กบข.สร้างนิยามการลงทุนอย่างรับผิดชอบ ขับเคลื่อน Sustainable Thailand สร้างเครือข่ายลงทุนยั่งยืน

Sep 06, 2021 -None-

บริบทสังคมและเศรษฐกิจในระดับโลกที่เปลี่ยนไป ถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนต้องลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง ด้วยการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ “กบข.” พร้อมเป็นผู้ริเริ่มในบทบาทการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ คนในสังคม สิ่งแวดล้อม และโลกของเรา

นับจากวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นต้นมา กบข. ถือได้ว่าเป็นหน่วยงานที่เข้ามามีบทบาทการออมของข้าราชการ ทำหน้าที่ในการบริหารเงินสะสมของสมาชิกข้าราชการ เพื่อให้มีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณที่เพียงพอ

24 ปีผ่านไปกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลง ประกอบกับเทรนด์โลกที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นที่น่าจับตามองกับก้าวย่างใหม่ของ กบข. ถึงการปรับตัวและก้าวต่อไปข้างหน้า โดยคำนึงถึงการเติบโตที่ยั่งยืนเพื่อสร้างหลักประกันการออมที่มั่นคง และสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับสมาชิก พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการลงทุนในกองทุนอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย

 

Mission

นับจากวันที่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 ภารกิจของ กบข. ในวันนี้ก็ยังคงมีหน้าที่ส่งเสริมการออมทรัพย์ และจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นๆ ให้แก่สมาชิกที่เป็นข้าราชการ ทั้งยังบริหารกองทุนให้สมาชิกได้มีเงินไว้ใช้ยามเกษียณ เพื่อเป็นหลักประกันการจ่ายบำเหน็จบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทน เมื่อออกจากราชการโดยปัจจุบัน กบข. มีสมาชิกราว 1.1 ล้านคน

แต่ท่ามกลางสถานการณ์ต่างๆ สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจและเทรนด์ของโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเผชิญกับเหตุการณ์โรคระบาด COVID-19 อย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน กลับเป็นช่วงเวลาแห่งการรีเซตอะไรหลายๆ อย่างให้กับองค์กร ด้วยการปรับทิศทางการลงทุนเพื่อให้สมาชิกได้รับผลตอบแทนยามเกษียณที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือกบข. กล่าวว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ กบข. เปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากอดีตที่อยู่ในลักษณะสมดุลเพื่อปกป้องมูลค่าของพอร์ตการลงทุนมุ่งเน้นการได้มาซึ่งการลงทุนประเภทต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมโดยไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงมากนัก มาสู่แนวทางการสร้างผลตอบแทนด้านการลงทุน (Enhance Returns)เป็นสำคัญ ด้วยบทบาทการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบในการบริหารเงินออมและรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก (Fiduciary Responsibilities)

“การรักษาสถานะกองทุนให้อยู่ตรงกลาง เราพบว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย แม้โอกาสขาดทุนจะมีน้อย แต่โอกาสที่จะได้กำไรก็มีน้อยเช่นกัน ตามกฎของการเดินสายกลางถ้าเราทำอย่างนั้นในแง่การเป็นผู้บริหารกองทุนถือว่าขาดหลักการลงทุนที่รับผิดชอบต่อเจ้าของเงิน คือเราทำให้สมาชิกเจ้าของเงินสบายใจเพราะไม่ต้องรับความเสี่ยงแต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้หาโอกาสเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุด ถ้าเราตัดความกังวลตรงนั้นออกเหลือเพียงว่า เราต้องสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับสมาชิกให้มากที่สุด ถ้าผลของการลงทุนไม่ได้เป็นอย่างที่คิด เราก็ยังสามารถอธิบายให้กับสมาชิกได้เข้าใจกระบวนการลงทุนเมื่อเป็นแบบนี้เราก็จะทำงานในอีกวิธีหนึ่ง ด้วยการเดินหน้าภารกิจในฐานะผู้บริหารกองทุนที่มีความรับผิดชอบบริหารเงินออมและรักษาผลประโยชน์ของสมาชิก”

การเปลี่ยนแนวทางการลงทุนเป็น Enhance Returns จึงเปิดโอกาสให้ทีมลงทุนได้ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทั้งหมดล้วนอยู่บนพื้นฐานการอธิบายเหตุและผลของการลงทุนให้กับสมาชิกได้เข้าใจด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงมีการปรับโครงสร้างการทำงานให้ฝ่ายลงทุน และฝ่ายสมาชิกที่ทำหน้าที่สื่อสารไปยังสมาชิก กบข. มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

“เดิมทีฝ่ายสมาชิกกับฝ่ายลงทุนจะทำงานแยกกัน ดังนั้นฝ่ายสมาชิกจึงไม่สามารถรับรู้ถึงที่มาที่ไปของการลงทุนในแต่ละประเภทหรือในแต่ละช่วงเวลาได้ ที่ผ่านมาจึงสื่อสารในเรื่องสิทธิประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก แต่เมื่อเราปรับให้ฝ่ายสมาชิกเข้ามารับรู้กระบวนการและขั้นตอนในการตัดสินใจลงทุนจึงทำให้ฝ่ายสมาชิกมีความเข้าใจกระบวนการลงทุนมากขึ้น กระทั่งสามารถย่อยข้อมูลเพื่อนำไปสื่อสารให้กับสมาชิก กบข. ได้ว่าเราลงทุนอะไรบ้าง ด้วยเหตุผลอะไร และจะได้รับผลตอบแทนอย่างไร”

 

Breakthrough

ด้วยแนวทางการลงทุนที่เปลี่ยนไปในปีที่ผ่านมาก็ได้ส่งผลให้ กบข. ประสบความสำเร็จจากผลการดำเนินงานที่สามารถสร้างผลตอบแทนกองทุนส่วนสมาชิกสูงถึง 4.79% ท่ามกลางความผันผวนสืบเนื่องจากวิกฤต COVID-19

ปัจจัยที่ทำให้ผลการลงทุนในปี 2563 ของกบข. เป็นบวกมาจากความสำเร็จของกลยุทธ์กระจายการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ และประสิทธิภาพของ 8 โมเดลลงทุน แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นมาจากการปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ผันผวนในช่วงปีที่ผ่านมา

“เราให้ความสำคัญกับการคุยกันเยอะมากในทีมลงทุน และทีมวางกลยุทธ์เพื่อถอดรหัสก่อนตัดสินใจลงทุน โดยใช้ข้อมูลการตัดสินใจบนพื้นฐาน 2 อย่าง คือข้อมูลข้อเท็จจริงที่ได้จากผู้จัดการกองทุนที่เราจ้างบริหารทั้งในและต่างประเทศ ข้อมูลนี้ต้องแม่นและแน่ใจว่าไม่คลาดเคลื่อน อีกส่วนหนึ่งคือประสบการณ์ เป็นอะไรที่ไม่ได้เอาความเก่งเฉพาะตัว แต่เราทำงานเป็นทีมและใช้ข้อมูลเป็นหลัก ประกอบกับมีโมเดลคำนวณประมาณการต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาจากทีมลงทุน นำทุกอย่างมาคำนวณเพื่อตัดสินใจ พอถึงจุดที่ต้องตัดสินใจแน่นอนว่าย่อมมีทั้งได้ทั้งเสียหรือเป็นโอกาสทั้ง 2 ทาง แต่การที่เราไม่ตัดสินใจหรือไม่ทำอะไรเลยเราเสี่ยงแน่นอน

ดังนั้นเราจึงตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์ที่ค่อนข้างละเอียดรอบคอบ ถกเถียงกันข้างในและการได้ข้อมูลจากผู้จัดการกองทุนมาประมวลข้อมูลผสมกันทำให้ในช่วงที่ผ่านมาเราตัดสินใจถูกมากกว่าผิด อีกข้อหนึ่งมาจากการที่ทีมลงทุนและฝ่ายบริหารกล้าที่จะตัดสินใจ นักลงทุนจะรู้ว่าตลาดทุนจะนำเศรษฐกิจจริงอยู่แล้ว ตอนนั้นถ้าเราตัดสินใจช้า รอให้เศรษฐกิจมันแสดงออกมาก่อนก็จะไม่ทันกาล เราต้องตัดสินใจล่วงหน้าไปก่อน ประมาณการว่าเหตุการณ์จะดีขึ้นหรือส่งผลกระทบอย่างไร ต้องวิเคราะห์ให้ดีแล้วรีบตัดสินใจ”

 

Best Employer by Best Employee

วิธีการทำงานดังกล่าวจะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหาก กบข. ไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน สิ่งหนึ่งที่ กบข. เดินหน้าปรับในช่วงที่ผ่านมา คือการทำงานผ่านระบบออนไลน์ ด้วยเชื่อว่าการประชุมสามารถเกิดได้ทุกที่ จึงหันมาเซตระบบประชุมออนไลน์ นำเอกสารการประชุมทั้งหมดเข้ามาจัดเก็บในระบบ และทำการบันทึกเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

ด้วยความเชื่อว่าการสร้างคนเก่งให้เกิดขึ้นในองค์กรต้องมาจากการกระตุ้น ส่งเสริม และเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นโดยเปิดกว้างทางความคิด เพื่อให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นออกมาเต็มที่ ต่อมาจึงได้เปิดตัวโครงการ Best Employer by Best Employee

“กบข. ตั้งใจสร้างองค์กรแห่งนี้ให้เป็น Trust Organization และ Best Employer ที่ขับเคลื่อนโดย Best Employees เพราะเชื่อว่าพนักงานที่มีความสามารถจะทำให้ กบข. แข็งแกร่งพร้อมรับทุกความท้าทายของโลกที่เข้าสู่ New Normal และบริบทของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป จุดประสงค์ที่เราทำโครงการ Best Employer by Best Employee เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานรุ่นใหม่แสดงความคิดเห็น โดยไม่แสวงหาคนผิดหรือคนถูก เพื่อสร้างบรรยากาศของการประชุมที่กระตุ้นให้ทุกคนลุกขึ้นพูด ใครที่มีไอเดียดีเราก็ชงเขาขึ้นมามีบทบาท ไม่อยากเป็นแพทเทิร์นว่าให้เด็กมานั่งฟังแล้วให้ผู้ใหญ่มาพูดอย่างเดียว จากนั้นเราก็จะให้ฝ่าย HR นำคลิปวิดีโอของคนที่นำเสนอความคิดเห็นดีๆ มาเผยแพร่ในองค์กรเพื่อเป็นตัวอย่างของ Best Employee จากการสร้างบรรยากาศการประชุมที่เปิดกว้างให้ทุกคนแสดงความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กร ทำให้เราเห็นช้างเผือกในองค์กรของเราเป็นจำนวนมากที่จะขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของ กบข. ในอนาคตได้”

 

Next

สำหรับทิศทางการลงทุนนั้น กบข. กำลังอยู่ในระหว่างการทบทวนแผนจัดสัดส่วนเงินลงทุนระยะยาว (Strategic Asset Allocation หรือ SAA) ครอบคลุมในอีก 10-20 ปีข้างหน้า หลังพบว่าบริบทการลงทุนเปลี่ยนแปลงไป ยิ่งเมื่อมีวิกฤต COVID-19 เข้ามาเสริมด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจหลังจากนี้

อย่างไรก็ดี ดร.ศรีกัญญา กล่าวถึงการทำงานในอนาคตว่า 1-2 ปีนับจากนี้จะเป็นปีที่ท้าทายมากกว่าปี 2564 มาจาก 2 ตัวแปรหลัก นั่นคือ สภาพคล่องล้นระบบจากการที่หน่วยงานภาครัฐและธนาคารกลางเกือบทุกประเทศออกมาตรการการคลังและการเงินเพื่อเยียวยา และลดผลกระทบ เพราะถ้าหากรัฐบาลแต่ละประเทศไม่อัดฉีบงบประมาณต่อเนื่องจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะชะงักงัน

ตัวแปรต่อมาเกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลัง COVID-19 ในแต่ละประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์กันแม้แต่ในทวีปยุโรปเองก็ยังฟื้นกลับมาไม่พร้อมกัน ในขณะที่บางประเทศกลับมาประกาศล็อกดาวน์อีกครั้ง นั่นหมายถึงการฟื้นตัวที่อยู่บนฐานความไม่แน่นอน ต่างจากที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้การบริหารจัดการลงทุนมีความท้าทายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เนื่องจากไม่สามารถที่จะนำประสบการณ์ในอดีตมาตัดสินใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้

“สิ่งที่เราเตรียมพร้อมสำหรับปีต่อไปยังคงเป็นการให้ความสำคัญกับการคุยกันมากขึ้น และพยายามใช้ข้อมูลให้เยอะและทีมลงทุนก็จะต้องทำการบ้านด้วยการเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด เก็บแล้วต้องมาคิดวิเคราะห์ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณ ทำโมเดลการประมาณการและกล้าตัดสินใจอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการนำข้อมูลการตัดสินใจย้อนหลังเข้ามาพิจารณาวิเคราะห์ด้วย”

ESG Investing and Initiative

ไม่เพียงแต่บทบาทการเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารเงินออมและรักษาผลประโยชน์สำหรับสมาชิก กบข. เท่านั้น แต่ กบข. ยังมีบทบาทการเป็นนักลงทุนสถาบันที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Investor) ตั้งแต่วันแรกของการดำเนินงาน โดยไม่สนับสนุนการลงทุนที่ผิดกฎหมายหรือขัดจริยธรรม แต่เมื่อสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป รวมถึงเกิดเทรนด์ความต้องการใหม่ๆ ของคนในยุคปัจจุบัน ทำให้บทบาทการเป็น Responsible Investor ของ กบข. มีความเข้มข้นมากขึ้น

“เมื่อวันเวลาผ่านไปเราพบว่า การเข้าไปลงทุนในบริษัทที่ผิดกฎหมายแค่นั้นไม่เพียงพอสำหรับนักลงทุนสถาบันอย่าง กบข. เราจึงมีคอนเซ็ปต์การทำงานแบบ Doing Well by Doing Good มาจากหลักการที่ว่า จริงๆ แล้วนักลงทุนสถาบันมีสถานะเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่ลงทุนทั่วโลก หรือ Universal Owner นั่นหมายความว่าคุณสามารถใช้บทบาทการเป็นนักลงทุนสถาบันทำให้สินทรัพย์ที่คุณลงทุนเป็นสินทรัพย์ที่ดีได้ด้วย ด้วยการตั้งกฎกติกาสำหรับกิจการที่ไปลงทุนให้มีกระบวนการทำงานที่อยู่ในกรอบของความยั่งยืน”

ทั้งหมดนี้ถูกนำมากำหนดเป็นวิสัยทัศน์องค์กรในการลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Investment) โดยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำด้านการลงทุนที่รับผิดชอบด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล และเป็นผู้ริเริ่มในการขับเคลื่อนประเด็น ESG ในประเทศไทย (Leader in ESG Investment & Initiatives in Thailand)

ตรงนี้จะเห็นได้ชัดว่า กบข. วางตัวไว้ใน 3 บทบาท ในฐานะเป็นนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืน เป็นผู้ที่มีบทบาทผลักดันขับเคลื่อนการลงทุนยั่งยืนร่วมกับองค์กรต่างๆ และเป็นผู้ริเริ่มในการสร้างผลกระทบเชิงบวกให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

โดยในฐานะเป็นนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ยั่งยืน ที่ผ่านมา กบข. ได้มีการสร้างมาตรฐานและวางหลักเกณฑ์การประเมินมาตรฐาน ESG เพื่อคัดกรองสินทรัพย์ที่สนใจจะลงทุน โดยให้ความสำคัญกับปัจจัย ESG ทั้ง 3 ด้านนี้ ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน

บทบาทต่อมาเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายกับ World Standard Setters โดยลงนามเป็นสมาชิกในองค์กรชั้นนำเพื่อนำกรอบที่สำคัญจากหลายองค์กรมาปรับใช้ ทั้ง PRI (หลักปฏิบัติการด้านลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ: Principles for Responsible Investment พัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานในสหประชาชาติ), OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ: Organization for Economic Co-operation and Development) ธนาคารโลก (World Bank)

“เรามีการเชื่อมโยงหน่วยงานที่เป็น Standard Setter มาช่วยวางแผนการทำงานด้านการลงทุนของเรา เพื่อนำ ESG มาอยู่ในขั้นตอนกระบวนการลงทุนทั้งหมดกลายเป็นเฟรมเวิร์คซึ่งประกอบด้วยกันหลายอย่างเริ่มจากคัดกรองการลงทุนในประเทศจากเกณฑ์ ESG Score ขั้นตอนการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนโดยนำปัจจัย ESG มาประเมิน โดยเราได้ธนาคารโลกมาช่วยพัฒนาโมเดลการประเมินมูลค่า นอกจากนี้ยังนำ SDGs 17 ข้อ ของ UN มายึดเป็นหลักการลงทุน โดยอยู่ในจุดสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับสมาชิกพร้อมกับสร้างสิ่งที่ดีให้กับสังคม”

ล่าสุด กบข. จับมือกับ OECD เป็นหนึ่งในคณะทำงานBlue Dot Network ในการสร้างเครื่องหมายรับรอง Blue Dot Certify ให้กับบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน

สำหรับบทบาทสุดท้ายนั้น ดร.ศรีกัญญา มองว่ามีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจาก กบข. ได้เข้าไปมีส่วนร่วมผลักดันประเด็น ESG ให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการ Engagement เอนเกจเม้นต์ในฐานะนักลงทุน

“เรามีจุดยืนว่า ถ้ากิจการที่เราลงทุนแล้วมีประเด็น ESG ที่ไม่สอดคล้อง หรือมีการละเมิดปัจจัยทางด้าน ESG เราจะไม่ยกเลิกการยกลงทุนนั้นเพราะนั่นเท่ากับว่าเป็นการกระทำที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งการยกเลิกการลงทุนไม่ได้ทำให้กิจการเหล่านั้นดีขึ้น อีกอย่างเวลาที่เราไม่ลงทุนก็อาจจะมีคนอื่นไปลงทุนแทน เพราะฉะนั้นเราจะพยายามเข้าไปเอนเกจโดยใช้บทบาทการเป็นนักลงทุนสถาบันของเราช่วยผลักดันหรือซัพพอร์ตกิจการนั้นๆ ให้ปรับกระบวนการทำงานเพื่อเข้าหลักเกณฑ์ ESG ซึ่งที่ผ่านมาเราพบว่า กิจการต่างๆ ก็พยายามปรับเพราะต้องการมีภาพลักษณ์ที่ดีเช่นกัน ดังนั้นเราจะไม่ไปทำตัวเป็นผู้ตัดสินแล้วลงโทษ แต่เราต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเติบโต ไปด้วยกันมากกว่า”

เมื่อบทบาทดังกล่าวถูกประกาศออกไปจึงเกิดการรวมตัวขององค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ อาทิ OECD ธนาคารโลก และนักลงทุนสถาบันต่างๆ เป็นเครือข่ายร่วมกับ กบข. เพื่อทำการผลักดันขับเคลื่อนประเด็น ESG ไปด้วยกัน

Sustainable Thailand

เพื่อตอกย้ำการเป็น  Leader in ESG Investment & Initiatives in Thailand  กบข. ยังเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดตั้งโครงการ  “Sustainable Thailand 2021”  เพื่อริเริ่มและสร้างความตระหนักรู้ให้กับภาคนักลงทุนสถาบัน และภาคธนาคารในการดำเนินกิจการให้สอดคล้องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยสนับสนุนให้นำหลักการการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Principles of Responsible Investment: PRI) และหลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ (Principles of Responsible Banking: PRB) มาใช้เป็นกรอบในการดำเนินธุรกิจ

ภายใต้โครงการนี้จะมีการลงนามประกาศเจตจำนง  “Sustainable Thailand”  ระหว่างหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง หน่วยงานกำกับดูแลด้านนโยบาย นักลงทุนสถาบัน บริษัทจัดการสินทรัพย์ และสถาบันธนาคารและจัดงานสัมมนา  “Sustainable Thailand”  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ณ อาคารสหประชาชาติ  รวมถึงจัดทำ E-Book  “Sustainable Thailand”  เพื่อรวบรวมบทบาทภารกิจและผลงานของภาครัฐและเอกชน  ที่ส่งเสริมความเป็น Sustainable Thailand  รวมถึงวิสัยทัศน์ของบุคคลสำคัญระดับประเทศที่มีบทบาทสำคัญและโดดเด่นในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นประเทศไทยที่ยั่งยืน และร่วมกับองค์การสหประชาชาติในการเผยแพร่ทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ศรีกัญญา กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันเพื่อสร้าง Impact ให้เกิดขึ้นในระดับประเทศ ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่จะแสดงให้เห็นว่า กบข. ไม่ได้มีบทบาทการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการผลักดันขับเคลื่อน สร้างเครือข่ายการลงทุนอย่างยั่งยืน และมีส่วนในการพัฒนากรอบการทำงาน ESG Common Framework ให้กับกิจการต่างๆ

ทั้งนี้สิทธิมนุษยชนจะเป็นประเด็นแรกที่เข้าไปอยู่ใน ESG Common Framework โดยปัจจุบันอยู่ในระหว่างการสร้างภาคีความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อรวบรวมปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ และแนวทางแก้ไข ตั้งเป็นคณะกรรมการที่เข้ามาร่วมหาทางออกเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะ โดยมีไอเดียในการหาบริษัทตัวอย่างที่มีวิธีการดูแลด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับ หรือ Human Rights Championในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน อุตสาหกรรมอาหารเข้ามาเป็นทีมการทำงาน เพื่อจัดทำเป็นเอกสารหรือคู่มือเป็นกรณีศึกษา (Case Study) เผยแพร่ไปยังผู้ที่สนใจทั้งในและต่างประเทศ ได้นำไปเป็นแนวทางในการดูแลสิทธิมนุษยชนในซัพพลายเชนของตน

“สาเหตุที่เราให้ความสำคัญกับประเด็นสิทธิมนุษยชนก่อน เพราะมองว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง หากเทียบกับประเด็น Global Warming หรือ Climate Change แล้วแต่ละประเทศจะมีปัญหาที่ไม่ต่างกันมากนักจึงสามารถหยิบหลักการการไขปัญหาปฏิญญา หรือข้อตกลง (Agreement) ที่เกิดขึ้นในระดับโลกมาจัดการได้ในลักษณะ One Fit All ในขณะที่ประเด็นสิทธิมนุษยชนมีความซับซ้อน เนื่องจากแต่ละประเทศจะมีบริบทแตกต่างกันและมีความเฉพาะตัว สำหรับเราจึงถือเป็นความท้าทาย และคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและทุก Stakeholder ที่เกี่ยวข้อง”

สุดท้ายแล้ว ดร.ศรีกัญญา คาดหวังว่าโครงการดังกล่าวจะสร้าง Impact ให้กับประเทศไทยถึง 2 ต่อ กล่าวคือ ทำให้เจ้าของกิจการหรือนักลงทุนเข้าใจในการลงทุนอย่างยั่งยืนไปในทิศทางเดียวกัน และร่วมมือผนึกกำลังเป็นเครือข่ายการลงทุนอย่างยั่งยืน ที่ให้ความสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้มีบทบาทการลงทุนอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียและระดับโลก

 

เจาะแนวคิด ดร.ศรีกัญญา ยาทิพย์

“เราต้องการสร้าง In GPF We TRUST เป็นหัวใจหลักในการทำงานเพื่อประโยชน์ทุก Stakeholders”

“คำว่า Trust ที่แปลว่า “ความเชื่อมั่น” และ “ความไว้วางใจ” เป็นแกนที่สำคัญมากสำหรับการบริหารงาน หรือบริหารองค์กรอย่าง กบข. หลายคนมักคิดว่า Trust คือความรู้สึกวัดไม่ได้ จับต้องได้ยาก แต่ในแง่องค์กรแล้วเป็นสิ่งที่ตรงข้าม เพราะหากเรายึดนิยาม Trust ของ Speed of Trust โดย Stephen M.R. Covey ลูกชายของ Stephen Covey ผู้เป็นพ่อที่เขียน 7 Habits ก็จะพบว่า Trust เปรียบเสมือนต้นไม้ แยกเป็นส่วนที่ฝังรากในดินและสิ่งที่โผล่พ้นดินงอกกิ่งก้านสาขาและมีดอกผล ส่วนที่อยู่ในดิน ก็คือ Integrity หมายถึงการคิดดี เจตนาดี ถ้าเรามีตรงนี้แล้วก็จะกลายเป็นลำต้น หรือ Intent เจตนาที่จะทำตามที่คิด ตรงนี้คือ “คนคิดดี มีคุณธรรม จริยธรรม”

“แต่สำหรับองค์กรแค่นั้นยังไม่พอ พนักงานต้องมีความรู้ความสามารถ หรือ Capability ซึ่งเกิดจากพนักงานพัฒนาตัวเองหรือองค์กรช่วยหาหลักสูตร หรือเปิดโอกาสให้พนักงานได้ทำ On the Job Training เมื่อมาถึงจุดนี้เราก็ คาดหวังว่าจะเกิดผลงาน หรือ Results ตามที่คาดหวัง”

“นั่นหมายความว่า หากพนักงานและผู้บริหารมี Integrity หรือความคิดที่ดี เกิดจากความตั้งใจดีมี Intent หรือมีความมุ่งมั่นชัดเจนว่าจะทำตาม Integrity ที่ดี และมี Capability หรือมีความรู้ความสามารถที่จะทำตาม Intent ดังกล่าว ในที่สุดย่อมเกิด Results ผลงานที่ดีสม่ำเสมอ”

“ถ้าพนักงานทำงานภายใต้หลักคิดนี้ เราก็จะเกิด Trust กันในองค์กรและ Trust ได้ว่าพนักงานจะทำงานเต็มที่ตามความรับผิดชอบ มีความรู้ความสามารถในการทำงานจริง และผลงานออกมาดีสม่ำเสมอ ผู้บริหารก็จะทำงานอย่างรับผิดชอบ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงฝีมือและความสามารถ ภายใต้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ผลงานในทุกด้านได้รับการยอมรับจากทุก Stakeholders ว่าดี ได้มาตรฐาน”

“เมื่อเราสร้าง Relationship Trust และ Organizational Trust จากหลักคิดนี้ได้ องค์กรก็จะได้รับการยอมรับ ในฐานะ Trustable Organization เราก็มั่นใจได้ว่าทุก Stakeholders โดยเฉพาะสมาชิก กบข. ที่เป็นข้าราชการจะเกิดความพึงพอใจและความผูกพันกับองค์กรตามมาเอง”

“หลักคิดพื้นฐานนี้ ดิฉันได้ประกาศใน Townhall ไปยังพนักงานทุกคนตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ โดยตั้งเป้าหมายสร้าง “In GPF We TRUST” ขึ้นมา เพื่อให้พนักงานเกิด Trust ในการทำงานร่วมกัน และทำงานระหว่างผู้บริหาร หลักคิดนี้ในเวลาต่อมาถูกนำมาต่อยอดในความมุ่งมั่นสร้าง กบข. ให้เป็น Thai Pension, World Standards และเป็นนักลงทุนสถาบันที่มุ่งมั่นเป็น Sustainable Pension Fund”

“เราจะไม่หยุดตรงที่ประกาศเจตนารมณ์ เพราะนั่นคือก้าวแรกเท่านั้น สิ่งที่เราต้องทำให้เห็น Results เพื่อให้สังคม Trust ว่า กบข. เป็นจริงอย่างที่ประกาศไว้ นั่นคือการลงมือทำ การสร้างเครือข่ายลงทุนยั่งยืน (Sustainable Investment Network) และการปรับการลงทุน กบข. ให้เป็น Leader in ESG Investing & Initiatives อย่างแท้จริง”

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.