นวัตกรรมรองเท้าวัวเพื่อสุขภาพ “Deeco ดีต่อโค ดีต่อใจ”

Oct 11, 2021 -None-

“จะดีแค่ไหน...ถ้ายางพารามีมูลค่ามากกว่าที่เป็นอยู่

จะดีแค่ไหน...ถ้าสินค้าไทยช่วยลดการนำเข้าสินค้าจากต่างชาติได้

จะดีแค่ไหน...ถ้ามีสินค้าจำเป็นต้องใช้ แต่หาซื้อได้ในราคาที่คุ้มค่ากว่าที่เคย

แล้วจะดีแค่ไหน...ถ้าเป้าหมายในการจะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้ครอบครัวของตัวเราเองแผ่กระจายขยายไปสู่เกษตรกรสวยางและประเทศไทยได้ในอนาคต”

มุมมองความคิดที่เป็นจุดเริ่มต้นธุรกิจของ คุณณัฐวี บัวแก้ว กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีฟินน์ รับเบอร์เทค จำกัด ที่จุดชนวนธุรกิจ “รองเท้าโคนมเพื่อสุขภาพ Deeco” ให้เกิดขึ้น

 

Deeco แรงผลักดันจากชีวิตที่ติดลบ

หลายครั้งที่จุดต่ำสุดของชีวิตเหยียบย่ำซ้ำเดิมให้ผู้คนท้อแท้หมดหนทางสู้ แต่ก็มีหลายครั้งที่มันกลายมาเป็นแรงผลักดันให้ใครหลายๆ คน ลุกขึ้นสู้ให้ถึงที่สุดเพื่อมีชีวิตรอดต่อไปในแบบที่ “ต้องดีกว่าเดิม”

เช่นเดียวกับ คุณณัฐวี ที่เริ่มต้นทุกอย่างจากชีวิตที่ติดลบ

คุณณัฐวี ฉายภาพกลับไปยังจุดเริ่มต้นตั้งแต่แนวคิดการทำธุรกิจว่า เขาเคยมีชีวิตที่ดีกระทั่งสูญเสียคุณพ่อไปในช่วงมหาวิทยาลัยปี 1 ในตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตของเขาตกต่ำที่สุด เขามีหนี้ก้อนโตที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน มีบ้านที่กำลังจะถูกประกาศขายทอดตลาดหันไปทางไหนก็ไม่มีใครยื่นมือมาให้ความช่วยเหลือ

หนุ่มน้อยวัยเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยจำเป็นต้องแบกรับหน้าที่หัวหน้าครอบครัวจัดการเรื่องราวทุกอย่างด้วยตัวเอง เขาตัดสินใจขายทุกอย่างที่มีเพื่อใช้หนี้จะเหลือก็แต่สวนยางเพียงแปลงเดียวที่ทำให้เขาต้องมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เขาจะทำอย่างไรให้ยางพาราที่เขามีนำพาชีวิตดีๆ มาสู่ครอบครัวได้”

อย่างที่รู้กันดี ราคายางพาราช่วง 10 กว่าปีให้หลังมานี้ ไม่สามารถสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้เกิดขึ้น ครั้นจะกรีดยางต่อไปก็คงไม่ต่างอะไรกับชีวิตในแบบเดิม เขาจึงเกิดความคิดว่า เขาจะต้องสร้างมูลค่าจากยางพาราของเขาให้ได้

ความโชคดี คือ คุณณัฐวี เป็นคนอยู่ไม่นิ่ง มีนิสัยใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เขาเป็นนักคิดที่ชอบจะมองหาและลงมือทำอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ เขาเริ่มจากการแปรรูปยางพารามาเป็นถุงเพาะชำซึ่งก็ให้ผลตอบรับที่ดี ทำให้เขามีรายได้ 30,000-40,000 บาทต่อเดือน และถูกขนานนามว่า “หนุ่มใต้เจ้าของไอเดียถุงเพาะชำจากยางพารารายแรกของโลก” แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบเพราะการจะทำถุงเพาะชำสักใบต้องใช้น้ำยางในปริมาณมากถึง 50%

คุณณัฐวี ที่ค้นพบว่าตัวเองชอบและสนุกกับการได้ลงมือทำ ได้คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ยังคงคิดต่อไปว่า เขาจะทำอย่างไรให้สามารถใช้ยางพาราได้อย่างคุ้มค่าที่สุดจนตกตะกอนความคิดออกมาเป็นสินค้าชิ้นใหม่อย่าง “รองเท้าวัวชน”

รองเท้าวัวชนถูกสร้างขึ้นจาก Pain Point ในเรื่องของการบาดเจ็บระหว่างการวิ่ง ที่อาจเกิดจากความไม่สมบูรณ์ของถนนหนทางซึ่งควบคุมไม่ได้

แม้จะดูว่ามีโอกาสเติบโตแต่ด้วยขนาดตลาดที่ค่อนข้างเล็กในด้านยอดขายอาจไม่ตอบฝันใหญ่ที่เขาตั้งไว้แต่ต้น เขาจึงลองมองหาโอกาสใหม่จนได้ไปเจอกับ “รองเท้าโคนม”

“แรกๆ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไง รู้อย่างเดียวว่า ถ้าอยากขายยางให้ได้ราคาต้องเอาไปแปรรูป แต่จะทำยังไงล่ะให้วัสดุที่มีอยู่จำกัดใช้น้อยที่สุด แต่สามารถสร้างมูลค่าได้มากที่สุด เลยลองทำสินค้าออกมา 2-3 อย่างแต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ จนกระทั่งมาเจอกับรองเท้าโคนม ซึ่งก็คลิกเลยเพราะมันทั้งดีต่อใจ และขณะเดียวกันมันก็ดีต่อโคด้วย”

Deeco ดีต่อโค ดีต่อใจ

คุณณัฐวี ได้ออกแบบและผลิตรองเท้าเพื่อสุขภาพโคนมที่ทำจากยางพาราขึ้นมา โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Deeco เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ในเรื่องอาการบาดเจ็บที่กีบเท้าโค และเพื่อเป็นอุปกรณ์ที่ใช้รักษาในทางการแพทย์

โดยเขาได้อธิบายว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการเลี้ยงโคนมกันมากขึ้น แต่ปัญหาที่ทุกฟาร์มพบเหมือนกันและยังแก้ไขไม่ได้นั้น คือกว่า 30% ของโคนมทั้งหมดจะมีอาการเจ็บกีบเท้า เนื่องจากทางกายวิภาคของโคจะมีกีบเท้า 2 กีบ ซึ่งรับน้ำหนักไม่เท่ากัน

เมื่อเกษตรกรให้อาหารเพื่อกระตุ้นโคให้มีผลผลิตน้ำนมจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดกรดเกินในกระเพาะอาหาร และถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือด ซึ่งจะไปมีผลต่อช่วงล่างของโคทำให้เกิดการอักเสบบริเวณขาและกีบ ประกอบกับมีการให้อาหารในปริมาณมากให้โคเพื่อทำน้ำหนักทำให้กีบเท้าของโคต้องแบกรับน้ำหนัก อีกทั้งพื้นที่ใช้เลี้ยงโคส่วนใหญ่ก็จะเป็นพื้นซีเมนต์ การกระจายแรงจึงไม่ดี ขณะที่โคเองต้องยืนตลอดจึงกลายเป็นปัญหาจากน้ำหนักต่อตัวที่ประมาณ 400-700 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นชนวนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพโค

“เมื่อเจ็บกีบเท้าโคก็จะไม่กิน เมื่อไม่กินก็จะผสมพันธุ์ไม่ได้ ปริมาณน้ำนมจะหายไปและในที่สุดอาจไม่เหลือให้รีดเลย โคนมจะถูกคัดไปเป็นโคเนื้อ ต้นทุนเท่าเดิม แต่รายได้ลดลง ส่งผลวนกันเป็นห่วงโซ่ที่ต้องเร่งแก้ไข”

ปกติแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจะแก้ปัญหาโดยการเอารองเท้ามาใส่ตรงข้างที่เจ็บ เพื่อพยุงกีบให้ลอยขึ้น เพื่อให้กีบบาดเจ็บไม่ต้องสัมผัสกับพื้นและเชื้อโรค เพื่อช่วยให้การบาดเจ็บหายเร็วขึ้น แต่ปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้ารองเท้าโคจากต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งที่ผลิตจากพีวีซี หรือพอลิยูริเทนซึ่งค่อนข้างแข็ง แม้จะใช้งานได้หลายครั้งขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาก็จริง แต่ราคายังแพง ตกข้างละประมาณ 1,500-2,000 บาท จึงมีใช้แต่เฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้น

ขณะที่เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถหาซื้อได้จึงนำเศษไม้มาดัดแปลงเพื่อใช้รองกีบโคแทนรองเท้าโค แต่ก็มีปัญหาอยู่ดี เพราะต้องยึดติดด้วยกาวซึ่งมีราคาที่แพงมาก อีกทั้งรองเท้ายังมีความแข็งกระด้าง โคจะเจ็บเท้าเมื่อสวมใส่กระจายแรงได้ไม่ดี ใช้งานได้เพียงครั้งเดียว และมีค่าใช้จ่ายประมาณ 250 บาทต่อข้าง

Deeco ถูกออกแบบมาให้สวมใส่ง่าย ไม่หลุด ไม่ต้องใช้กาวยึด สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง อีกทั้งยังสามารถกระจายแรงได้ดี ช่วยลดอาการบาดเจ็บของกีบเท้า มีนวัตกรรมซิลเวอร์นาโนที่สามารถฆ่าเชื้อ ช่วยป้องกันการติดเชื้อของบาดแผลได้ ส่งผลให้แผลหายเร็วขึ้น มีความแข็งของยางให้เลือกได้ถึง 2 ระดับ ทั้งยังจำหน่ายในราคาเพียงคู่ละ 500 บาท (ราคาโปรโมชั่น สำหรับลูกค้าใหม่ ราคาปกติอยู่ที่คู่ละ 750 บาท)

ด้วยจุดเด่นที่กล่าวมาทำให้ คุณณัฐวี มั่นใจว่า Deeco จะสามารถเข้ามาตอบโจทย์ แก้ปัญหา และเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับทั้งตลาดยางพารา รวมถึงตลาดรองเท้าโคนมได้ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ปัจจุบัน Deeco มีผลิตภัณฑ์หลัก คือรองเท้าโคนมไซส์ M รองรับน้ำหนักโคไม่เกิน 500-700 กิโลกรัม (ไซส์มาตรฐาน ครอบคลุมพันธุ์โคนมในเอเชีย) มีกลุ่มเป้าหมาย คือกลุ่มเจ้าของฟาร์มขนาดใหญ่และขนาดกลาง

ล่าสุด Deeco ได้พัฒนารองเท้ารุ่น 2 ที่มีหน้าตาเหมือนรองเท้าไม้แต่ผลิตจากยางพารา ติดกาวพร้อมใช้ เพื่อจับตลาดกลุ่มเกษตรกรรายย่อยที่ใช้รองเท้าไม้ โดยตั้งราคาจำหน่ายไว้ที่ข้างละ 180 บาท

“เราเชื่อว่า เราสามารถทำสินค้าออกมาได้ดีกว่าสินค้าคู่แข่งในปัจจุบัน ถามว่าดีต่อใจยังไง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคก็จะ ได้เข้าถึงรองเท้าโคดีๆ ได้ในราคาที่ถูกกว่าเกือบ 600% อาการบาดเจ็บของโคหายเร็วขึ้น แถมยังช่วยลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ ผมอยากเปลี่ยนตลาดรองเท้าไม้ในไทย ถ้าผมเปลี่ยนตลาดได้ ผมจะสามารถยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับ ยางพาราได้มากถึง 2,000% เกษตรกรสวนยางในประเทศไทยก็จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

Deeco โอกาสของสินค้าไทยจะที่ไปได้ไกลในตลาดโลก

พร้อมกันนี้ คุณณัฐวี ยังบอกอีกว่า ตลาดโคนมเป็นตลาดใหญ่ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะในโลกมีเจ้าตลาดอยู่เพียง 2 แบรนด์ ในขณะที่ดีมานด์ในตลาดเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทาง Deeco เองก็ได้เตรียมความพร้อมรองรับความต้องการของตลาดต่างประเทศเอาไว้แล้ว ด้วยการสร้างแม่พิมพ์รองเท้าไซส์ L สำหรับโคพันธุ์ที่มีน้ำหนักมากกว่า 1,000 กิโลกรัม

ไม่เพียงเท่านั้น Deeco ยังมีแผนขาย Product Line ไปสู่รองเท้ารุ่นใหม่ที่มีคุณสมบัติที่พิเศษมากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด อาทิ วิ่งวัวชน รองเท้าม้า และรองเท้าสัตว์เท้ากีบน้ำหนักเยอะชนิดอื่นๆ

“ผมเคยมีโอกาสได้ไปคุยคนเลี้ยงวัวชนเลยได้รู้ว่า ก่อนจะนำวัวไปชนได้ผู้เลี้ยงจะต้องจ่ายมัดจำค่าเดิมพันไว้ 10% ถ้าวัวใครไม่มา มัดจำก็จะตกเป็นของอีกฝ่าย ดังนั้นผู้เลี้ยงจะต้องดูแลวัวเป็นอย่างดี แต่ก็จะมีประเด็นที่ว่าในทุกวันวัวจะต้องวิ่งอย่างน้อยวันละ 10 กิโล ซึ่งถนนหนทางก็ควบคุมไม่ได้ ถ้าวัวเจ็บเท่ากับเขาจะต้องเสียเดิมพันทันที ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่แก้ปัญหาด้วยการเอารองเท้าแตะมาตัดครึ่ง แต่ผมมองว่า วัวชนตัวเป็น 10 ล้าน ควรจะได้ใส่ Nike-Adidas เลยคิดอยากจะทำรองเท้าวิ่งเท่ๆ แบบนี้ออกมา โดยใช้ยางพาราที่เรามีนี่แหละเป็นตัวชูโรง”

ถึงต้องนี้คงต้องบอกว่า Deeco นับเป็นอีกแบรนด์ที่ดูอนาคตค่อนข้างสดใส ด้วยจำนวนคู่แข่งน้อยรายประกอบกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ Deeco ทำได้ ถ้าหากคุณณัฐวี ขับเคลื่อนแบรนด์ไปตีตลาดโลกได้ อนาคตน้องใหม่แบรนด์ไทยแบรนด์นี้ก็น่าจะไปได้ไกลแน่นอน

Copyright © 2015-2016 บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.