว โบวล์  (Tokyo Bowl) ซึ่งเป็น Virtual Brand อีก 50 สาขา

นอกจากการพัฒนาระบบหลังบ้าน และเพิ่มขีดความสามารถในแนวรุกของตลาดออนไลน์แล้ว อีกอาวุธสำคัญในช่วงครึ่งปีหลังมาจากแบรนด์ใหม่ล่าสุด “ส้มตำนัว” ที่จะเข้ามาเสริมทัพแบรนด์ในกลุ่มและขยายฐานลูกค้าให้หลากหลาย โดยเน้นสัดส่วนการขายในช่องทางดิลิเวอรี่เป็นหลัก

 

“ดิลิเวอรี่จะเติบโตอย่างมากต่อจากนี้ โดยเป็นการโตได้มากเป็นเท่าตัว ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการปรับตัว และการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ๆ เช่น Fantastic 4 การสั่งอาหารที่ทำได้ครบจบในแอปเดียวแบบ 4 in 1 โดยสามารถเลือกช้อปสุดยอด 50 เมนูฮอตจาก 4 ร้านดัง อร่อยดี, Tokyo Bowl รวมเมนูเด็ดข้าวหน้าสไตล์ญี่ปุ่น, เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ และเจ๊เกียงหมูทอด ข้าวเหนียวนุ่มได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว”

ส่วนการบริหารพื้นที่ขายในร้านให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้น จะมีการทำ Asset Utilization เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ จากเดิมที่ร้านแต่ละสาขามีพื้นที่ให้นั่งทานในร้าน เมื่อติดล็อกดาวน์ไม่สามารถนั่งทานในร้านได้ ก็มีการนำพื้นที่ในส่วนดังกล่าวมาให้แบรนด์อื่นๆ เข้ามาแชร์พื้นที่ในร้าน หรืออาจจะนำพื้นที่บางส่วนไปทำเป็นพื้นที่จัดเตรียมอาหาร เพื่อทำให้การบริการพื้นที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด

เช่นเดียวกับเรื่องของการบริหารจัดการคนที่ต้องทำให้เป็น Multi Function Skill ที่พร้อมจะทำงานได้ทุกรูปแบบ อย่างพนักงานต้อนรับ หรือพนักงานเสิร์ฟที่เมื่อร้านไม่สามารถเปิดได้ อาจจะเข้าไปช่วยงานในครัว รวมถึงมีโอกาสในการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นเชฟในอนาคตอีกด้วย

“เราจะให้ความสำคัญกับการใช้ดาต้าเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนในการทำตลาด จากข้อมูลที่มีอยู่ พบว่าคนที่สั่งดิลิเวอรี่80% จเป็นผู้หญิง โดยเราจะนำข้อมูลที่ได้มาเข้ามาเป็นตัวช่วยในการพัฒนารูปแบบการทำตลาด ตลอดจนพัฒนาเมนูให้ตรงกับความต้องการของพวกเขา ส่วนการสื่อสารแบรนด์ เราจะเน้นไปที่ออนไลน์ เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคคนรุ่นใหม่ รับรู้จากสื่อออนไลน์ ดังนั้นการสื่อสารเมนูใหม่ๆ ผ่าน KOLs, Food Influencer มีผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง”

 

CRG

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.