13,156
VIEWS

ภาวิต จิตรกร “เราอยากสร้าง Blackpink สายเลือดไทยขึ้นมาให้ได้ใน 5 ปี”

Sep 02, 2021 S.Vutikorn

สมัยก่อนเมื่อพูดถึงธุรกิจบันเทิงโดยเฉพาะกับธุรกิจ Content อย่างดนตรี การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ทางธุรกิจคงไม่สามารถทำได้กว้างขวางเหมือนกับปัจจุบันนี้ เพราะมีข้อจำกัดในเรื่องของการเข้าถึงสินค้า แต่เมื่อธุรกิจ Content ถูก Transform เข้าสู่โลกดิจิทัล โลกทั้งใบก็เหมือนถูกย่อลงมาอยู่ในมือ

นั่นหมายความว่าธุรกิจเอนเตอร์เทนเปิดกว้างขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งมีทั้งผลดีและผลเสีย

ผลดีเป็นขององค์กรที่ปรับตัวได้ทัน ส่วนผลเสียก็ตกอยู่กับคนที่ปรับตัวไม่ทัน

คุณภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมเพลงในช่วงที่ผ่านมาว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับวงการเพลง ที่ผ่านมายังมีการเติบโต เนื่องจากมีผู้เล่นในตลาดมากขึ้น ประกอบกับการเข้ามาของแพลตฟอร์มทำให้ตลาด เติบโต เพราะคนทำเพลงได้เองอยากลองตลาดก็สามารถนำเพลงเข้าแพลตฟอร์มได้ แต่ในปีที่ผ่านมาเพราะ COVID-19 ตลาดเพลงของไทยในเชิงการรับชมรับฟัง มีตัวเลขลดลงมาประมาณ11% แต่ GMM Music ยังคง เติบโตประมาณ15%

“อุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องของการแย่งเวลากันของแต่ละแพลตฟอร์มมากกว่า Content ที่เป็น รูปแบบต่างชาติน่าจะเข้ามามีบทบาทจากแพลตฟอร์ม เช่น Netflix หรือ Viu กับอีกส่วนที่มาแย่งเวลา ไปก็คือกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การทำอาหารเองที่บ้าน”

กระนั้นก็ดี คุณภาวิต ยังมองในแง่บวกว่าในช่วงปลายปีน่าจะมีมาตรการผ่อนคลายในหลายธุรกิจ ภายใต้เงื่อนไขการรักษาระยะห่างทางสังคม และมาตรการที่เข้มข้น ซึ่งจะทำให้ธุรกิจบันเทิงกลับมาจัดกิจกรรม ได้เพิ่มขึ้น

เป็นความโชคดีที่ GMM Music มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เริ่มจากบันไดขั้นที่ 1 คือ Restructure - Refocus - Restabilize จนบริษัทสามารถทำรายได้สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยเฟืองจักรสำคัญ มาจาก 3 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ 1) Digital Music 2) Showbiz 3) การบริหารลิขสิทธิ์

ทุกวันนี้ GMM Music กำลังก้าวสู่บันไดขั้นที่ 2 ของการ Transform คือ Build - Invest – Aggregate ซึ่งคุณภาวิต อธิบายว่าหัวใจสำคัญของขั้นตอนนี้ อยู่ที่การใช้ความคิดสร้างสรรค์มาสร้าง Asset และ Value ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

“เรื่องแรกคือการ Build ซึ่งเป็นเรื่องภายใน เราต้องสร้างเซ็กเมนต์ให้กว้างและมีสเกล ผมถึง พูดว่าเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำเพียงแค่คุณภาพแต่มันต้องมีเรื่องของสเกลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย การทำ ให้มีสเกลเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับการทำธุรกิจคอนเทนต์ในอนาคต ผมไม่ได้มองว่าแกรมมี่เท่ากับ มิวสิก แกรมมี่เท่ากับ Content เมื่อเราทำ Content เราทราเวลไปได้ทุกที่ทุกโอกาสเข้าถึงคนได้กว้างกว่า การฟัง

ข้อที่สอง เรื่องการ Build ครอบคลุมไปถึงการที่เราต้องมีความหลากหลายของศิลปิน ตอนนี้ โลกกว้างมาก คนเสพเพลงหลากหลายมาก บางคนอาจจะชอบเพลงโจ๊ะๆ ชอบร็อก ชอบไอดอล มันคือ ความกว้างที่ต้องไปสืบค้นเพราะธุรกิจแพลตฟอร์มมันเข้าถึงคนได้สเกลใหญ่มากๆ”

คุณภาวิต ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าช่วงแรกที่เข้ามารับผิดชอบจะยังไม่ค่อยลงทุน เท่าไหร่เพราะต้องปรับพื้นฐานก่อน แต่ถึงตอนนี้เราต้องเดินหน้าลงทุน เราจะลงทุนในการสร้างธุรกิจ เราจะลงทุน ในการดึงคนเก่งๆ ที่เป็นอนาคต เราจะลงทุนในเรื่องของการสร้างการผลิตที่มีคุณภาพมากขึ้น หรือลงทุนพื้นฐาน มีเดียที่มากขึ้นหรือลงทุนพื้นฐานเทคโนโลยีที่มากขึ้นนี่คือเรื่อง Invest

เรื่องที่สาม คือ Aggregate อันนี้คือมองไปสู่เรื่องของการร่วมมือกับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Technology Provider หรือการสร้างศิลปิน การสร้างความร่วมมือกันพวกนี้ เพื่อก็ที่ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเห็น ว่าตอนนั้นโครงสร้างพื้นฐานของแกรมมี่แข็งแรงหมด

“วันหนึ่งผมอาจจะเป็น Showbiz Provider ให้กับสถานีทีวีก็ได้ เพราะเขาอาจจะไม่ต้องมานั่ง คิดว่าจะไปทำสถานีโชว์บิซทำไมในเมื่อแกรมมี่แข็งแกร่งขนาดนี้ เหมือนคุณเอาของไปขาย 7-Eleven คุณจะไปสร้าง 7-Eleven ทำไม ในเมื่อเราเป็น 7-Eleven ให้คุณแล้ว

หรืออย่างเช่นวันหนึ่งแกรมมี่แข็งแรงมากในเรื่องของการสร้างสินค้าศิลปิน ตัวคุณก็สามารถที่ จะร่วมมือกับเราในการสร้างสินค้าศิลปิน คุณก็ไม่ต้องไปสร้างสิ่งที่คุณต้องลงทุนมัน ทำให้ทุกคนต่างก็มี โฟกัสในไดเร็กชั่นที่ตัวเองต้องเดิน นี่คืออนาคตที่เรามอง เป็นสิ่งที่เราเดินไปสู่ความยั่งยืน

การที่เราสร้าง Asset ก็เปรียบเหมือนวัตกรรม การสร้างศิลปินนี่คือนวัตกรรม การจะได้คนที่มี DNA แบบนี้ไม่ใช่ว่าคนที่เดินออกมาจากบ้านแบบนี้แล้วจะเดินออกไปร้องเพลงได้ แบบนั้นคนที่สมบูรณ์ พร้อมเลยเขาคงเกิดมามีนวัตกรรมเลย แต่มันไม่มีอยู่จริงถึงต้องมีค่ายเพลง ค่ายเพลงจะรู้ว่าคุณมีเนื้อ ตัวแบบนี้แล้วเอามาแต่งเสริมเติมปั้นเพื่อให้เป็นศิลปินที่ได้รับความนิยม นี่คือนวัตกรรม

ยกตัวอย่างหนังยุคหนึ่งคนชอบพระเอกที่โคตรพระเอก บางช่วงก็ชอบ Bad Boy เพลงก็เหมือน กัน ไม่มีข้อจำกัดว่านี่คือต้นแบบที่ควรจะเป็น หรือนี่คือ Role Model ที่ควรจะเป็น โลกเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนที่มีสายตามองได้ว่า อะไรคือสิ่งที่จะเป็นแรงบันดาลใจในอนาคต ผมว่า ศิลปินคือคนที่ยืนเคียงข้างคำว่าแรงบันดาลใจได้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นนวัตกรรมทางความคิดที่ดีต้อง สร้างแรงบันดาลใจให้คน เราดูศิลปินเกาหลีหลายๆ เจ้า เพลงเขานี่ไม่ใช่เรื่องรัก โลภ โกรธ หลง แต่ หลายๆ เพลงสามารถสร้างแรงบันดาลใจคนได้ทั่วโลก”

เมื่อถูกถามถึงนวัตกรรมองค์กรในสายตาของผู้บริหาร คุณภาวิต กล่าวอย่างถ่อมตนว่า เป้าหมายของ องค์กรไม่ได้เน้นไปที่การสร้างนวัตกรรม แต่นวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปลายทางความสำเร็จ คือคำว่า “ยั่งยืน”

“การที่จะไปให้ถึงจุดนั้นได้เราอาจจะต้องอาศัยนวัตกรรมในหลายๆ ด้าน แต่ถ้าจะถามว่าเราทำ อะไรไปบ้าง บางอย่างผมก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงคำว่านวัตกรรม แต่ถ้ามองไปที่ปลายทางก็มีหลายเรื่องที่ เป็นส่วนประกอบ ข้อแรก คือต้องมีโครงสร้างองค์กรที่สามารถดำเนินสู่ความยั่งยืนในอนาคต เราพยา ยามปรับตัวเพื่อให้เป็นเรื่องโครงสร้างแห่งอนาคต ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายกับบริษัทที่อยู่มา 36 ปีแล้ว ต้องขยับโครงสร้างจึงเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่เป็นเรื่องพื้นฐานแห่งความยั่งยืน 2) เมื่อเป็นโจทย์ของความ ยั่งยืน เราต้องขยับธุรกิจ เราต้องวางกรอบธุรกิจ และรู้ว่าอะไรจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโต ของธุรกิจเราในอนาคต ความยั่งยืน คือต้องเกิด Recurring เกิดรายรับหมุนเวียน ไม่ได้เป็นแบบ Ad Hoc แบบนั้นไม่ยั่งยืน ลงลึกไปรายรับ Recurring ต้องครอบคลุมรายจ่ายด้วย เพราะยังไงก็ไม่ขาดทุน 3) เป็น เรื่องของการที่เรามององค์ประกอบของสินค้าใหม่ที่จะเดินไปสู่ความยั่งยืน 4) สรรหาผู้คนในอนาคตนี่คือ 4 เสาหลัก

ทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกันและต้องอาศัยนวัตกรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เช่น นวัตกรรมใน การจัดโครงสร้าง คนอื่นอาจจะไม่ใช่ แต่เราเรียกว่านวัตกรรมเพราะว่าเราเป็นธุรกิจ Specialist เป็น People Business วันนี้ผมว่าคนน่าจะเริ่มเปลี่ยนภาพของ GMM Grammy แล้ว”

ทุกวันนี้ ทาง GMM Music ก็ยังมีการเติมคนเข้ามารับผิดชอบและพัฒนาธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ภารกิจนี้ คุณภาวิตเรียกว่า การขยายร่องธุรกิจ และร่องการผลิตใหม่

“เราเริ่มเติมคนมาสร้างร่องธุรกิจใหม่ เช่น การร่วมทุนระหว่าง GMM Grammy และ YG Entertainment จัดตั้งบริษัทพัฒนาศิลปินแบบครบวงจร YG”MM เพื่อสร้าง Idol Segment

Idol Segment จะเป็นศิลปินที่สร้างขึ้นมาแล้วเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มคนรุ่นใหม่ กลุ่มคนเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะ คือต้องมี Hardcore Fan หรือที่ผมเรียกว่า สาวก เป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนในเชิงของ Fan Base Marketing ที่สุด”

คุณภาวิต ตอบคำถามที่ว่า “ใครจีบใคร” ให้ฟังว่า ตนเองกับคุณฟ้าใหม่ ดํารงชัยธรรม ได้เดินทางไป เกาหลีเพื่อหาพาร์ทเนอร์เมื่อต้นปี 2020 ด้วยความตั้งใจที่จะสร้าง Idol Segment โดยมีการเจรจากับหลายบริษัท แต่หลังจากพูดคุยแล้วรู้สึกว่า YG Entertainment มีอะไรหลายอย่างที่ตรงกับเราก็เลยเป็นที่มาของการร่วมมือกัน

วามร่วมมือในครั้งนี้ ความหวังลึกๆ ของคุณภาวิตก็คือต้องการที่จะสร้าง Blackpink สายเลือดไทย ขึ้นมาให้ได้ใน 5 ปี

“เป้าหมายเราเป็นแบบนั้น แต่เรามองว่าทุกอย่างไม่สวยหรูแบบนั้น เราคงต้องเดินทีละสเตป ไป International อาจจะหมายถึงแค่เอเชียก่อนก็ได้ แต่อย่าง Blackpink นี่ไประดับโลกแล้ว การเดินไปสู่ ระดับโลกต้องมีพื้นฐานแฟนคลับที่เราเรียกว่า Hardcore Fan เราต้องสร้างพื้นฐานนี้ในประเทศก่อน ไม่จำเป็นว่าเราต้องไปแย่งพื้นฐานของแฟนของเกาหลี เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ไม่มีพื้นฐานในประเทศ แล้วจะเดินทางสู่ต่างประเทศได้ง่ายๆ โมเดลส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้หมด ต้องมีแฟนคลับในประเทศก่อน

ศิลปินกลุ่มแรกที่จะออกสู่สายตา เร็วที่สุดคือ 3 ปี ความน่าจะเป็นคือ 5 ปี โปรเจ็กต์นี้อย่างที่ บอกคือจริงจัง ที่เกาหลีกว่าจะสร้างศิลปินแต่ละคนออกมาเขาต้องซ้อมหนักเป็นเวลา 5 ปี กว่าเขาจะ พร้อมออกมาสู่โลก นี่ก็เหมือนกัน

เมื่อถูกถามถึงความเหมือนและความต่างในการสร้าง Idol Segment ของไทยและเกาหลี คุณภาวิต ตอบว่า เมื่อ 2 วัฒนธรรมมาเจอกัน เราต้องเคารพความสามารถซึ่งกันและกันและมีโจทย์ร่วมกัน ซึ่งมาตรฐานของ เกาหลีเรื่องการ Recruit – Audition - Training จุดนี้ผมว่าเป็นสิ่งที่เรายังคงความเข้มข้นไว้ เพียงแต่ว่ามีการปรับ ให้เข้ากับวัฒนธรรมของเราเล็กน้อย

“การปรับให้เข้าวัฒนธรรมของเราไม่ใช่การหย่อนยาน แต่หมายถึงเรายังทำให้คนที่มี Passion ที่จะเลือกอาชีพนี้ยังได้รับการศึกษา นี่คือหัวใจหลักเลย ไม่ได้หมายความว่าของเกาหลี เขาจะไม่มีการ ศึกษาเลย แต่ที่เกาหลีจะมีระบบปิดของการศึกษาเลยว่าต้องเรียนแบบไหน แต่ของเราเป็นไปไม่ได้ที่ วัฒนธรรมไทยจะบอกให้เด็กทิ้งการศึกษาเลยหรือย้ายการศึกษา มันไม่ใช่วัฒนธรรมของประเทศเรา เพราะฉะนั้นเด็กยังมีตารางการศึกษาในแบบเดิม แต่ว่านอกเวลาการเรียน เขาจะต้องเข้าโปรแกรม เทรนนิ่งและพัฒนาอย่างหนักหน่วง อันนี้ยังคงความเข้มข้นไว้แต่ปรับให้เข้ากับไทย

สอง รูปแบบที่ต้องดำเนินไปเรายังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเน้นสร้างเพลงไทย แต่ใช้นวัตกรรม ระดับโลกมา Recruit Training Debut แต่เรากำลังต้องการสร้างเพลงไทยในระดับสากล นี่คือสิ่งที่ทาง เกาหลีต้องปรับที่จะอยู่กับเรา เรามองว่าการ Audition จะอยู่ในประเทศ แต่คนมาสมัครเราไม่ได้จำกัดว่า จะมาจากไหนหรือว่าต้องเป็นคนไทย เป็นคนอะไรก็ได้แต่ต้องร้องเพลงไทย นี่คือโจทย์และเป้าหมาย เดียวกัน”

คุณภาวิต กล่าวเพิ่มเติมถึงแผนงานที่จะพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนว่า แผนเดิมที่วางไว้ในขั้นที่ 2 นี้ จะใช้ เวลาประมาณ 5 ปี แต่พอมีสถานการณ์ COVID-19 เข้ามาเกี่ยวข้องก็มีความจำเป็นที่อาจจะต้องเลื่อนไป แต่บาง อย่างก็สามารถทำได้ตามกำหนดการเดิม อย่างเช่นความร่วมมือกับ YG Entertainment ก็ยังสามารถทำได้ตาม กรอบเวลา

“หลายเรื่องก็ยังมีจุดที่สะดุดอยู่ทำให้เราวิ่งไม่ได้เร็วอย่างที่เราต้องการ ผมว่าเรามาได้ซัก 35% ของการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเรื่องเป้าหมายเรื่องนวัตกรรมเพื่อสร้างความยั่งยืน เรามาได้ประมาณ 30% ยังมีเรื่องที่เราต้องทำอีกราว 70% ในการก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 คือ Infrastructure - Recurring – Sustainable

พูดถึงเรื่องความยั่งยืน เราต้องทบทวน Positioning กับ Branding ถามว่า Branding ของ GMM Grammy เท่ากับอะไร ผมมองว่าคือโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจดนตรี เมื่อเรามองตัวเองเป็นแบบนั้น เราก็ต้องต่อจิ๊กซอว์ให้ตัวเราเดินไปแบบนั้น ถ้าเราบอกว่าเราทำเพลง ตอนนี้เราไม่ได้แบ่งค่าย เรา สามารถร่วมมือกับศิลปินนอกค่ายได้ ธุรกิจ Showbiz เรามีเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ๆ ครอบคลุมทั่วทุก ภูมิภาค เราก็มีศิลปินค่ายอื่นๆ มาร่วม มันเหมือนกับไม่ได้เป็นคอนเสิร์ตค่ายอีกต่อไป เราเป็นเหมือน แพลตฟอร์ม เมื่อเป็นแฟลตฟอร์มเราก็เหมือนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถร่วมมือกับใครได้หมด

เมื่อถูกถามถึงอนาคตของ GMM Grammy คุณภาวิต ตอบว่า อนาคตของบริษัทจะเท่ากับ Content, เท่ากับ Data, เท่ากับ Technology, เท่ากับ Artist และเท่ากับ Publishing

แต่การจะไปให้ถึงจุดนั้นได้ GMM Grammy จะต้องทำสิ่งที่เรียกว่า การสร้างผู้คนแห่งอนาคต เพราะ ธุรกิจนี้เป็น People Business

“อะไรคือความท้าทายจากนี้ไป ผมตอบเลยว่า การสร้างผู้คนไม่มีอะไรท้าทายเท่านี้แล้ว โลก ปัจจุบันนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างผู้คนแห่งอนาคต เราปฏิเสธไม่ได้ว่า COVID-19 บั่นทอนพลังของ คนทั่วโลกไปเลย แรงบันดาลใจ ความพยายาม ความอดทน ความสุขมันลดลงไปหมด แค่เราอยากจะให้ รางวัลกับตัวเอง เรายังไปไหนไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องอุ้ม ผลักดัน สนับสนุนก่อสร้างให้ เขาเป็นคนแห่งอนาคตเป็นความท้าทายที่สุดแล้ว

ผมไม่ได้คิดว่าตัวผมจะต้องเก่ง ผมคิดว่าตัวผมรอบล้อมไปด้วยกองทัพคนเก่ง บริษัทนั้นก็จะเก่ง นี่คือความท้าทายที่ต้องสร้าง

ในส่วนของความเคลื่อนไหวในอุตสาหกรรม Content ในช่วงที่สถานการณ์หลายอย่างยังไม่เป็นปกติ แต่คุณภาวิต ยังมองว่าธุรกิจโดยรวมยังเป็นขาขึ้น เพราะว่าเพลย์เยอร์มีมากขึ้น โลกเปิดกว้างมากขึ้น การเข้ามา ของแพลตฟอร์มทำให้ตลาดโตมากขึ้น

“ปลายปีนี้ก็น่าจะมีมาตรการผ่อนคลายในหลายธุรกิจ แต่ยังคงมีการรักษาระยะห่าง ผมว่าเราน่า จะกลับมาจัดงานได้เต็มรูปแบบปีหน้า เพราะงานคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ที่จัดในในฮอลล์ใหญ่ๆ ก็ยังต้องจัด ตามมาตรการที่ทางรัฐขอความร่วมมือกับเอกชน และยังคงต้องรักษาระยะห่าง ซึ่งเราต้องวิเคราะห์ดีๆ ว่าการที่ต้องเว้นระยะห่างขนาดนั้น เรายังจะคงทำกำไรได้หรือไม่ เพราะคงไม่มีใครที่อยากจะรันธุรกิจ แล้วขาดทุน ปีที่แล้วบทพิสูจน์เราน่าจะเป็นรายเดียวที่จัดคอนเสิร์ตแล้วมีกำไร เราก็พอมีประสบการณ์ บ้างแล้วว่าเราจะต้องบริหารที่นั่งอย่างไร ราคาบัตรอย่างไร ต้นทุนอย่างไร การจัดการอย่างไรเพื่อให้ผ่าน พ้นวิกฤตของการมีข้อจำกัดในการสร้างรายได้ได้

ส่วนงานเฟสติวัลในปีนี้ก็ต้องมีความเข้มข้นในการควบคุมเรื่องระยะห่าง คงจะมีการแบ่งแยก พื้นทีเพื่อให้ชัดเจนกว่าเดิม สอง ต้องมีการขอความร่วมมือในเรื่องพฤติกรรม เพราะงานเฟสติวัลจะมี เรื่องของพฤติกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เราก็คงต้องวางแผนและขอความร่วมมือกันคนที่มา สาม ก็คือ เทคโนโลยี เราก็ต้องเอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาใช้เพิ่มมากขึ้นไปอีกเพื่อให้ความปลอดภัยมีสูงขึ้นไปอีก

ฟังแบบนี้แล้ว ทีมงานอดสงสัยไม่ได้ว่า การจัดคอนเสิร์ตในลักษณะ Virtual Concert ที่ผ่านมาเป็น อย่างไร

กับคำถามนี้คุณภาวิต อธิบายว่า ที่ผ่านมาหลายประเทศทั่วโลกก็มีการลองจัดแบบ Virtual Concert กัน ซึ่งพบว่าเราไม่มีฐานแฟนเพลงที่ใหญ่พอแบบทั่วโลก โอกาสในการที่จะจัดแล้วคุ่มค่านั้นยากมาก เพราะหนึ่ง ประสบการณ์ที่ได้กลับมาก็ไม่เท่าดูของจริงแลกกับการจ่ายที่ไม่แพงเท่าของจริง แต่การจ่ายค่าชมที่ไม่แพงเท่า ก็ต้องขึ้นอยู่กับปริมาณคนดู ถ้ามีคนดูหลักแสนหลักล้านอาจจะคุ้มค่า แต่ถ้ามีคนดูเท่ากับสเกล Showbiz ที่ทำอยู่ ก็อาจจะไม่คุ้มค่า

“คิดดูว่าราคาบัตรนี่บางทีหายไป 60-70% แต่ว่าค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดการแทบไม่ได้ ลดลงไปเลย เรียกว่าลดลงไม่ได้เท่ากับราคาบัตร เพราะฉะนั้นการจัด Virtual Concert ให้มีกำไรจึงเป็น เรื่องที่ยากมาก”

คุณภาวิต อธิบายถึงความตั้งใจว่า เป้าหมายของ GMM Grammy ในอนาคตคือ การขยายธุรกิจออกไป ทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ในโมเดลที่เรียกว่าไฮบริด

“ผมอาจจะส่งศิลปินออกไปนอกประเทศไทยได้ แต่ในความเป็นจริงต้องดึงพื้นฐาน ดึงเงินกลับ เข้าสู่ประเทศ นี่คือความคิดของ GMM Grammy ในอนาคตถ้าเราขยายธุรกิจ Showbiz ออกไป ผมอยาก เห็นคนที่เดินทางมา Big Mountain Music Festival ในประเทศไทยมากกว่าเอา License งาน Big Mountain Music Festival ไปจัดในต่างประเทศ

ผมมองว่าโอกาสในประเทศยังมีอีกเยอะมาก เราโชคดีที่ทำธุรกิจในประเทศไทย ประเทศไทย เป็นเมืองบันเทิง โอกาสของธุรกิจบันเทิงในประเทศมีสูงมาก เพราะคนไทยชอบเสพความบันเทิง สังคม ไทยเดินคู่เคียงข้างไปกับคำว่าต่อมหดหู่ เรามีต่อมหดหู่เยอะมาก สังเกตได้จากหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่ง น้อยมากที่จะมีข่าวบันเทิงขึ้น หดหู่เกือบทุกข่าว นี่คือพื้นฐานสังคมเป็นสิ่งที่ผมสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ตอน ยังเป็นนักโฆษณา

เราเป็นประเทศที่มี Tension หรือตึงเครียดกับข่าวที่เราเห็นเราแชร์ ส่วนใหญ่นี่เรื่องหดหู่มาก กว่าเรื่องที่น่าชื่นชมหรือเรื่องจรรโลง แต่ Content ที่เราเสพนี่อีกส่วนหนึ่จะเดินเคียงข้างอุตสาหกรรม บันเทิงเสมอ มันเป็นอีกพาร์ทหนึ่งที่คนต้องการเสพ ค่าดูหนังบ้านเราก็ถูกมาก วันนี้ Netflix ก็จ่ายหลัก ร้อยบาท ทำอาหาร ฟังเพลง IOT ทุกเจ้า Plug-in Music ได้หมด อุตสาหกรรมบันเทิงมีโอกาสเข้าถึงคน ได้ตลอดเวลา พื้นฐานเราก็อยากฟังเพลงสนุกกับเพื่อน โอกาสเรามีเยอะมาก เรามีประชากรที่พร้อมเสพ เอนเตอร์เทน ประเทศไทยนี่นอกจากอุตสาหกรรมเกษตรที่มีความพร้อมสมบูรณ์ แล้วเรายังมีคนที่พร้อม จะเสพเอนเตอร์เทนเม้นต์ที่สมบูรณ์พร้อมเช่นกัน”

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณภาวิต กล่าวเสริมว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสิ่งสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลง ภายใน ซึ่งตัวเองเชื่อเรื่องการ Transform มากกว่า Change

“คนเราทำให้เขารับรู้ได้ แต่ว่าทำให้เชื่อยาก ขั้นแรกเราต้องขยันสร้างให้เกิดการรับรู้ ต้องขยัน สื่อสารให้เกิดการรับรู้ แต่ความเชื่อมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการสั่งมันต้องเกิดขึ้นจาก Benefit บางอย่างที่  เกิดขึ้นบนตัวเขา เขาถึงจะเชื่อ ถ้าเขาทำแบบนี้แล้วเขาได้โบนัสเขาจะเชื่อ ถ้าเขาก้าวหน้าขึ้นเขาจะเชื่อ ถ้าเขาทำแบบนี้แล้วชีวิตเขาได้รับความเคารพนับถือจากคนอื่นมากขึ้น เขาทำสำเร็จมากขึ้นเขาจะเชื่อ เพราะฉะนั้นผมมองว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ขีดเส้นใต้ว่าเราเป็นผู้นำแล้วเราพูดไปแล้วทุกคนต้องเชื่อผมว่าเอาแค่รับรู้ก่อนก็ได้แล้วค่อยพิสูจน์ความเชื่อ นี่คือหลักบริหารของผม”

 

 

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.