อมาโด้ (Amado) องค์กรแห่งอนาคต ตัวแทนของคนรุ่นใหม่

Sep 14, 2021 -None-

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยแห่งการ Transformation มีองค์กรรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในหลากหลายธุรกิจ ขณะเดียวกันชื่อของ “อมาโด้” (Amado) ก็ก้าวขึ้นสู่องค์กรธุรกิจระดับแถวหน้า ที่ถูกจับตามองมาอย่างต่อเนื่อง จากความสามารถในการเข้ามาดิสรัปท์ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในกลุ่มคอลลาเจน พร้อมการเติบโตแบบก้าวกระโดด และสามารถสร้างรายได้แตะ 2,000 ล้านบาทได้สำเร็จในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี

“อมาโด้” (Amado) ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 จากการมองเห็นโอกาสทางการตลาดของนักธุรกิจรุ่นใหม่อย่าง คุณธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ (เชน-ธนา) โดยวาง Brand Promise ไว้ที่ We Live for Your Health ซึ่งสอดคล้องกับการกำหนด Brand Purpose คือ Vitamin & Supplement’s Expert ที่มุ่งเน้นการค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ดีมีคุณภาพ ด้วยนวัตกรรมใหม่ในระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด 

โดยเป้าหมายระยะสั้นของ “คุณธนาตรัยฉัตร” ในฐานะแม่ทัพใหญ่ของอมาโด้ คือการนำธุรกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ MAI ในช่วงปลายปี 2565 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายสำคัญในระยะยาวกับการมุ่งสู่การเป็นที่ 1 ในวงการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย

 

เริ่มต้นอย่างสตาร์ทอัพ

อมาโด้ ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดผลิตภัณฑ์คอลลาเจนผง  “คอลลิจิ คอลลาเจน”  ที่มีจุดขายในเรื่อง “ชงแล้วใส ไม่ใส่สี ไม่มีน้ำตาล”  พร้อมสร้างเครือข่ายของตัวแทนขายบนช่องทางออนไลน์มาช่วยขยายตลาดจนสามารถก้าวขึ้นเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคได้ในเวลาไม่นาน

อมาโด้ยังสร้างความโดดเด่นด้านการสื่อสารด้วยการทำ Presenter Strategy ผ่านดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง อย่าง “ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับ “คอลลิจิ คอลลาเจน” รุ่นกระป๋องทอง และ “ฮยอนบิน (Hyun Bin)” เมกะสตาร์ระดับเอเชีย  ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของ เอช-คอลลาเจนไตรเปปไทด์ รุ่นกระป๋องแดง

ความสำเร็จของอมาโด้เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ด้วยแนวคิดของการทำธุรกิจยุคใหม่ที่ต้องมีความไดนามิกอยู่ตลอดเวลา โดยในปี 2561 ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกำลังเจอกับวิกฤตความเชื่อมั่นในสินค้ากลุ่มคอลลาเจน ซึ่งอมาโด้แก้ไขสถานการณ์ได้ด้วยการใช้เงินกู้เพียง 20 ล้านบาท ในการสร้างการเติบโตให้กับยอดขายจาก 300 ล้านบาท มาเป็น 690 ล้านบาท ในปี 2562 และพุ่งขึ้นสู่หลัก 2,200 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 24 เดือน นับตั้งแต่เกิดวิกฤต

คุณธนาตรัยฉัตร ภูโชคอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมาโด้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า อมาโด้มีจุดเริ่มต้นจากมุมมองของการเป็นสตาร์ทอัพ และเติบโตในยุคที่ยังไม่มีแพลตฟอร์มสตาร์ทอัพมารองรับการทำงานเมื่อกว่า 8 ปีที่แล้ว ทำให้ทางบริษัทต้องมีการบริหารจัดการแบบ Risk Management ที่ทุกการลงทุนต้องมีความปลอดภัยสูงสุด ต้องลงทุนในแบบถูกที่ถูกเวลา ซึ่งต้องประสบความสำเร็จด้วยความเร็วสูงสุด ลงทุนน้อยสุด และเห็นผลมากที่สุด

ส่งผลให้อมาโด้ประสบความสำเร็จและเติบโตแบบก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง 6 ปีหลังการก่อตั้ง ด้วยมุมมองการดำเนินธุรกิจในสไตล์ขององค์กรยุคใหม่ที่แตกต่างไม่เหมือนองค์กรในยุคก่อนหน้านี้

“สิ่งที่ทำให้อมาโด้แตกต่างจากองค์กรในยุคก่อนๆ เรื่องแรก คือความเร็ว (Fast) เราพยายามลีนบริษัทมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มทำธุรกิจ โดยลดขั้นตอนการบริหารจัดการ เช่น การขออนุมัติจะมีแค่ 2 ชั้น คือ ระดับที่ตัดสินใจได้ และระดับปฏิบัติการ พอเรามีระบบการทำงานที่ค่อนข้างลีน ทำให้เรามีความเร็วมากขึ้น ต่อมาเป็นเรื่องของแนวคิด ก่อนหน้านี้แนวคิดต้องเป็นรูปธรรมจับต้องได้มีความแน่นอนมากๆ แต่วันนี้แนวคิดจะมีความเป็นนามธรรมเข้าไปผสมด้วย เพราะเราขับเคลื่อนด้วย Reach ซึ่ง Reach ของลูกค้าเป็นหัวใจของบริษัทแบบเรา คือการทำออนไลน์

เพราะที่ไหนมี Reach ที่นั่นมีออกซิเจน แต่ Reach ไม่ได้มาแบบลงเงินปุ๊บ Reach มาปั๊บ ก็จะเป็นเรื่องของความเร็วที่เราจะทำทุกอย่าง คือการเป็นบริษัทยุคใหม่ ต้องเร็วต้องวัดผลได้ (ภายในระยะเวลาที่ชัดเจน) ต้องสร้างความเข้าใจวิธีการทำงานให้แก่พนักงาน และคณะกรรมการบริหาร สุดท้ายก็ต้องมีเรื่องของยอดขาย หรือผลกำไรเป็นตัววัดความสำเร็จ” 

 

แข็งแกร่งด้วย Data และ Ecosystem

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของอมาโด้ คือการขับเคลื่อนธุรกิจด้วย Data บนหลักการของ ROI และ Rating เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจน และตอบโจทย์การลงทุนมากขึ้น โดยไม่มีเรื่องของ Emotional เข้ามาเกี่ยวข้อง

“เรามีมาตรฐานในแบบของเรา เช่น การขายออนไลน์จะเรียกว่า Conversion  ถ้าทั่วไปอาจจะได้ Conversion ประมาณ 5-10% จากรายการที่ลูกค้าเข้ามาคลิกแล้วตอบ หรือซื้อขาย แต่วันนี้อมาโด้มีสถิติ Conversion สูงสุดอยู่ประมาณ 22-35% ตัวเลขตอกย้ำว่า เราบริหารด้วย Data จริงๆ ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยความสำเร็จที่มาจากเรื่องของ Data ที่ค่อนข้างบรรลุ และมองเห็นในทุกมิติ”

การขยายช่องทางขายไปยังแพลตฟอร์ม TV Shopping เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนสุดในเรื่องการนำ Data มาใช้เพื่อการวางกลยุทธ์ ในขณะที่คนอื่นๆ อาจมองว่า ทีวีกำลังเป็นขาลง แต่อมาโด้กลับมองว่า นั่นคือช่องทางที่เต็มไปด้วยกลุ่มเป้าหมายของอมาโด้ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใหญ่ หรือกลุ่ม Elder ก็ยังนิยมการดูทีวี แต่ทั้งนี้ต้องมีการสร้างสมดุลในเรื่องของราคาหรือต้นทุนค่ามีเดีย เป็นเรื่องที่ท้าทายที่สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้

แม้ว่า Data จะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ คุณธนาตรัยฉัตร กลับมองว่า สิ่งที่ท้าทายในแง่ของการทำงานมากที่สุดมาจาก Core Business ใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ R&D, Distribution Channel และ Data Driven คือเรื่องของ Distribution Channel เนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบ 2 ช่องทาง อีกทั้งยังมีเรื่องของ Disruption ในมิติต่างๆ แฝงอยู่

ดังนั้น หากมองในเชิงการวางยุทธศาสตร์ แต่ละวงกลมของ  Distribution Channel  ที่ประกอบด้วย  ตัวแทนจำหน่าย  ออนไลน์ คีออส ทีวี ช้อปปิ้ง และโมเดิร์นเทรด วงกลมเหล่านี้ก็คือ Ecosystem ที่อมาโด้พยายามสร้างให้แต่ละส่วนเกิดความเชื่อมโยงถึงกัน และวันนี้กำลังแก้ข้อด้อยด้วยการทำ IPO

“ตัวซัพพอร์ตทั้งหมดวิ่งด้วย Data แม้กระทั่งเรื่องของ R&D ที่เป็นหัวใจหลัก หากคน 100 คน ทดลองแล้วชอบไม่ถึง 90 คน เราจะไม่ขาย ตอนนี้ Distribution Channel เราแข็งแรงอยู่แล้ว ในเรื่องของทีวี คีออส ออฟไลน์ ออนไลน์ และตัวแทนจำหน่าย พอลงขายก็จะมีการสั่งซื้อซ้ำ เราจะตบลูกค้าเข้าไลน์ เข้าเฟสบุ๊คให้มากดไลค์เพจ หรือเข้าเบอร์โทรที่เป็นเอาท์บาวด์ทีวีทั้ง 3 ตัว ที่เป็นการวัดผล สุดท้ายเราก็จะวัดได้ว่า R&D ดีจริงหรือไม่ ถ้าคุณเทสต์ในระบบปิด 100 คน มี 90 คนชอบ ผมจะเทสต์ในระบบเปิด 1 แสนคน มี 9 หมื่นคน ชอบหรือไม่ ต้องตอบให้ได้ ซึ่งสถิติการสั่งซื้อซ้ำเราอยู่ที่ 20% ส่วนการสร้าง SKU ใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็ติดตลาด ตอนนี้เราเหยียบคันเร่งเต็มที่ รอวันที่จะมี Funding มาอีกครั้ง”

คุณธนาตรัยฉัตร อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่ออมาโด้สามารถเชื่อมต่อ Ecosystem ได้แล้ว จึงจะมาพิจารณาดูว่าช่องทางไหนดีไม่ดีอย่างไร เมื่อ Distribution Channel มีความแข็งแรงมากพอ  และได้เข้ามาอยู่ในระบบของตลาดทุน การจะจัดตั้งโรงงานผลิตก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยาก เพราะสามารถคำนวณต้นทุนได้ว่าจะคืนทุนได้ภายในกี่ปี

“รวมถึงเรื่องของ Ecosystem ปลายน้ำอย่างระบบโลจิสติกส์ หากมีต้นทุนที่แพงเกินไป เราซื้อรถกระบะแล้ววิ่งส่งเองก็สามารถทำได้ เราทำไปถึงตรงนี้แล้ว นี่คือความน่ากลัวของ Data ของอมาโด้ เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า Distribution Channel นั้น หรือว่าซัพพลายเออร์เปลี่ยนไปเราก็พร้อมที่จะดิสรัปท์ เพราะเราเป็นสตาร์ทอัพ จึงต้องหาวิธีการที่จะทำให้บริษัทอย่างเราสามารถเทคแคร์ลูกค้าด้วยราคาที่คุ้มค่าจริงๆ ด้วยการเสริมสร้างประสิทธิภาพต่างๆ เพิ่มเข้ามา”

ตัวแทนของคนรุ่นใหม่    

อมาโด้ ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ เพราะมากกว่าครึ่งหนึ่งของบุคลากรในองค์กรเป็นคน Gen Z และ Gen Alpha ดังนั้นการจะบริหารจัดการองค์กรให้ประสบความสำเร็จได้ดี จึงต้องทำความเข้าใจในเรื่อง Generation Gap ให้ดีเสียก่อน เมื่อเข้าใจถึงความแตกต่างก็จะรู้ถึงวิธีการสื่อสารกับคนเจนเนอเรชั่นใหม่ๆ และนำไปสู่การจัดสรรการทำงานได้อย่างเหมาะสม ถูกที่ถูกเวลา

“แต่ละเจนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ถ้าเป็น Gen X จะเป็นคนที่มีประสบการณ์ มีความสุขุม และสามารถทำให้เราเย็นลงได้ กลุ่มนี้จะทำในเรื่อง R&D, HR หรือว่า IT ได้ดี แต่ถ้าเป็น Gen Y ก็คือคนรุ่นผม ต้องคุยกันแบบใจๆ แลกกัน เปิดใจหมด ซึ่งคน Gen Y เป็นยุคแรกของการเปลี่ยนแปลงในหลายอย่าง เช่น การเปลี่ยนจากแพคลิ้งค์เป็นมือถือ เดสก์ท็อปเปลี่ยนเป็นโน้ตบุ๊ค เปลี่ยนการส่ง SMS มาเป็นอีเมล และปัจจุบันมาเป็นการส่งไลน์ ยุคของ Gen Y เกิดมาเพื่อถูกดิสรัปชั่น เพื่อถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่ง Gen Y เป็นหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ Gen Z”

คุณธนาตรัยฉัตร ย้ำว่า การทำงานร่วมกับคน Gen Z  คือความท้าทายในการบริหารจัดการองค์กร ความจริงแล้วการเรียนรู้พฤติกรรมของคน Gen Z มีมากกว่าการจะได้รู้ว่า Gen Z ชอบอะไร รู้สึกอย่างไร เพราะโลกของคน Gen Z คือโลกในอนาคตของ อมาโด้ และเป็นภารกิจสำคัญที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรในวันนี้ให้รองรับกับกลุ่มเป้าหมายในอนาคต

“จึงดูเหมือนกับว่า Gen Z และ Gen Alpha เข้ามาดิสรัปท์เรา เราต้องทำความเข้าใจกับสถานการณ์นี้ให้ได้ก่อน ซึ่งเราก็จะได้ประโยชน์จากการที่สามารถรองรับความต้องการของ Gen Z เพราะเมื่อเราดูแล Gen Z ได้ดี หมายความว่า เราพร้อมจะเป็น One Stop Service พร้อมที่จะ Survive ไปกับการเปลี่ยน Generation Gap เพราะเรามีความสุขุมในอดีต เรามีความมันส์ในปัจจุบัน และมีความท้าทายรออยู่ในอนาคต เราสามารถตอบโจทย์กลุ่มหลักของประเทศไทยใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ได้ ทั้งหมดนี้คือยูนิเวิร์สที่เราสร้างขึ้นมา เป็นการเรียนรู้ Generation Gap ได้ดีในระดับหนึ่ง”

ภายใต้แรงขับเคลื่อนของการเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” สิ่งสำคัญ คือการกำหนดแนวทางเพื่อให้บุคลากร ภายในองค์กรสามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้ โดยอมาโด้ได้มีการสร้างแนวคิด “SHESA” ที่เปรียบเสมือน Amado DNA ที่จะทำให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกันได้สำเร็จ ซึ่งประกอบด้วย

Singularity = ทำน้อยได้มาก ทำมากได้ทวีคูณ ทุกคนสามารถเลิกงานภายใน 4-6 ชม. ได้ ถ้ามีความรับผิดชอบมากพอ เพื่อนำเวลาที่เหลือไปหาแรงบันดาลใจกลับมาสร้างสรรค์งาน

Happiness = มีความสุขในทุกลมหายใจ ไม่คิดลบ เพราะต้องใช้พลังมหาศาลในการเป็นที่ 1 ของประเทศ

Enthusiastic = กระตือรือร้นในการทำงาน กระตือรือร้น ขยัน สมาร์ท ไม่ซ้อนทับ ไม่เกิดเวลาขยะในการทำงาน

Simulation = คิดก่อนลงมือทำงาน เสนอไอเดียหรือทำงานแบบมีการจินตนาการ กระบวนการ ความรู้สึกของคน เห็นผลลัพธ์ที่จะเกิด

Appreciate = ขอบคุณที่ได้เป็นครอบครัวอมาโด้ ภูมิใจ ดีใจ ที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันที่นี่

“ท้ายที่สุดในยูนิเวอร์สของ SHESA จะทำให้เกิด Mindset ของอมาโด้ที่เป็นแบบตัวผม แบบน้องๆ หรือในบอร์ดบริหาร ทำให้ทุกย่างก้าวของอมาโด้เป็นไปอย่างมั่นใจ รู้สึกสมาร์ท ซึ่งเป็นแนวคิดในการบริหารงาน HR ภายในองค์กร และเป็นแนวคิดของคนนิวเจนในอมาโด้ทั้งหมด และเป็นหัวใจในด้านการบริหารจัดการของเรา”

 

สร้างวิธีคิด เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

คุณธนาตรัยฉัตร กล่าวเสริมถึงกระบวนการสร้างแนวคิด และวิธีการข้ามผ่านอุปสรรคเมื่อมีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นจะต้องใช้องค์ความรู้ทั้งหมดที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือในการพิจารณาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการใช้ชุดข้อมูลที่เป็นสถิติเก่า เช่น ส่วนแบ่งการตลาด ศักยภาพของพาร์ทเนอร์ เป็นต้น

“เราทำงานกันหนักมาก ทุกอย่างจะมีโซลูชั่นเป็นวินาทีอยู่ในสมองเสมอ หลักการคิดบางครั้งก็ไม่ได้ตัดเรื่องของสัญชาตญาณออกไป แต่เราจะใช้สัญชาตญาณคิดขึ้นมาว่า เรามีวิธีกี่ตัวเลือก และจะเลือกโซลูชั่นไหนในการเดินต่อไป เมื่อต้องมีการตัดสินใจต้องพิจารณาจากหลายสิ่ง ทั้งหมดทั้งมวลเหมือนว่าสมองเราเป็น AI และกำลังเล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์อยู่ ในความเป็นมนุษย์อาจใช้ Gut Feeling ในการเดินหมากจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพราะเรามี Mindset ว่าเคยทำแล้วสำเร็จมาแล้ว แต่คอมพิวเตอร์ไม่ได้คิดแบบคน เพราะคอมพิวเตอร์จะมีโซลูชั่นในการเดินหมากตัวนี้ด้วย เวลาที่เหลืออยู่กับหลากหลายตัวเลือก แต่ถ้าเรามองแบบ AI ในร่างมนุษย์ ก็จะรู้ว่าเรามีตัวเลือกอยู่แค่ไหน เราจะเลือกเดินแบบไหน อาจจะเสี่ยงน้อยแต่ปลอดภัย หรือเสี่ยงมากแล้วได้เยอะ”

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันองค์กรให้ก้าวไปสู่ความยั่งยืน ต้องอาศัยปัจจัยที่เกื้อหนุนในหลากหลายมิติ โดยคุณธนาตรัยฉัตร ย้ำว่าวันนี้อมาโด้มีมากกว่าความยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถช่วยเหลือ Ecosystem ในหลายๆ วงกลม ให้สามารถเติบโตไปพร้อมกัน เป็นการสร้างโอกาสให้ประเทศชาติ และสร้างพื้นที่ทางการตลาดใหม่ๆ ให้แก่อุตสาหกรรม

“คำว่า ‘ยั่งยืน’ ในมุมของผมจะลึกกว่าคนอื่นๆ ความยั่งยืนของเรามันเท่ตรงที่ว่าเรามี  Second Dimension  หรือมิติที่สองเกิดขึ้นมา ความยั่งยืนของเราจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปักต้นไม้ลงไปในดินแล้วเติบโต  แต่เรายังทำให้พื้นที่โดยรอบๆ เติบโตเขียวชอุ่มไปพร้อมกัน ทำให้ความยั่งยืนของเราสตรองกว่าความยั่งยืนที่เกิดขึ้นในที่อื่นๆ วันนี้ ถ้าไม่มีอมาโด้เกิดขึ้นมา ผมว่าน่าเสียดาย เพราะคนจะต้องซื้อวิตามินซีที่แพง หรือซื้อคอลลาเจนที่ไม่มีคุณภาพ และแน่นอนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ล้วนเป็นเรื่องที่ดี  ดังนั้น ความยั่งยืนของอมาโด้ จึงลงลึกไปถึงระดับอะตอม”

เมื่อเปรียบเทียบในระยะทางจาก 1-10 ของการดำเนินธุรกิจ คุณธนาตรัยฉัตร มองว่า วันนี้อมาโด้เพิ่งออกเดินมาได้เพียงจุดที่ 2 เนื่องจากการเริ่มต้นแบบสตาร์ทอัพทำให้ขาดเงินทุนสำหรับการขยายงาน แม้ว่าหัวใจจะเต็มไปด้วยพลัง แต่ติดปัญหาเรื่องความพร้อมของทรัพยากร

“เราเป็นสตาร์ทอัพที่มองเห็นโอกาสอยู่เต็มไปหมด ในส่วนของรากฐานเรามีความพร้อมหมดแล้ว เรานับ 1 ได้แล้ว แต่วันนี้เราเพิ่งเหยียบเลข 2 เท่านั้น ในช่วงวิกฤตปี 2561 เราใช้เงินเพียงแค่ 20 ล้านบาท ในการขยับยอดขายจาก  300 ล้านบาท มาเป็น 690 ล้านบาท และเป็น 2,200 ล้านบาท ในระยะเวลาเพียง 24 เดือน ดังนั้นวันนี้ถ้าเราได้มวลสาร อีกเพียงน้อยนิดมาเพิ่ม เราจะสามารถสร้างระเบิดปรมาณูได้ และจะกลายเป็น Ecosystem ที่น่ารักสำหรับประเทศไทย”

อนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาส

อีกหนึ่งความท้าทายของอมาโด้ และถือเป็นโจทย์ที่ยาก คือการเดินหน้าตามแผนการผลักดันองค์กรเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่กำหนดไว้ในช่วงปลายปี 2565 ปัจจุบันยังเป็นไปตามแผนเดิมที่เคยกำหนดไว้ แต่อาจจะใหญ่กว่าที่ประเมินไว้ตั้งแต่ครั้งแรก เนื่องจากวันนี้อมาโด้เติบโตได้ค่อนข้างเร็วในมุมของ TV Shopping หรือธุรกิจคอมเมิร์ซ ทำให้ทางอมาโด้มีการวิเคราะห์กันภายในว่า จะกำหนดให้บริษัทอมาโด้ไปในทิศทางไหน จะยังคงเป็นซัพพลิเม้นต์ 100% หรือเป็นคอมเมิร์ซด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพยายามเพื่อให้มองเห็นโครงสร้างยูนิเวิร์สของอมาโด้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

“การเข้า  MAI  จึงอาจจะใหญ่กว่าที่คิด  เพราะปีนี้มีการประเมินอย่างไม่เป็นทางการในระยะเวลา 6 เดือน  เราสร้างยอดขายเฉพาะคอมเมิร์ซไปแล้วกว่า 1,300 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับยอดขายในปีที่ผ่านมา ที่มียอดขายรวมที่ 2,200 ล้านบาท แบ่งเป็นจากออนไลน์ 1,500 ล้านบาท คอมเมิร์ซในทีวี 600 ล้านบาท และออฟไลน์ 100 ล้านบาท แต่ตอนนี้ยอดขายเฉพาะคอมเมิร์ซเติบโตเป็น 2 เท่า

วันนี้เรากำลังสนุกสนานอยู่ในโลกของปลายน้ำ ถ้าเราได้ IPO เข้ามาก็จะเป็นเรื่องของ Input มีเรื่อง SKU ที่เพิ่มขึ้น สามารถสร้างโอกาสทางการขายที่มากขึ้น รวมถึงแผนการสร้างโรงงาน เพราะวันนี้เรามียอดการสั่ง OEM ถึงปีละ 1,000 ล้านบาท ซึ่งโรงงานจะมีกำไรขั้นต่ำอยู่แล้ว 20% หมายความว่า แค่เรานำเงิน IPO มาสร้างลงทุนสร้างโรงงานสัก 200 ล้านบาท เพียง 6 เดือน ก็คืนทุนแล้ว”

อย่างไรก็ตาม ในวันที่อมาโด้จะมีชื่อขึ้นอยู่บนกระดานหุ้นของตลาดหลักทรัพย์ ภาพของอมาโด้จะกลายเป็นองค์กรที่มีความไดนามิกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งคุณธนาตรัยฉัตร ยังคาดหวังว่า เมื่อบริษัทมีเงินทุนมากขึ้นจะมีโอกาสช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น รวมถึงการสร้างโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้เดินตามความฝัน ผ่านประสบการณ์การเป็นสตาร์ทอัพของตนที่ไม่มีหลักสูตรสอนในมหาวิทยาลัย หากประสบความสำเร็จก็จะให้การสนับสนุน และนำมาพัฒนาร่วมกับแบรนด์อมาโด้ต่อไป

หลังการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เป้าหมายต่อไปของอมาโด้ คือการเติบโตไปสู่ระดับ Regional ซึ่งวันนี้ระบบโลจิสติกส์พัฒนาเป็นโกลบอลไปเรียบร้อยแล้ว จึงมีโอกาสทางการตลาดอีกมากมาย

“ถ้าเราสามารถดูแลตรงนี้ได้ เราจะไปได้ไกลมาก เพราะเราเป็นองค์กรที่เข้าใจอัลกอริทึมของออนไลน์ เราเกิดมาในยุคที่เป็นคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เมื่อเราเข้าไปทดแทนและสร้างความบาลานซ์ให้มีมากขึ้นก็ย่อมจะส่งผลดีทั้งระบบ อนาคตเราจึงจะไปโกลบอลแน่นอน และอาจพาแบรนด์ในไทยไปซื้อ TV Shopping ในต่างประเทศด้วยกัน เพราะเราเข้าใจทุกจังหวะของอัลกอริทึมการซื้อขายบนออนไลน์ทั้งหมดแล้ว” คุณธนาตรัยฉัตร กล่าว

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.