อัพเดทตลาด E-Commerce ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลัง COVID-19 เข้ามาสร้างพฤติกรรมใหม่

Sep 03, 2021 S.Vutikorn

งาน Brands Future Forum 2021 ที่จัดขึ้นโดยลาซาด้าเป็นครั้งที่ 2 โดยในปีนี้ได้มีการปรับรูปแบบเป็น Virtual Event ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งในปีนี้ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจมาอัพเดทในหลายด้านด้วยกัน

เจมส์ ชาง หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ลูกค้าและการค้าปลีก ลาซาด้า กรุ๊ป, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลาซาด้า สิงคโปร์ กล่าวในงานว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ทั่วโลกหันมาใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกันเร็วขึ้น สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีคอมเมิร์ซถือว่ามีการเติบโตขึ้นอย่างมาก และเห็นได้ชัดว่าผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดนี้จะเร่งให้เกิดการพัฒนาเร็วขึ้น

ทีมงานได้สรุปเนื้อหาสำคัญๆ มาให้ผู้อ่านเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้

 

1. จากรายงานของ Google, Temasek และ Bain e-conomy SEA 2020 อีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2015 และมีมูลค่าประมาณ 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 ซึ่งหมายถึงมีการเติบโตขึ้นมากกว่า 12 เท่า

 

2. เฉพาะปี 2020 ปีเดียวมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เพิ่มขึ้นถึง 40 ล้านคน นั่นหมายความว่า 70% ของประชากรในภูมิภาคนี้ใช้อินเทอร์เน็ตแล้วซึ่งส่งผลให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

3. โฟกัสเฉพาะลาซาด้า พบว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 110 ล้านคนต่อปี โดยมีจำนวนผู้เข้ามาใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยจำนวนผู้ใช้เฉลี่ยมากกว่า 150 ล้านคนต่อเดือน และยังมีการทำธุรกรรมออนไลน์บนแพลตฟอร์มของเราเพิ่มขึ้นเกือบ 100%เมื่อเทียบกับปีก่อน

 

4. ช่วงปีที่ผ่านมาพบว่าค้าปลีก Offline มีการขยายมาสู่แพลตฟอร์มมากขึ้น ตัวอย่างเช่นในประเทศสิงคโปร์ห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่าง Marks and Spencer ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มลาซาด้า หรือศูนย์การค้าสยามเซ็นเตอร์ของไทยก็มีการช่วยร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่ในศูนย์ ด้วยการเปิดหน้าร้าน บน LazMall

 

5. ผู้ขายของออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 70% มีความมั่นใจในโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในช่วง 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งร้านค้าในหมวดแฟชั่นของเรามีความเชื่อมั่นมากที่สุด โดย 75% คาดว่าธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่า 10% ในไตรมาสหน้า

 

6. ในช่วงระหว่างปี 2019 ถึง 2020 หมวดหมู่สินค้าปลีกออนไลน์มีการเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยมีมูลค่าธุรกรรมออนไลน์ทั้งหมดเทียบกับยอดขายตามประเภทโดยรวมสำหรับภูมิภาค คือ

1. สินค้าประเภทอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เติบโตขึ้นจาก 14% เป็น 21% บนช่องทางออนไลน์ สินค้าประเภทแฟชั่นเติบโตขึ้นจาก 9% เป็น 13%

2. สินค้าทั่วไป เช่น บ้านและไลฟ์สไตล์ และกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำครัวและอาหารเติบโตขึ้นจาก 6% เป็น 9%

3. สินค้าในประเภทสุขภาพและความงามเติบโตขึ้น โดยมีส่วนแบ่งจากการขายทางออนไลน์มากที่สุดจาก 5% เป็น 9% หรือเกือบเป็น 2 เท่าจากการเข้ามาเจาะตลาดออนไลน์

7. แม้จะเริ่มต้นจากสินค้าทั่วไป แต่มาจนถึงปัจจุบันพบว่ามีสินค้าในกลุ่ม Luxuary หลายแบรนด์ได้เข้ามาจำหน่ายสินค้าใน LazMall Prestige หรือ LazMall Premiun เพิ่มมากขึ้น อาทิ Bang and Olufsen, Coach, Salvatore Ferragamo และ La Mer

                เจมส์ ชาง อธิบายว่า “เทียบกับเมื่อ 10 สิบปีที่แล้ว อีคอมเมิร์ซได้เดินทางมาไกลมาก จากเดิมที่   อีคอมเมิร์ซมักหมายถึงการซื้อของชิ้นเล็กในราคาถูก และถูกขับเคลื่อนด้วยดีลและโปรโมชั่นเป็นหลัก   แต่เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตเต็มที่ ผู้บริโภคจะเริ่มมียอดซื้อผ่านทางออนไลน์สูงขึ้นด้วยความไว้วางใจที่เพิ่มมากขึ้น

การซื้อสินค้าแบรนด์หรูเป็นการซื้อที่ดูซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้ซื้อ บ่อยครั้งที่การตัดสินใจซื้อสินค้าดังกล่าวไม่ได้มาจากการพิจารณาถึงประโยชน์ใช้สอย และบ่อยครั้งอีกเช่นกันที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงชั่วขณะ  ดังนั้น การสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์และของผลิตภัณฑ์จึงมีความสำคัญมากกว่าด้านประโยชน์ใช้สอย รวมถึงการสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

 

8. จากการสำรวจในสิงคโปร์ ลูกค้าลาซาด้ามากกว่า 40% ซื้อสินค้าแบรนด์ชื่อดังที่มีมูลค่าสูงกว่า 3,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 41% ซื้อสินค้าหรูหราผ่านช่องทางออนไลน์ 

 

9. มีการคาดการณ์ว่า การช้อปปิ้งออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีมูลค่าสูงถึง 172 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.8 เท่าจากปี 2020 โดยมีสัดส่วนการเข้าไปทำตลาดอยู่ที่ 14% ซึ่งนี่เป็นเพียงการเติบโตในช่วงเริ่มต้นของอีคอมเมิร์ซเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ๆ เช่น ประเทศจีน

 

10. ปัจจุบันสัดส่วนการค้าปลีกออนไลน์ในภูมิภาคนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% เท่านั้น ถ้าเทียบกับประเทศจีนธุรกิจค้าปลีกครองสัดส่วนอยู่ที่ 26% หมายความว่าสินค้าอุปโภคบริโภคหลักในประเทศจีนมากกว่า 50% ขายอยู่บนช่องทางออนไลน์ โดยสามารถแยกตามประเภทขอสินค้าได้ดังนี้

- 61% ของสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ขายอยู่บนช่องทางออนไลน์

- 48% ของสินค้าประเภทแฟชั่น

- 49% ของสินค้าทั่วไป

- 54% ของสินค้าประเภทสุขภาพและความงาม

 

11. จนถึงวันนี้ Lazmall มีทั้งแบรนด์ในประเทศและต่างประเทศมากกว่า 32,000 แบรนด์บนลาซาด้าทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งนับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในเวลาเพียง 3 ปี

 

12. ความสำเร็จของลาซาด้ามาจากการสร้าง Ecosystem ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องเครือข่ายโลจิส ติกส์ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะวัดผลแพ้ชนะในการแข่งขัน ปัจจุบันลาซาด้ามีศูนย์ปฏิบัติการกว่า 400 แห่ง โดยกว่า 85% ของขั้นตอนขนส่งพัสดุในขั้นแรกจะได้รับการจัดการอย่างสมบูรณ์จากระบบภายในของลาซาด้า โลจิสติกส์เอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ

 

13. การเป็นบริษัทลูกในกลุ่มอาลีบาบา ยักษ์ด้านอีคอมเมิร์ซจากประเทศจีน ทำให้ลาซาด้าสามารถนำองค์ความรู้ในด้านโครงสร้างพื้นฐานของอีคอมเมิร์ซ ระบบ AI เทคโนโลยี และการตลาดดิจิทัลมาสู่ภูมิภาค มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงยังใช้ประโยชน์จากธุรกิจและศักยภาพอื่นๆ ภายใน Alibaba Digital Economy เช่น การใช้ Alipay ในด้าน e-payment และ Wallets การใช้ Alimama ในด้านการตลาดอัจฉริยะผ่านระบบ AI ในฐานะกลุ่มบริษัทเชิงพาณิชย์

 

14. สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ในระยะสั้นและทำให้เกิดการพัฒนาเร็วขึ้น 2-3 ปี ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซจะยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่จะเป็นไปในลักษณะของ Ommi Channel ที่เน้นสร้างประสบการณ์แบบองค์รวม เช่น การสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และไปรับของแบบออฟไลน์ และในขณะเดียวกันก็สามารถสั่งซื้อจากออฟไลน์แล้วถูกจัดส่งแบบดิลิเวอรี่ก็สามารถทำได้

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.