4,994
VIEWS

ความสำเร็จของ The Standard Hotel ไม่ใช่แค่ห้องพัก แต่คือ เอกลักษณ์ วัฒนธรรม และชุมชน

Sep 09, 2021 S.Vutikorn

The Standard เป็นเชนโรงแรมน้องใหม่ในเครือ Standard International ที่เกิดขึ้นมาในปี 1999 แต่เป็นที่ยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดผ่าน แฟชั่นและรสนิยมที่ ล้ำสมัย ดีไซน์แปลกใหม่ และมาตรฐานที่ไม่เหมือนใคร โดยปัจจุบัน The Standard มีบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เป็นผู้ถือหุ้นหลักจากการลงทุนใน Standard International ครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2017 ก่อนจะมีการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในเวลาต่อมา

แบรนด์ The Standard เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะ หนึ่งในแบรนด์ที่มีนวัตกรรมด้านไลฟ์สไตล์ที่สร้างสรรค์โดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ โดย The Standard กำหนดเป้าหมายสำคัญของ ทุกโครงการให้มีความท้าทายขนบแบบเดิม ยกระดับสุนทรียภาพของรูปลักษณ์ให้จับต้องได้ และมอบประสบ การณ์สุดพิเศษในแบบที่จะสัมผัสได้เฉพาะที่โรงแรมในเครือ The Standard เท่านั้น

ในมุมมองของ อมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International เขามองว่า The Standard เป็นมากกว่า แค่โรงแรมทั่วไป แต่มีข้อแตกต่างที่จับต้องได้ 3 ด้านใหญ่ๆ คือ

 

1. เอกลักณ์ที่ชัดเจน

ความสำเร็จของ The Standard อยู่ที่วิธีคิดที่สวนทางกับค่านิยมแบบเดิมๆ เหมือน Logo ที่วางกลับหัว เริ่มจากการสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองที่ชัดเจน การสร้างเอกลักษณ์ของ The Standard นั้นมาจากการวางตัว ให้เป็น Lifestyle Hotel หรือเป็น Tastemaker หรือคนสร้างรสนิยมใหม่ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว ดังจะเห็นได้จาก กิจกรรมของโรงแรมสามารถชิงพื้นที่บนสื่อชั้นนำของโลกได้ตลอดเวลา

“The Standard แต่ละที่จะมีงานศิลปะ สร้างความตื่นตาตื่นใจ มีดีไซน์แปลกๆ มีบริหารใน ส่วนของร้านอาหารที่นำเสนอเครื่องดื่มที่หลากหลาย และเรื่องของดนตรีที่แตกต่าง ทุกครั้งที่แขก กลับมาจะมีประสบการณ์ที่สร้างความประทับใจได้อยู่เรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้โรงแรมรีโนเวททุก 6-7 ปี เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจ

ข้อดีของการเลือกเจาะกลุ่มลูกค้าไปที่ Lifesytle Hotel อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตอบโจทย์ความต้องการ ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญของธุรกิจท่องเที่ยว เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้จะใช้เงินกับการซื้อ ประสบการณ์มากกว่าคนรุ่นก่อน

 

2. วัฒนธรรมที่โดดเด่น

ในขณะที่โรงแรมทั่วไปเลือกที่จะให้ความสำคัญกับตัวห้องพักมากเป็นพิเศษ แต่ The Standard เลือกที่จะสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวในวันหยุด ให้คนที่เข้ามาพักในโรงแรมเข้ามา Connect กัน แทนที่จะใช้ เวลาอยู่แต่ในห้องเพียงอย่างเดียว ด้วยการเน้นการทำพื้นที่ส่วนกลางให้ดี และดึงดูดความสนใจ รวมถึงจัด กิจกรรมที่ดึงดูดคนให้มากที่สุด

The Standard มองว่า การที่คนจากทั่วโลกมาพบปะกัน เราจึงพยายามใช้สถานที่ที่แปลกใหม่ มี อัตลักษณ์ ที่คนไม่คาดว่าจะนำมาใช้ได้ หลายคนที่มาพักที่ The Standard จึงได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ และรู้สึกสนุกสนานกลับไปเสมอ เช่น โรงแรมที่ลอนดอน อาคารเดิมมีชั้นใต้ดินเป็นห้องสมุด The Standard ก็เก็บรักษาไว้ และพยายามชวนให้แขกไปใช้บริการห้องสมุด

วัฒนธรรมของ The Standard อมาร์ ลัลวานี่ กล่าวว่า วัฒนธรรมของ The Standard มี 3 ส่วนหลักๆ คือ

1. ศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรม งานออกแบบ หรืออะไรก็ตามที่สามารถสร้างความมีส่วนร่วม กับแขกที่เข้าพัก

2. แฟชั่น ที่ผ่านมา The Standard มีการจัดกิจกรรมมากมายที่เกี่ยวข้องกับวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น การจัดโชว์สำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่ในช่วงนิวยอร์กและลอนดอนแฟชั่นวีค หรือร่วมมือกับดีไซเนอร์ระดับโลกใน ด้านคอลเลคชั่นพิเศษและออกแบบผลิตภัณฑ์ของใช้ในโรงแรม เพราะ The Standard เชื่อว่าแฟชั่นเป็นหนึ่งใน รูปแบบการแสดงออกถึงตัวตนของแต่ละคน

3. ดนตรีและไนท์ไลฟ์ ที่ผ่านมา The Standard ได้นำสิ่งที่ดีที่สุดในวงการเพลงและดีเจมาสู่ผู้ชม ทั่วโลก รวมถึงมีการดึงเอาศิลปินชื่อดังและศิลปินหน้าใหม่มาจัดการแสดงเพื่อให้ดนตรีนำคนมาเจอกัน

 

3. ใส่ใจชุมชนรอบข้าง

อีกปัจจัยแห่งความสำเร็จของ The Standard ก็คือการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงชุมชนรอบข้าง ดังนั้น ทั้งงานออกแบบ งานบริการ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ทางโรงแรมจะพยายามดึงความร่วม มือกับกลุ่มคนท้องถิ่น ต่างๆ เพื่อให้เกิดความร่วมมือใหม่ๆ

ตัวอย่างเช่น The Standard, Hua Hin ที่ทีมออกแบบมีการดึงเอาความโดดเด่นมีชีวิตชีวาของหัวหิน มาสะท้อนอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ของโรงแรม ภายใต้ความสง่างาม เรียบง่าย และเต็มไปด้วยเรื่องราวของ ประวัติศาสตร์ของทำเลอันเป็นที่ตั้งของโรงแรม เสริมด้วยการนำเสนอที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความสนุกสนาน ในแบบของ The Standard

ถ้าจะนับรวมจำนวนโรงแรมในเครือ ปัจจุบัน Standard International มีโรงแรมมากกว่า 35 แห่ง ทั่วโลก ผ่าน 3 แบรนด์หลักคือ The Standard, Bunkhouse, The Peri Hotel

แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ 1 ธันวาคมนี้ The Standard จะเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทยเป็น ที่แรกที่อำเภอหัวหิน ภายใต้ชื่อ The Standard, Hua Hin ซึ่งถือเป็นโรงแรมแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมไปถึงการเปิดโรงแรมระดับ Flagship แฟลกชิพในเอเชียคือ The Standard, Bangkok Mahanakhon ใน กรุงเทพฯ ที่มีกำหนดเปิดในปี 2022

ถึงแม้ว่าช่วงเวลาที่เปิดให้บริการโดยเฉพาะที่หัวหินนั้น จะยังไม่ใช่จังหวะที่ลงตัวที่สุด เพราะในตอนนี้ ประเทศไทยยังมีตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่สูงอยู่

อมาร์ ลัลวานี่ ซีอีโอ Standard International แสดงความคิดเห็นว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ก็ยังมองว่า การท่องเที่ยวและการเดินทางยังเป็นสิ่งสำคัญ และจะฟื้นตัวทันทีเมื่อสถานการณ์เหมาะสม อาทิ มีการผ่อนผันกฎเกณฑ์ในการเดินทางเข้าสู่ประเทศไทย รวมถึงการเร่งปูพรมฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้กับคนไทยสามารถทำได้ตามเป้าหมาย

 

“ในภูมิภาคนี้ประเทศสิงคโปร์, เกาหลีใต้, ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น น่าจะเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวได้ก่อน ส่วนประเทศออสเตรเลีย อินเดีย รวมถึงประเทศไทย ก็อาจจะยัง ต้องรอดูต่อไป ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนอัดอั้นและรอโอกาสนั้น การที่ประเทศไทยมีโครงการภาครัฐที่ ออกมาช่วย เช่น Phuket Sandbox ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี ส่วนที่ท้าทายสำรับธุรกิจโรงแรมมากที่สุด น่าจะเป็น การเดินทางเพื่อธุรกิจที่จะฟื้นตัวได้ช้ากว่า

ความแข็งแกร่งของแบรนด์ นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเลขยอดการจองตรงในโรงแรมในเครือ The Standard อยู่ระดับสูงตลอด โดยเพิ่มจากอัตรา 45% ก่อนโควิดระบาด มาสู่ระดับ 58% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง สำหรับแบรนด์โรงแรมอิสระ ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการนำเสนอแพ็กเกจที่ดึงดูดใจและการสร้าง ประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้มาพักที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการตลาดแบบ ฉีกกรอบ ซึ่งกลายเป็นภาพจำของแบรนด์

 

ปัจจุบัน กระแสความต้องการในการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรายได้สูงจากประเทศที่มีเศรษฐกิจมั่นคง และพึ่งพาธุรกิจท่องเที่ยวขาเข้าน้อยกว่าอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งโอกาสที่จะฟื้นตัว ได้เร็วกว่า นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เป็นเป้าหมายหลักที่ธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศต่าง ๆ ให้ความสนใจเป็นอย่างสูง ในการดึงดูดให้เข้ามาท่องเที่ยวประเทศของตัวเอง ซึ่งประเทศไทยคือ จุดหมายปลาย ทางที่มีศักยภาพสูงสำหรับการท่องเที่ยวของนักเดินทางกลุ่มนี้เมื่อมีการเปิดพรมแดนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการ ท่องเที่ยวอีกครั้ง หากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ยังไม่สามารถดำเนินการในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และยกเลิกข้อ กำหนดในการเดินทางข้ามประเทศได้อย่างทันท่วงที

ในแผนงานของ The Standard นอกจากหัวหิน และกรุงเทพฯ ทาง Standard International ยังมี แผนที่จะเปิดตัว The Standard, Ibiza โรงแรมแห่งที่ 2 ในยุโรป ในปีหน้า และประเทศและเมืองสำคัญๆ อาทิ สิงคโปร์, เมลเบิร์น ลิสบอน ในปี 2023 ดับลิน, บรัสเซลส์ และลาสเวกัส ในปี 2025

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.